จตุพร พรหมพันธุ์ อภิปรายกรณีการเสนอพระราชบัญญัติความมั่นคงในราชอาณาจักร โดยชี้ว่ากฎหมายฉบับดังกล่าวมีสภาพเป็นโมฆะเนื่องจากออกโดยสภาที่ไม่ครบองค์ประชุม และวิพากษ์วิจารณ์การกระทำของรัฐบาลและนักกฎหมายที่พยายามปิดบังข้อเท็จจริงนี้ รวมถึงเรียกร้องให้คณะกรรมาธิการหาความเป็นกลางและความน่าเชื่อถือในการพิจารณาต่อ จตุพร พรหมพันธุ์ หารือกรณีการยื่นถวายฎีกาตามรัฐธรรมนูญมาตรา 191 โดยวิพากษ์วิจารณ์ว่าการออกแถลงการณ์ของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมก่อนที่สำนักพระราชวังจะพิจารณาขัดต่อพระราชอำนาจและเสียมารยาท พร้อมทั้งเรียกร้องให้รัฐบาลเคารพในกระบวนการถวายความเห็นประกอบพระบรมราชวินิจฉัย และระบุว่าต้องตรวจสอบรายชื่อผู้ยื่นใบฎีกาจำนวน 3.5 ล้านราย โดยชี้ว่าพรรคพวกของตนถูกกล่าวหาและยืนยันว่าบุคคลดังกล่าวไปยื่นเอกสารก่อนโดยไม่ได้รับอนุญาตจากตน
ท่านประธานที่เคารพ กระผม จตุพร พรหมพันธุ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ในระบบสัดส่วน พรรคเพื่อไทย ขอกราบเรียน ต่อท่านประธานนะครับว่าสาระของร่างพระราชบัญญัติคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมายทั้ง ๒ ฉบับที่เสนอโดยรัฐบาลและ ส.ส. เจริญ จรรย์โกมล นั้น ทุกคนก็ได้ยอมรับความเปึนจริง ว่าในเงื่อนเวลาตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๓๐๘ นั้นมันไม่สามารถปฏิบัติได้ตามระยะเวลา ได้ แล้วก็กระทบต่อไปของการจัดตั้งองค์กร เวลาก็ขยับกันไปหมด เพราะฉะนั้นถ้าจะต้อง เริ่มต้นปฏิรูปมันก็ต้องเริ่มต้นจากการปฏิรูปกฎหมายฉบับนี้ด้วยเช่นเดียวกัน ผมขอเรียน กับท่านประธานว่าสาระของการเสนอทั้ง ๒ ฉบับนั้นมีลักษณะที่เหมือนกัน คล้ายกัน แต่วัตถุประสงค์นั้นมีความชัดเจนที่สุด ก็คือการสํารวจ ศึกษา วิเคราะห์ และปรับปรุง พัฒนากฎหมายของประเทศ รวมกระทั่งเรื่องการเสนอร่างกฎหมายของพี่น้องประชาชน ท่านประธานเองคงได้ฟังถ้อยคําทางกฎหมายเหมือนกับกระผมว่า ชนชั้นใดร่างกฎหมาย ก็เพื่อชนชั้นนั้น เราต้องยอมรับความเปึนจริงว่าประเทศของเรานั้นมีการสังคายนาทาง กฎหมายนั้นน้อยมาก และที่สําคัญที่สุดก็คือว่าในท่ามกลางประเทศที่หาความน่าเชื่อถือ ระหว่างกันไม่ได้นั้น ถ้ากติกาของบ้านเมืองรวมกระทั่งคนที่รักษากติกา ต่างฝ์ายต่างไม่ทํา หน้าที่อย่างเคร่งครัดมันก็ยิ่งนําพาสร้างปัญหาที่จะนําพาสู่ความหายนะมากขึ้น ผมขอเรียน กับท่านประธานว่า กฎหมายบางอย่างใช้จนคนลืม ผมว่าหลายคนในประเทศนี้ไม่รู้เลยว่า กฎอัยการศึกซึ่งเปึนกฎหมายที่ออกสมัยรัชกาลที่ ๕ ป้ พ.ศ. ๒๔๕๐ ปรับปรุงป้ ๒๔๕๗ ปัจจุบันนี้ก็ยังใช้อยู่ ทั้งที่ประเทศเปลี่ยนแปลงการปกครองจากสมบูรณาญา สิทธิราชย์มาเปึนประชาธิปไตยกันไปแล้ว จะเห็นได้อย่างชัดเจนลองไปอ่านดูสิครับว่า ผู้ประกาศใช้กฎอัยการศึกนี่ เพียงแค่ระดับ ผบ.พัน ที่คุมกําลังพื้นที่ แต่ถ้าเวลาจะยกเลิกนั้น ต้องเปึนพระราชอํานาจของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งเวลานั้นคือรัชกาลที่ ๕ เพราะบ้านเมืองยังไม่ได้เปึนประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเปึนพระประมุข นี่กฎหมายอย่างนี้ก็ยังดํารงอยู่ และที่สําคัญที่มีการหยิบยกการอธิบายความก็คือว่า กฎหมายที่จะมีการศึกษา มีการวิจัย มีการพิพาทกัน ผมยกตัวอย่างเช่นว่า เราได้เคย วิพากษ์วิจารณ์ว่าในกฎหมายฉบับเดียวกันมีการหยิบยกในการเลือกใช้ว่ามาตราใดที่มี ผลกระทบกับตนไม่ใช้ มาตราใดที่กระทบต่อคนที่ตนไม่ชอบนี่ไปใช้ ประเด็นที่เพื่อน สมาชิกอธิบายความนั่นละครับ ผมยกตัวอย่างว่า กฎหมาย ป.ป.ช. หลังจากมีการยึด อํานาจแล้วก็ไม่ยกเลิก งดเว้นเฉพาะเรื่องกระบวนการสรรหาทั้งนั้น แต่มาตรา ๑๒ ระบุว่า พระมหากษัตริย์ทรงไว้ซึ่งพระราชอํานาจในการแต่งตั้ง ป.ป.ช. ทั้ง ๙ คน ซึ่งจะต่อด้วย พ.ร.บ. เงินเดือน คือนับวันโปรดเกล้าฯ นับวันที่พระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้ง แต่เวลาที่จะ ถึงมาตรานี้ ป.ป.ช. ก็ข้ามไม่ปฏิบัติ เอาลายเซ็น พลเอก สนธิเทียบเท่ากับ องค์พระมหากษัตริย์ได้ แต่ต้องการจะเล่นงานอดีตนายกรัฐมนตรี พันตํารวจโท ทักษิณ ก็ไปควักเอามาตรา ๑๐๐ โดยไปตั้งแท่นจาก คตส. มา ซึ่งกระบวนการยุติธรรมที่เรียกว่า คตส. นี้มันไม่มีอยู่ในสารบบ ท่านนายกรัฐมนตรีในประเทศไทย ๒๗ คน ทุกคนมี คตส. เลือกผู้ปฏิบัติมาตั้งแต่พระยามโนปกรณ์ นิติธาดา จนกระทั่งอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เอากันไหมล่ะครับว่าเวลาที่เปลี่ยนผ่านรัฐบาลให้ตั้งคณะกรรมการชุดหนึ่งเอาคนที่ ปฏิปักษ์ที่สุดมาทําหน้าที่เปึนพนักงานสอบสวน แล้วก็เอาศาลฎีกาแผนกคดีอาญา ของผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมืองแบบนี้คือกระบวนการยุติธรรมเบื้องต้นมันอยุติธรรม มันอคติเสียแล้ว ปลายทางมันจะหาความยุติธรรมไม่ได้ ผมจึงเรียนอย่างไรละครับว่า ถ้ากรณีการครอบครองป์าสงวนเขายายเที่ยง กรมป์าไม้เปึน โจทก์ฟัองราษฎรตีนภู รอบภู ศาลชั้นต้นสั่งจําคุก ๔ ป้ ๕ ป้ แต่ยอดภูมีคนไปแจ้งความ ดําเนินคดีไว้ที่กองปราบปราม กองปราบปรามทําสํานวนเสร็จไม่กล้าส่งเรื่องให้อัยการ แล้วก็ปรากฏว่าราษฎรตาสี ตาสา ความรู้ ป. ๔ ศาลสั่งจําคุก อดีตนายกรัฐมนตรีปัจจุบัน เปึนองคมนตรีครอบครองป์าสงวนยอดภูไม่มีความผิด เหตุที่ไม่มีความผิดเพราะว่า กระบวนการยุติธรรมเบื้องต้นนั้นมันไม่สั่งฟัองเข้าไป หรือแม้แต่กระทั่ง ส.