ชํานิ ศักดิเศรษฐ์ ระบุว่า ร่างพระราชบัญญัติคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย พ.ศ.... มีความแตกต่างจาก ร่างพระราชบัญญัติฉบับทั่วไปอย่างมาก องค์กรนี้ไม่ใช่เป็นองค์กรอิสระและไม่ใช่เป็นองค์กรตามรัฐธรรมนูญ แต่เป็นองค์กรที่เกิดขึ้นตามแนวนโยบายแห่งรัฐ องค์กรนี้มีหน้าที่สํารวจศึกษาและวิเคราะห์ทางวิชาการ รวมทั้งวิจัยและสนับสนุน การวิจัยเพื่อประโยชน์ในการวางเปัาหมายนโยบายและจัดทําแผนโครงการและมาตรการ ต่าง ๆ ในการดําเนินการตามข้อ องค์กรนี้ควรยึดโยงกับคณะรัฐมนตรีและรัฐสภาในการเสนอความเห็นต่อแผนการดําเนินการ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม ชํานิ ศักดิเศรษฐ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์ ผมขออนุญาตให้ ความเห็นต่อร่างพระราชบัญญัติคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย พ.ศ. .... กับท่านประธาน ดังต่อไปนี้นะครับ ผมจะให้ความเห็นในส่วนเฉพาะที่ไม่ซ้ํากับที่เพื่อนสมาชิกได้กรุณาให้ ความเห็นไปแล้ว เพื่อประหยัดเวลาของสภา แล้วก็เพื่อนําไปสู่การลงมติได้ในเวลา ที่ไม่นานนัก ท่านประธานครับ ผมเข้าใจว่าร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้มีความแตกต่างจาก ร่างพระราชบัญญัติฉบับทั่ว ๆ ไปอยู่มากทีเดียว นั่นก็คือว่าแม้คณะกรรมการชุดนี้จะเปึน คณะกรรมการอิสระ แต่ว่าองค์กรนี้ไม่ใช่เปึนองค์กรอิสระ แล้วก็ไม่ใช่เปึนองค์กรตาม รัฐธรรมนูญในความหมายของหมวด ๑๑ ซึ่งจะเปึนองค์กรตามรัฐธรรมนูญที่บัญญัติไว้ โดยชัดแจ้ง แต่ว่าเปึนองค์กรที่เกิดขึ้นตามแนวนโยบายแห่งรัฐในส่วนที่ ๕ ว่าด้วย แนวนโยบายด้านกฎหมายและการยุติธรรม เปึนเรื่องใหม่ เปึนเรื่องสําคัญ และเปึนเรื่องที่ เราต้องมี เข้าใจดีครับว่าที่รัฐบาลได้เสนอกฎหมายฉบับนี้มาด้วยเหตุผลที่เสนอให้เปึนไป ตามมาตรา ๘๑ (๓) และมาตรา ๓๐๘ วรรคหนึ่งของรัฐธรรมนูญ คือเร่งรัดให้รัฐบาล ดําเนินการเรื่องนี้ ที่ผมต้องกราบเรียนกับท่านประธานอย่างนี้ก็เพราะว่าสิ่งที่องค์กรนี้ จะต้องเกิดขึ้น จึงไม่ใช่เปึนองค์กรเหมือนกับที่มีอยู่แล้วภายใต้เงื่อนไขของรัฐธรรมนูญ รูปแบบของคณะกรรมการ รูปแบบขององค์กร แม้ว่าเวลาสร้างขึ้นแล้วไปเลียนแบบองค์กร อิสระ ไปเลียนแบบองค์กรตามรัฐธรรมนูญ ซึ่งเคยมีมาแล้วหลายอัน ก็น่าจะเปึนรูปแบบ ที่เราไม่เคยมีประเพณีปฏิบัติ และมีโครงสร้างในลักษณะที่มีความเปึนอิสระอย่างนี้มาก่อน ที่ผมต้องกราบเรียนกับท่านประธานอย่างนี้ก็เพราะว่าครั้งหนึ่งเราเคยมีองค์กรตาม