นิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ หารือเรื่องพระราชบัญญัติคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมายและวิพากษ์วิจารณ์พรรคเพื่อไทย โดยเฉพาะกฎหมายที่ไม่ดีและคล้ายกับเผด็จการ และต่อสู้เพื่อแก้ไขปัญหานี้ นอกจากนี้ยังหารือเรื่องการบังคับใช้กฎหมายและความจำเป็นในการพัฒนา กฎหมายให้ทันสมัย และมีความเห็นว่าควรใช้กระบวนการยุติธรรมในการตัดสินความดี ความเลวของบุคคล ไม่ใช้ปริมาณของคนในการตัดสิน
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดพัทลุง พรรคประชาธิปัตย์ ผมต้องกราบเรียนท่านประธานว่า ต้องขออนุญาตท่านประธานได้แสดงความคิดเห็น ในเรื่องพระราชบัญญัติคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมายฉบับนี้ตามสมควร ผมได้นั่งฟัง เพื่อนสมาชิกอภิปรายหลายท่านทั้งที่เกี่ยวเนื่องกับเนื้อหาของกฎหมายและไม่เกี่ยวเนื่อง กับเนื้อหาของกฎหมาย และการแสดงความคิดเห็นของเพื่อนสมาชิกในบางครั้งก็ได้เลยเถิด พาดพิงถึงพรรคการเมืองด้วยกัน ซึ่งผมคิดว่าจําเปึนที่ผมในฐานะเปึนสมาชิกของพรรค ประชาธิปัตย์ก็ต้องใช้เวลานี้แสดงความคิดเห็นไว้ ท่านสมาชิกที่ได้อภิปรายท่านล่าสุด ท่านสุนัย ขออภัยเอ่ยนาม ท่านได้แสดงความคิดเห็นที่ผมคิดว่าพยายามที่จะสื่อเปึนนัยถึง พรรคประชาธิปัตย์ว่า พรรคการเมืองพรรคหนึ่งซึ่งเคยต่อสู้กับระบบเผด็จการ แต่วันนี้มิได้ต่อสู้ในแนวทางนั้นอีกแล้ว ทํานองนั้นนะครับ แล้วท่านก็ยังพูดต่อไปว่า พรรคเพื่อไทยในขณะนี้ต่างหากเปึนผู้ที่ต่อสู้กับระบอบเผด็จการ ผมเข้าใจทีเดียวครับว่า ที่ท่านพูดอย่างนั้นคงจะหมายถึงพรรคประชาธิปัตย์แน่นอนคงไม่ใช่พรรคอื่น ถ้าพี่น้องประชาชนที่ได้รับฟังการถ่ายทอดอยู่ในขณะนี้เชื่อตามที่ท่านพูด ผมในฐานะ ที่เปึนสมาชิกพรรคก็ย่อมได้รับความเสียหายไปด้วย ผมชี้แจงประเด็นนี้เล็กน้อยเท่านั้น นะครับว่า คําประกาศ หรืออุดมการณ์ของพรรคประชาธิปัตย์ที่ก่อตั้งเมื่อวันที่ ๖ เมษายน ๒๔๘๙ มีอยู่ข้อหนึ่งที่เราได้เขียนไว้และถือปฏิบัติมาจนถึงวันนี้ก็คือ พรรคนี้จะต่อสู้กับ ระบอบเผด็จการทั้งเปึนเผด็จการของทหารหรือพลเรือนก็ตาม หรือแม้ว่าจะเปึนเผด็จการ ในระบบรัฐสภา หรือนอกรัฐสภาเราก็จะต่อสู้กับระบอบเผด็จการเหล่านั้น วันนี้ก็ยังเปึน อย่างนั้นครับ แต่ว่าเมื่อพูดคําว่า อุดมคติ หรืออุดมการณ์นั้น เรามองสิ่งเหล่านี้แตกต่าง กันเสมอ ซึ่งผมเคยพูดมาในสภานี้หลายครั้งแล้วว่า อุดมคติ หรืออุดมการณ์นั้นเรามอง ต่างกันได้ และผมคิดว่าอุดมการณ์ หรืออุดมคติของท่านสุนัยก็ไม่มีทางที่จะมาบรรจบ เปึนอุดมการณ์หรืออุดมคติของผมหรือพรรคประชาธิปัตย์ เราแยกขนานกันเหมือน ทางรถไฟนะครับ มาบรรจบกันเมื่อไรรถไฟก็ตกรางเท่านั้นละครับ ผมเรียนเรื่องนี้สั้น ๆ นะครับว่า เรามองสิ่งที่เปึนความดีความงามหรืออุดมคติต่างกัน ไม่มีทางที่เราจะมอง เหมือนกัน เรื่องที่ ๑ เรายังต่อสู้กับระบอบเผด็จการอยู่จนถึงขณะนี้นะครับ ท่านประธาน ที่เคารพครับ ผมขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานว่า วัตถุประสงค์ของกฎหมายฉบับนี้ ก็เพื่อปรับปรุงและพัฒนาระบบกฎหมายของประเทศ แต่ผมอยากจะเรียนท่านประธาน ฝากถึงท่านผู้ฟังที่อยู่ทางบ้านสักท่านหนึ่งหรือ ๒ ท่านก็ตามที่ฟังอยู่เผื่อท่านจะเข้าใจผิด ว่าเมื่อมีการออกกฎหมาย คณะกรรมการปฏิรูปกฎหมายฉบับนี้แล้วบ้านเมืองจะกลับคืน สู่ปกติ บ้านเมืองจะมีความสงบเรียบร้อย หาเปึนเช่นนั้นไม่ครับ เพราะว่ากฎหมายฉบับนี้ มีเนื้อหาสาระเพื่อการพัฒนาระบบกฎหมายของประเทศเท่านั้นเอง ถามว่าในประเทศ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่เราเปึนสมาชิกอยู่ในขณะนี้ ประเทศไทยมีการพัฒนาหรือ มีระบอบกฎหมายดี หรือมีคุณภาพหรือไม่ ผมตอบได้ว่าประเทศไทยเปึนประเทศหนึ่ง ในเอเชียครับที่มีระบอบกฎหมายที่ดีที่สุดประเทศหนึ่งของเอเชียหรือของโลกก็ว่าได้ เราดีกว่าหลายประเทศครับ ผมขออนุญาตที่จะไม่เอ่ยนามประเทศเพื่อนบ้านของเรา หลายประเทศ แต่ความสงสัยก็ต้องสงสัยต่อว่า เมื่อเรามีระบบกฎหมายที่ดีสูงสุดอันดับ หนึ่งของโลกหรือของเอเชียแล้วทําไมบ้านเมืองเราถึงไม่มีความสงบสุข ทําไมบ้านเมือง ของเพื่อนบ้านของเราซึ่งอยู่ใกล้ ๆ เรา ระบบกฎหมายเขาก็ยังไม่พัฒนาเหมือนของเรา แต่บ้านเมืองเขามีความสงบสุข อะไรมันเกิดขึ้นในสังคมโลกในขณะนี้ ต้องทําความเข้าใจ ครับว่า กฎหมายของเรานั้นดีแล้วครับ และกฎหมายของประเทศเรานั้นมีมากเหลือเกิน ครับ ลักษณะที่บอกว่า ถี่ลอดตาช้าง ห่างลอดตาเล็น นั่นละครับ แต่ว่าสิ่งหนึ่งที่เรา ไม่สามารถทําให้บ้านเมืองมีความสงบสุขได้ผมเห็นตรงกับเพื่อนสมาชิกก็คือการบังคับใช้ กฎหมายเราไม่ดี เราไม่มีประสิทธิภาพ ท่านประธานที่เคารพครับ ในระยะ ๑ ป้ หรือ ๒ ป้ ที่ผ่านมานั้น เราถกเถียงกันใน ๒ เรื่อง
เรื่องแรก เราบอกว่ากฎหมายเราไม่ดี กฎหมายเราคล้าย ๆ กับว่ากฎหมาย เราเปึนเผด็จการ เราต่อสู้เรื่องนี้กันมาครับ