ป.ก. ๔-๐๑ ลองไปเทียบเถอะครับว่าถ้าศาลฎีกาภูเก็ตไม่สั่งให้คืนที่ตกเปึนของแผ่นดิน ถ้าเปึน มาตรฐานเดียวกันว่ามี คตส. คตส. ก็ต้องหยิบยกคําวินิจฉัยของศาลมาดําเนินการกันต่อ ผมบอกว่าการใช้กฎหมาย ณ วันนี้มันไม่เท่าเทียมกัน และพวกเราเองนะครับถ้าจะไม่ไป วิพากษ์วิจารณ์การทําหน้าที่ของกระบวนการยุติธรรมนั้นก็ต้องวิพากษ์วิจารณ์ในสภาที่เดียว เพราะที่นี่เปึนสถานที่ออกกฎหมายให้กระบวนการยุติธรรมได้ใช้
ท่านประธานที่เคารพ ตอนสมัยที่เราผ่านการเลือกตั้งมาใหม่ ๆ ผมเองได้ ขึ้นอภิปรายในที่ประชุมแห่งนี้ต่างกรรมต่างวาระหลายครั้งว่า ในช่วงมีการยึดอํานาจโดย คมช. สนช. ทําหน้าที่ฝ์ายนิติบัญญัติ ไปออกกฎหมายที่องค์ประชุมไม่ครบ จากจํานวน ๒๑๑ ฉบับ ๑๗๗ ฉบับ องค์ประชุมไม่ถึงครึ่ง กฎหมายที่เปึนกฎหมายประกอบ รัฐธรรมนูญ ก่อนกราบบังคมทูลก็ต้องมีการยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยเสียก่อน ปรากฏว่าศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่ากฎหมายที่องค์ประชุมไม่ครบให้เปึนโมฆะ ต่อมา มีการยื่นวินิจฉัยกฎหมายที่ไม่ใช่กฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญอีก ศาลรัฐธรรมนูญก็ วินิจฉัยว่ากฎหมายที่องค์ประชุมไม่ครบให้ถือเปึนโมฆะ แต่ปรากฏว่าประธาน สนช. เอากฎหมายที่ไม่ใช่กฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญกราบบังคมทูลพระบาทสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัว คือเอากฎหมายที่มีสภาพเปึนโมฆะเท่ากับเปึนการกราบบังคมทูลเท็จให้กับ พระเจ้าแผ่นดิน นายมีชัย ฤชุพันธุ์ เสนอกราบบังคมทูล ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ พลเอก สุรยุทธ์ จุลานนท์ นายกรัฐมนตรี แล้วก็นักกฎหมายในบ้านเมืองเราก็อธิบาย อย่างดื้อตาใสว่า เนื่องจากว่าแม้ว่ากฎหมายองค์ประชุมไม่ครบตามที่ศาลรัฐธรรมนูญ เคยวินิจฉัยไว้ก็จริง แต่เนื่องจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ลงพระปรมาภิไธย ไว้เรียบร้อย เพราะฉะนั้นกฎหมายนี้ใช้ได้ เหตุที่เขามีผู้รับสนองพระบรมราชโองการ โปรดเกล้าฯ นั้น เพราะเขาต้องการให้คนนี้เปึนคนรับผิดชอบ จะให้เจ้าฟัา เจ้าแผ่นดิน เขาไปนับองค์ประชุมได้อย่างไร แต่ว่าวันนี้มันชี้ได้ชัดเลยว่า