รัฐธรรมนูญ ซึ่งเปึนเรื่องที่รัฐสภาเราเคยใฝ์ฝัน แล้วก็เคยคาดหวังว่าจะให้องค์กรเหล่านี้ได้ ทําหน้าที่เปึนตัวแทนของรัฐสภา ท่านประธานคงจําได้ว่าตามมาตรา ๒๔๒ ตาม รัฐธรรมนูญฉบับนี้ได้กําหนดให้มีผู้ตรวจการแผ่นดินเกิดขึ้น เดิมทีผู้ตรวจการแผ่นดินนี้ ชื่อว่าผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภา องค์กรนี้เปึนองค์กรที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อให้เกิดการบังคับ ใช้กฎหมาย เกิดขึ้นให้ตรวจสอบการปฏิบัติของภาครัฐทั้งปวงที่ตอบสนองนโยบายของ รัฐบาล หรือตอบสนองตามความต้องการของพี่น้องประชาชน วันหนึ่งพอเรามีรัฐธรรมนูญ ฉบับป้ ๒๕๕๐ เกิดขึ้น เราก็ลบคําว่า ผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภา ออกไป ก็เหลือเปึน ผู้ตรวจการแผ่นดิน ก็ไม่ได้ทําให้สาระมันเสียหาย แต่สิ่งที่ทําให้เสียหายก็คือว่า เจตนารมณ์การมีองค์กรเหล่านี้เรามีเพื่ออะไร เพื่อเปึนเครื่องมือของใคร แล้วไปทําหน้าที่ อะไร แล้วไปบรรลุเปัาหมายได้อย่างไร นั่นเปึนกระบวนการ เปึนองค์กรที่ต้องกระทํา ผมต้อง กราบเรียนกับท่านประธานก็เพราะว่าเมื่อรัฐบาลเปึนคนเสนอกฎหมายฉบับนี้เข้ามา ก็พบ ความจริงว่าเมื่อพูดถึงอํานาจหน้าที่ของคณะกรรมการ หน้าที่ของกรรมการเปึนส่วนที่ สําคัญอย่างยิ่งยวด และขณะเดียวกันก็มีความยึดโยงต่อองค์กรที่จะทําหน้าที่ตาม รัฐธรรมนูญฉบับนี้ ผมเข้าใจว่าที่เขามากําหนดไว้ในรัฐธรรมนูญในมาตรา ๘๑ ไว้ในส่วนของแนวนโยบาย แห่งรัฐนั้น ด้วยจุดมุ่งหมายที่ผมกราบเรียนแล้วว่าไม่ให้เหมือนกับองค์กรอิสระอื่น ไม่ให้ เหมือนกับองค์กรตามรัฐธรรมนูญอื่น แต่ให้มีคณะกรรมการที่เปึนอิสระขึ้นมาทําหน้าที่ อะไรครับ มาทําหน้าที่สํารวจศึกษาและวิเคราะห์ทางวิชาการ รวมทั้งวิจัยและสนับสนุน การวิจัยเพื่อประโยชน์ในการวางเปัาหมายนโยบายและจัดทําแผนโครงการและมาตรการ ต่าง ๆ ในการดําเนินการตามข้อ ๒ คือปรับปรุงและพัฒนากฎหมายของประเทศ รวมทั้ง การปรับปรุงกฎหมายให้เปึนไปตามรัฐธรรมนูญ ทั้งนี้โดยให้คํานึงถึงการมีส่วนร่วมของ ประชาชนด้วย ในเมื่อมีเปัาหมายอย่างนี้ถามว่าองค์กรนี้เมื่อสร้างขึ้นแล้วเขาควรยึดโยง กับใคร แน่นอนที่สุดกับรัฐบาลเขาต้องยึดโยงแน่ รัฐบาลเปึนผู้เสนอกฎหมายนี้ เปึนหน้าที่ ของรัฐบาลต้องเสนอตามระยะเวลาด้วย แต่ว่างานนี้จึงไม่ใช่งานของรัฐบาลแต่เพียงฝ์ายเดียว ผมจึงเห็นว่าข้อที่จะเปึนข้อสังเกตในขณะนี้ก็คือว่าองค์กรนี้ก็ต้องเสนอความเห็นต่อ คณะรัฐมนตรีที่เกี่ยวกับแผนการตรากฎหมายที่จําเปึนต่อการดําเนินการตามนโยบายและ แผนการบริหารราชการแผ่นดินเพื่อประกอบการพิจารณา งานนี้เปึนงานของนิติบัญญัติ แน่นอน งานนี้เมื่อได้มีการเปลี่ยนแปลงอย่างไร มีแผนการในการตรากฎหมายอย่างไร ต้องเปึนกระบวนการของฝ์ายนิติบัญญัติแน่นอน เพราะฉะนั้นผมจึงเห็นว่าความยึดโยง ขององค์กรนี้กับรัฐบาลควรจะถูกกําหนดไว้ในงานของอํานาจหน้าที่ของคณะกรรมการ เช่น สมมุตินะครับ อันนี้ผมอาจจะไม่ใช้ภาษาที่เปึนข้อสรุป แต่ผมบอกว่าให้เสนอ ความเห็นต่อคณะรัฐมนตรี ต่อรัฐสภาเกี่ยวกับแผนการดําเนินการอย่างนี้เปึนต้น แม้ว่า ในบทสุดท้ายจริงครับว่าการจัดทํารายงานผลการปฏิบัติหน้าที่ประจําป้เสนอต่อ คณะรัฐมนตรี เสนอต่อรัฐสภาและเสนอต่อสาธารณะ เราก็คงจะได้รับรายงานเหมือนกับ องค์กรอิสระ ได้รับรายงานเหมือนกับองค์กรตามรัฐธรรมนูญที่เขาจะรายงานประจําป้กับ สภาทราบ ซึ่งสถานะของคณะกรรมการชุดที่ผมว่านี้แตกต่างจากที่ผ่านมาแล้ว เพราะฉะนั้นเราจึงไม่อยู่ในฐานะที่จะนั่งฟังรายงานประจําป้ แล้วก็แจ้งให้สภาทราบ เท่านั้น แต่ผมคิดว่าเราต้องมีความยึดโยงเสียแล้วตั้งแต่วันแรกก็คือว่าตาม (๓) ก็ดี การเสนอเกี่ยวกับแผนการให้มีกฎหมายก็ดี การเสนอให้ความเห็นและข้อสังเกตเกี่ยวกับ การร่างกฎหมายก็ดี องค์กรเหล่านี้ควรจะถูกเสนอและยึดโยงกับรัฐสภาตั้งแต่เริ่มต้น สิ่งใดที่ เสนอต่อคณะรัฐมนตรี สิ่งนั้นต้องเสนอต่อรัฐสภาด้วย จุดเชื่อมโยงตรงนี้จะทําให้เห็นว่า องค์กรนี้เกิดขึ้นและจะมีผลในทางปฏิบัติ ถ้าหากว่ารัฐบาลเปึนคนทําฝ์ายเดียว ท่านประธานจะทราบได้อย่างไรว่าฝ์ายนิติบัญญัติซึ่งมีหน้าที่ตรากฎหมายมีหน้าที่ทําให้ เปึนไปตามองค์กรอิสระนี้จะได้รับการยอมรับเพราะผิดกับองค์กรอิสระอื่นซึ่งเขาผูกพันกับ องค์กรอื่นตามกฎหมาย ซึ่งเราไม่มีทางที่จะไปแทรกแซง เช่น ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยเปึน อย่างไรก็ต้องไปผูกพันกับองค์กรอื่น ต้องยอมรับตามนั้น ไม่มีวันอย่างอื่น แต่กรณีนี้ มันเปึนกระบวนการปฏิรูป กระบวนการให้ความเห็นและกระบวนการตัดสินใจ สูงสุดก็คือ ว่ารัฐสภาจะต้องเปึนคนตัดสินใจ จุดเชื่อมโยงอันนี้ผมจึงต้องกราบเรียนกับท่านประธาน ว่าควรจะมีและถูกแก้ไขปรับปรุงให้ เปึนเรื่องของการยึดโยงทั้งคณะรัฐบาลแล้วก็ทาง รัฐสภานี่เปึนความเห็นที่ผมเพิ่มเติมซึ่งไม่ได้ซ้ํากับเพื่อนประเด็นอื่น กราบเรียน ท่านประธานเพื่อขอความเห็นชอบจากเพื่อนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในโอกาสนี้ ด้วยครับ