เรื่องที่ ๒ ที่เราต่อสู้กันในเชิงอุดมคติก็คือเราบอกว่า การบังคับใช้กฎหมาย ของเรานั้นไม่ดี เพื่อนสมาชิกหลายท่านได้พูดถึงอดีตนายกรัฐมนตรี พลเอก สุรยุทธ์ ผมไม่ เอ่ยนามถึงท่าน ผมไม่พูดถึงท่าน ข้อหาด้วยความผิดทั้งหลายที่ดําเนินคดีกันอยู่ในขณะนี้ ยังไม่ถึงที่สุด ผมไม่สามารถใช้ดุลยพินิจได้ว่าท่านผิดหรือถูก ยังไม่มีคําพิพากษาถึงที่สุด ไปตัดสินท่าน ผมเลยประเด็นนี้ไป แต่ว่าถ้าหากผมจะพาดพิงถึงบ้างในอดีตผู้นําบางท่าน ผมจะพาดพิงถึงอดีตผู้นําบางท่านที่เกี่ยวข้องในเฉพาะคดีที่มีคําพิพากษาถึงที่สุดแล้ว เท่านั้น เพราะเมื่อมีคําพิพากษาถึงที่สุดแล้วไม่มีใครก็ตามในประเทศนี้ที่จะกล่าวอ้างได้ว่า ท่านไม่ได้รับความยุติธรรม ถ้าพูดว่ามีคําพิพากษาถึงที่สุดแล้ว และยังกล่าวอ้างว่า ยังไม่ได้รับความยุติธรรมเท่ากับปฏิเสธระบอบกฎหมายของประเทศนี้ คนคนนั้นก็ไม่ควร ถือสัญชาติไทย คนคนนั้นก็ไม่ควรจะกล่าวได้ว่าเปึนคนไทย ผมคิดอย่างนั้นท่านประธานครับ ท่านประธานที่เคารพครับ กฎหมายในขณะนี้ครับมันมีความทันสมัยอยู่พอสมควรแล้ว แต่ว่าตัวกฎหมายนั้นต้องมีการพัฒนา กฎหมายเปึนปัจจัยหนึ่งที่จะกําหนดสถานะของ ประเทศ ถ้ากฎหมายของเราไม่พัฒนาหรือไม่มีความก้าวหน้าแล้วเราจะอยู่ในสถานะ ที่ประเทศในโลกนี้ไม่คบค้าสมาคมด้วย การพัฒนากฎหมายจึงมีความจําเปึนต้องทํา ต่อไปครับ และเปึนความจริงครับว่าในระบอบของประเทศไทยในขณะนี้ครับ คณะกรรมการกฤษฎีกาหรือใครก็ตามที่มีหน้าที่ในการแสดงความเห็นกฎหมายต่อรัฐบาล นั้นไม่สามารถทําหน้าที่นี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพต่อไปแล้วครับ จําเปึนต้องมี คณะกรรมการปฏิรูปกฎหมายขึ้นมา ผมคิดว่าสมาชิกในสภาแห่งนี้เห็นด้วยที่จะออก กฎหมายฉบับนี้ครับ ท่านประธานที่เคารพครับ เมื่อเราออกกฎหมายฉบับนี้เข้าไปแล้ว เมื่อสักครู่ผมทิ้งท้ายว่า เมื่อเรามีกฎหมายที่ทันสมัยในระดับหนึ่งแล้วทําไมบ้านเมืองเราถึง ไม่เปึนปกติสุข ไม่มีความสงบ เพราะเราไม่เคารพกฎหมาย วัฒนธรรมในการเคารพ กฎหมายต้องสร้างขึ้นควบคู่กับคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมายฉบับนี้ครับ เราต้อง มีวัฒนธรรมในการเคารพกฎหมาย เราไม่เคารพกฎหมายครับ กฎหมายของเมืองไทย ผมเรียนท่านประธานว่า ลักษณะถี่ลอดตาช้าง ห่างลอดตาเล็น เหมือนผมเรียน ท่านประธานแล้วครับ และขั้นตอนของกฎหมายในประเทศนี้ก็ยืดยาวครับ คําพิพากษา ศาลชั้นต้น คําพิพากษาศาลอุทธรณ์ ท้ายที่สุดคําพิพากษาศาลฎีกา เมื่อมีคําพิพากษา ศาลฎีกาแล้วในระบอบที่เราอยู่ในขณะนี้ครับ ไม่ใช่ว่าจะถึงที่สุดครับ ยังมีขั้นตอนของ การขอพระราชทานอภัยโทษต่อองค์พระประมุขอีกขั้นตอนหนึ่งครับ ท่านประธาน ที่เคารพครับ ผมจําเปึนต้องกล่าวอย่างนี้ ท่านประธานนั่งฟังการประชุมนี้อยู่ตลอด ท่านประธานคงจะได้ยินครับว่าเพื่อนสมาชิกเกือบทุกท่านที่ลุกขึ้นอภิปรายได้พูดถึง การขอพระราชทานอภัยโทษเกือบทุกท่าน เรามีความเห็นต่างกันในเรื่องนี้จริง ๆ ครับ ผมเรียนท่านประธานว่าเมื่อมีคําพิพากษาถึงที่สุดแล้วการขอพระราชทานอภัยโทษ ก็เกิดขึ้น แต่ว่าสิ่งที่เรากําลังทําความสับสนให้เกิดขึ้นกับประชาชน และผมพูดเรื่องนี้บ่อย ในสภาแห่งนี้ก็คือ เรากําลังเอาปริมาณเข้าไปตัดสินความดีของบุคคล ท่านประธานคงเชื่อ เช่นเดียวกับผมนะครับว่า การตัดสินความดี ความเลวของบุคคลนั้นเขาไม่ใช้ปริมาณ ของบุคคลเปึนเกณฑ์ในการตัดสิน ถ้าผมกระทําความผิดสักเรื่องหนึ่งเขาใช้ผู้พิพากษา นายเดียวเท่านั้นละครับตัดสินความดีหรือความเลวของบุคคล มากที่สุดไม่เกิน ๓ คนที่จะ ตัดสินว่าบุคคลนี้ดีหรือเลว ผิดหรือชั่ว ถูกหรือผิด ๓ คนคือ ศาลฎีกาครับ แต่ว่าถ้าเปึน คดีอาญาของผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมืองก็ใช้ผู้พิพากษาศาลฎีกา ๙ คน เท่านั้นละครับ ก็ไม่จําเปึนต้องใช้คนตั้ง ๓,๐๐๐,๐๐๐ คน ๔,๐๐๐,๐๐๐ คน มาตัดสินความดีความเลว ของบุคคลครับ ผมเรียนท่านประธานด้วยความเคารพครับฝากถึงใครก็ตามที่เรา มีความเห็นต่างกันในขณะนี้ เราความเห็นต่างกันได้แต่ว่าถ้าเรามีความเห็นต่างกัน เราอย่าใช้ปริมาณไปตัดสินความดี ความเลวของบุคคลนะครับ เมื่อไรก็ตามที่เราใช้ ความดีไปตัดสิน เมื่อไรก็ตามที่เราใช้ปริมาณของบุคคลนั้นไปตัดสินความชั่วหรือความดี ของบุคคลบ้านเมืองจะกลียุคทันทีครับ เหมือนที่เรากําลังประสบอยู่ในขณะนี้ครับ ตัวปริมาณของคนมากหรือน้อยไม่สามารถตัดสินได้ว่าคนนั้นดีหรือคนนั้นเลวนะครับ ต่อให้มีผู้ลงลายมือชื่อให้ท่านเพื่อขอพระราชทานอภัยโทษสัก ๒๐ ล้านคน มิได้หมายความว่าคน ๑ คน ที่คน ๒๐ ล้านคนลงลายมือชื่อให้นั้นจะเปึนคนดีไม่เปึน เช่นนั้นละครับ ผมเรียนย้ํานะครับ คนจะดีหรือเลวเขาใช้กระบวนการยุติธรรม เขาใช้ ผู้พิพากษาเปึนคนตัดสินครับ ผมคิดว่าเรื่องนี้ศาลยุติธรรมได้ตัดสินแล้วครับว่าคนนั้นผิด หรือคนนั้นถูก เมื่อศาลได้มีคําพิพากษาหรือตัดสินแล้วก็จําเปึนที่ต้องยอมรับว่าเขา เปึนเช่นนั้นจริง ๆ แต่ว่ากระบวนการขอพระราชทานอภัยโทษยังเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา แต่ขั้นตอนทั้งหมด มันไม่ได้เปึนอย่างนั้น มีเพื่อนสมาชิกอภิปรายพาดพิงไปถึงปลัดกระทรวงยุติธรรม พาดพิง ไปถึงปลัดกระทรวงหลายท่านว่ามีการคัดค้านการยื่นฎีกา ซึ่งเขาก็สามารถที่จะแสดง