เมื่อกระบวนการของคนที่ ทําหน้าที่ในการเสนอกราบบังคมทูลนั้นได้ประมาท ได้เลินเล่อ ได้จงใจนําความเท็จ ไปกราบบังคมทูล แล้วประชาชนคนไทย ๖๓ ล้านคนนั้นก็ต้องมาอยู่ภายใต้กฎหมายที่มี สภาพเปึนโมฆะ ท่านประธานที่เคารพ ลองอธิบายด้วยความรู้สึกสิครับว่ากฎหมาย ประกอบรัฐธรรมนูญ ศาลรัฐธรรมนูญก็วินิจฉัยว่าเปึนโมฆะเพราะองค์ประชุมไม่ครบ กฎหมายธรรมดายื่นไปให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย องค์ประชุมไม่ถึงครึ่ง วินิจฉัยว่า เปึนโมฆะ อันนี้ ๑๗๗ ฉบับ ๘๐ กว่าเปอร์เซ็นต์จากจํานวนกฎหมายทั้งหมดที่มีการ พิจารณา และวันนี้หนึ่งในนั้นที่เปึนกฎหมายที่นํามาใช้กับพวกผมนี่ละครับ คือ พระราชบัญญัติความมั่นคงในราชอาณาจักรที่นายกรัฐมนตรีเวลานั้นเปึนหัวหน้า พรรคประชาธิปัตย์เฉย ๆ ก็ได้แสดงการคัดค้านว่านี่ไปลิดรอนสิทธิของประชาชน แต่ผม เรียนกับท่านประธานว่า นี่ก็เปึนกฎหมายฉบับหนึ่งเหมือนกันที่องค์ประชุมไม่ครบ เมื่อจะมีกฎหมายพระราชบัญญัติตั้งคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย คือเวลานี้สมคบกันโง่ กันทั้งบ้านทั้งเมือง โดยเฉพาะผู้รู้ทางกฎหมาย คือแปลความว่าถ้า สนช. เผด็จการมันออก กฎหมายมา มันจะมีสภาพเผด็จการ มันจะมีสภาพเปึนโมฆะก็ตาม แต่เนื่องจากว่า เปึนฝ์ายที่ข้าพเจ้าได้ประโยชน์ มันก็ไปป่ดปากนักกฎหมายใหญ่ ๆ โต ๆ ทั้งหมด ทั้งที่คนเหล่านี้ได้ทําลายเสื่อมเสียพระเกียรติของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เพราะบังอาจไปกราบบังคมทูลเท็จ ถ้ายึดตามแนวทางการวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ท่านประธานที่เคารพ นี่ก็เปึนเรื่องที่ผมอยากจะต้องฝากไปยังคณะกรรมาธิการ เพราะว่า เวลานี้เราไม่รู้จะร้องต่อใครนี่ครับ หาความเปึนกลาง หาความน่าเชื่อถือจากใครก็ไม่ได้ ในประเทศนี้เสียแล้ว
ผมขอเรียนกับท่านประธานนะครับว่าแม้กระทั่งประชาชนเขาไปใช้สิทธิ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๙๑ ปรากฏว่าการยื่นถวายฎีกาของพวกกระผมนั้น สํานักราชเลขาธิการเขาทําหนังสือเปึนการแถลงข่าวว่าในกรณีนี้การถวายฎีกาเพื่อขอ พระราชทานความช่วยเหลือ ขอพระราชทานความเปึนธรรม ขอพระราชทานอภัยโทษ จะต้องส่งเรื่องให้รัฐบาลพิจารณาถวายความเห็นประกอบพระราชดําริ อ่านภาษาคนก็ รู้เรื่องว่าเหตุที่สํานักราชเลขาธิการนั้น ที่เขาจะต้องมีมาตรการเหล่านี้ เพื่อต้องการให้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวก่อนที่จะมีพระบรมราชวินิจฉัยนั้นจะได้ฟังความได้ครบถ้วน แต่รัฐบาลชุดนี้โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมทําตัวเปึนปฏิปักษ์ต่อการถวายฎีกา ของประชาชน ซึ่งการพระราชทานอภัยโทษเปึนพระราชอํานาจของพระเจ้าแผ่นดิน ทําหน้าที่ออกแถลงการณ์ก่อนที่หนังสือการถวายฎีกา สํานักราชเลขาธิการจะส่งไปให้ยัง รัฐบาล แต่นี่ทําตัวเปึนปฏิปักษ์ออกแถลงการณ์ต่อต้านเรียบร้อย และเสร็จแล้วนี้ไปยึด พระราชอํานาจเลย วินิจฉัยสรรพเสร็จ เขาให้ถวายความเห็นประกอบพระราชดําริ ท่านประธานที่เคารพ ผมบอกว่านั่นคือพระราชอํานาจของพระมหากษัตริย์ รัฐมนตรีว่าการ กระทรวงยุติธรรมมีหน้าที่ถวายความเห็นประกอบพระราชดําริเท่านั้น แต่ว่าไม่ใช่มีหน้าที่ ไปวินิจฉัยเสียเอง เพราะว่าหน้าที่ในพระบรมราชวินิจฉัยนั้นเปึนเรื่องของพระเจ้าแผ่นดิน ไม่ใช่เรื่องของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ท่านประธานที่เคารพ มิฉะนั้นเราจะแยก ไม่ออกเลยว่าระหว่างรัฐมนตรี รัฐบาลซึ่งเขาส่งไปเพื่อให้ถวายความเห็นประกอบ พระราชดําริ ก็เข้าใจว่าตัวเองสามารถยึดพระราชอํานาจนั้นมาได้เสียเอง ท่านรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงยุติธรรมลองอธิบายสิครับว่าท่านได้ไปใช้สิทธิอะไร แล้วที่สํานักราชเลขาธิการ เขาแถลงข่าวโดยการเปึนลายลักษณ์อักษรนั้น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมเปึนคน ที่เสียมารยาทเสียเอง เพราะดันไปออกแถลงการณ์ก่อนที่สํานักราชเลขาธิการเขามาส่ง ไม่ใช่หน้าที่ของตัวเอง หน้าที่ของตัวเองต้องรอก่อน จนกว่าสํานักราชเลขาธิการจะส่งเรื่อง มายังรัฐบาล รัฐบาลส่งตามลําดับถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมถวายความเห็น ประกอบการพิจารณาพระราชดําริ แต่นี่เสียมารยาท ไม่รู้เลยหรือครับว่าระหว่างที่ ประชาชนเขาจะทูลเกล้าฯ นั้น รัฐมนตรีว่าการไม่มีสิทธิ ไปแล้ว เสร็จแล้วเปึนอย่างไรครับ ได้แสดงความอวดภูมิ อวดรู้เลยว่า ถ้าดูกันแล้วไม่เข้าข่ายฎีกาก็จะตกไปเลย เขาให้ รัฐบาลมีอํานาจเท่านี้หรือครับ ให้มีอํานาจดังกล่าวหรือครับ ไปยึดเอาพระราชอํานาจที่ เขาขอความเห็นประกอบพระราชดําริ คุณก็ถวายไปสิครับว่าผิดอย่างไร ไม่ถูกอย่างไร ไม่สมควรอย่างไร นี่คือหน้าที่ของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม รัฐบาล แต่ไม่ใช่ไปยึด เอาพระราชอํานาจมาตัดสินเสียเองว่าแบบนี้ขัด
ประเด็นต่อมาครับท่านประธานครับ บอกว่าจะต้องไปตรวจสอบรายชื่อ ๓,๕๐๐,๐๐๐ รายชื่อ มีพรรคพวกผมนี้นะครับ ความจริงเขาทําเขาไม่ได้บอกผมครับ หนึ่งคนเขาเอาใบฎีกาดังกล่าวเขาไปยื่นก่อน