ความคิดเห็นได้ ผมเปึนคนหนึ่งครับถึงแม้จะอยู่ในซีกของรัฐบาล ที่ผมไม่เห็นด้วยที่มี การลงลายมือชื่อเพื่อขอพระราชทานอภัยโทษให้กับอดีตท่านนายกรัฐมนตรีทักษิณ ผมไม่เห็นด้วย และในขณะเดียวกันผมเปึนคนหนึ่งที่ไม่เห็นด้วยในการลงลายมือคัดค้าน ของกระทรวงมหาดไทย ผมไม่เห็นด้วยทั้ง ๒ ความเห็นนี้ ท่านประธานที่เคารพครับ เวลาเราจะทําสิ่งหนึ่งสิ่งใดถ้าเราจะทําอะไรสักอย่างขึ้น มันต้องดูว่าสิ่งที่เราจะทํานั้น มันมีจุดจบอย่างไร การขอพระราชทานอภัยโทษการลงลายมือของประชาชน ๔,๐๐๐,๐๐๐-๕,๐๐๐,๐๐๐ คน มันจะจบอย่างไร แล้วการคัดค้านที่บอกว่ามี ๑๐ ล้านคน นั้นจะจบอย่างไร ท่านประธานลองนึกดูนะครับ ถ้ามีรายชื่อคน ๔,๐๐๐,๐๐๐ คน ในขณะเดียวกันอีกฝ์ายหนึ่งบอกว่ามีรายชื่อประชาชนอยู่ ๑๐ ล้านคน ๔,๐๐๐,๐๐๐ คน อยู่ในพระหัตถ์ซ้ายของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวหรือครับ ๑๐ ล้านคนอยู่ในพระหัตถ์ ขวาของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวหรือครับ จะให้ท่านตัดสินพระทัยอย่างไรครับ ท่านประธานลองคิดดูสิครับ ตัดสินวินิจฉัยไปทาง ๔,๐๐๐,๐๐๐ คนหรือครับ หรือจะ วินิจฉัยไปทาง ๑๐ ล้านคน ผมคิดว่าไม่มีเหตุผลเลยที่พสกนิกรของประเทศนี้กระทํา อย่างนั้นต่อสถาบันสูงสุด ผมเรียนท่านประธานย้ํานะครับ ผมไม่เห็นด้วย ทั้งการยื่นฎีกา ที่เอาปริมาณของคนเข้าไปตัดสิน และเช่นเดียวกันผมไม่เห็นด้วยที่เอาปริมาณของคน เข้าไปคัดค้าน แต่ทุกอย่างขอให้เปึนไปตามกระบวนการของกฎหมาย การขอพระราชทาน อภัยโทษนั้นจําเปึนต้องพูดสักเล็กน้อย เจ้าตัวหรือผู้ที่เกี่ยวข้องเท่านั้นที่จะพึงกระทํา ได้ มันยากหรือครับที่อดีตนายกรัฐมนตรี พันตํารวจโท ทักษิณ ชินวัตร ถ้าท่านจะขอ พระราชทานอภัยโทษต่อองค์พระประมุข ท่านลงชื่อด้วยตัวท่านเองไม่ได้หรือครับ มันยาก ขนาดนั้นหรือครับ ที่ภรรยาของอดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณไม่ลงชื่อ มันยากขนาดนั้นเลย หรือครับที่ลูกของอดีตนายกรัฐมนตรีไม่ลงชื่อขอพระราชทานอภัยโทษให้กับพ่อของ ตัวเอง ทําไมล่ะครับ ผมคิดว่าถ้าพี่น้องประชาชนคิดถึงประเด็นนี้ได้ คงหาคําตอบได้ครับ เจ้าตัวแท้ ๆ หยิบปากกาขึ้นมาแล้วก็เซ็นชื่อ ลงลายมือชื่อขอพระราชทานอภัยโทษ ให้กับตัวเอง ภรรยา ลูกหยิบปากกาขึ้นมาลงลายมือชื่อขอพระราชทานอภัยโทษ ให้กับสามี หรือพ่อของตัวเองมันยากนักหรือครับ ทําไมต้องเกณฑ์ประชาชนตั้ง ๔,๐๐๐,๐๐๐-๕,๐๐๐,๐๐๐ คนมาทําเรื่องนี้ อันนี้ผมคิดว่าต้องเรียนท่านประธานฝากไป ถึงพี่น้องประชาชนว่า