สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๗ · ๒ กันยายน ๒๕๕๒

วรงค์ เดชกิจวิกรม หารือเรื่องการปฏิรูปกฎหมาย โดยวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับการจัดตั้งองค์กรที่มีการดําเนินการร่างกฎหมายของประชาชน และเรียกร้องการสนับสนุนให้สิทธิของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในการเสนอร่างกฎหมาย วรงค์ เดชกิจวิกรม ยังหารือเรื่องการปรับปรุงพัฒนากฎหมายของประเทศให้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ โดยมีสัดส่วนของคณะกรรมการที่มีความหลากหลายทางอาชีพและความเป็นกลางทางการเมือง

นายวรงค์ เดชกิจวิกรม พิษณุโลก

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายแพทย์วรงค์ เดชกิจวิกรม พรรคประชาธิปัตย์จากจังหวัดพิษณุโลก ผมเห็นด้วย กับผู้เสนอกฎหมาย ๒ ฉบับ รวมทั้ง ครม. และท่านสมาชิกที่มีการเสนอ พ.ร.บ. เกี่ยวกับ การจัดตั้งองค์กรที่มาดูแลในการปฏิรูปกฎหมาย เพราะผมเชื่อว่าหลังจากที่มีการปฏิรูป กฎหมายในรูปแบบนี้แล้วจะทําให้กฎหมายหลาย ๆ ฉบับที่คาอยู่ในประเทศได้รับ การพัฒนาให้สอดคล้องกับข้อเท็จจริงทางสังคมมากยิ่งขึ้น แต่ผมมีข้อกังขานิดเดียวที่จะ กราบเรียนท่านประธานไปยังท่านรัฐมนตรีและเพื่อนสมาชิกที่จะต้องเข้าไปเปึน คณะกรรมาธิการ เราดูในเชิงหลักการครับ โดยเฉพาะหลักการที่มีการจัดตั้งองค์กร ในข้อนี้ ไม่ติดใจครับ โดยเฉพาะประเด็นที่สนับสนุนให้มีการดําเนินการร่างกฎหมายของ ประชาชน ตรงนี้ติดใจครับ คําถามที่จะต้องถามคือถามว่าการสนับสนุนให้ดําเนินการร่าง กฎหมายของประชาชนมันจะเปึนจริงได้หรือไม่ หลายคนแปลกใจ วันนี้ทําไมผมตั้งคําถาม นี้ขึ้นมา เพราะว่าอดีตที่ผ่านมาก็มีกฎหมายของประชาชนเข้าสู่การพิจารณาของ สภาผู้แทนราษฎร แต่มันมีข้อเท็จจริงที่แฝงอยู่ ซึ่งผมจะเรียนดังต่อไปนี้ ช่วงที่ผ่านมา รัฐธรรมนูญได้กําหนดว่า ส.ส. ๒๐ คน สามารถเสนอร่างกฎหมายได้ ที่ผ่านมาฟังดูแล้ว เท่ครับ ท่านประธานครับ ผมเชื่อว่าพี่น้องประชาชนทางบ้านฟังดูเข้าใจว่าวันนี้เลือก ผู้แทนราษฎรเข้าไป ๒๐ คน สามารถเสนอกฎหมายเข้าสู่สภาผู้แทนราษฎรได้ แต่ในความ เปึนจริงผมชักจะไม่มั่นใจว่า ส.ส. จะสามารถเสนอร่างกฎหมายให้สภาพิจารณาได้จริง หรือไม่ เพราะว่าช่วงที่ผ่านมาท่านประธานจะสังเกตว่าเวลามีการเสนอร่างกฎหมายก็จะมี ร่างของ ครม. ขณะเดียวกันก็จะมีร่างของ ส.ส. ประกบกันเข้าไป หลังจากนั้นแล้วเวลา เลือกผ่านวาระที่หนึ่ง แล้วก็จะมีการลงมติรับหลักการ จริงอยู่ในทางปฏิบัติเราก็จะรับ หลักการทั้งร่างของรัฐบาลแล้วก็ร่างของเพื่อนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ปัญหามันมีอยู่ว่า หลังจากรับหลักการเสร็จแล้วเราก็จะเลือกว่าจะเอาร่างอะไรเปึนร่างหลัก ซึ่งในทางปฏิบัติแล้ว เราคงจะต้องเอาร่างของรัฐบาลเปึนร่างหลัก เมื่อเข้าสู่ในชั้นการพิจารณาของกรรมาธิการ มันเกิดปัญหาครับ ท่านประธานครับ มันจะมีรายละเอียดของหลักการที่แตกต่างกัน ระหว่างร่างของรัฐบาลและร่างของท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ปรากฏว่าเวลาเข้าสู่ การพิจารณาของกรรมาธิการ ไม่ว่าจะเปึนคณะกรรมการกฤษฎีกาหรือว่ามีสมาชิก บางคนที่อาจจะคอนเซอร์เวทีฟ (Conservative) อยู่ หรือว่ามีความคิดที่อนุรักษ์อยู่ จะพิจารณาร่างหลักของรัฐบาลเท่านั้น ไม่เอาร่างของเพื่อนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เข้ามาพิจารณาในจุดที่ร่างรัฐบาลไม่มี ยิ่งถ้าผมจะพิจารณาให้ชัดเจนอย่างวันนี้มันมีร่างของรัฐบาลเสนอมา มีร่างเพื่อนสมาชิก คือท่านเจริญ จรรย์โกมล เสนอเข้ามา รายละเอียดของร่างของท่านเจริญแตกต่างจากร่าง ของรัฐบาล โดยเฉพาะบางมาตราที่มีการกําหนดว่าจะต้องมีการจัดตั้งกองทุนเพื่อการพัฒนา และการปฏิรูป ถ้าสมมุติว่าวันนี้เพื่อนสมาชิกทุกคนรับทั้ง ๒ ร่าง คือร่างรัฐบาลแล้วก็ ร่างเพื่อนสมาชิก และที่ประชุมมีมติเอาร่างรัฐบาลเปึนร่างหลักในการพิจารณา เวลาเข้าสู่ การพิจารณาของกรรมาธิการถ้าคณะกรรมาธิการใจกว้างในการที่ยึดถือว่าสมาชิกมีสิทธิ ที่จะเสนอกฎหมายกรรมาธิการต้องพิจารณาในมาตราที่รัฐบาลไม่มีด้วย ผมไม่มั่นใจว่า ในชั้นกรรมาธิการจะพิจารณาในมาตราที่รัฐบาลไม่มีหรือไม่ โดยเฉพาะมาตราที่พูดถึง เรื่องกองทุนเพื่อการพัฒนาและการปฏิรูป เพราะที่ผ่านมาผมไปเปึนกรรมาธิการอยู่หลายคณะ ปรากฏว่าคณะกรรมาธิการก็จะตัดสิทธิของเพื่อนสมาชิกที่มีเนื้อหาที่แตกต่างไปจาก ร่างของรัฐบาล ไป ๆ มา ๆ ผมก็ชักจะมีความรู้สึกว่าการปฏิรูปกฎหมายประเทศไทยจะ เปึนอย่างไรกันแน่ ส.ส. ที่บอกว่ามีสิทธิเสนอกฎหมาย มีสิทธิเสนอกฎหมายจริงหรือไม่ ครับ เพราะฉะนั้นตรงนี้ต้องฝากเปึนข้อสังเกตไปยังท่านประธานสภาเพื่อให้กับ ท่านรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องว่าเอาเข้าจริง ๆ แล้ว ส.ส. มีสิทธิเสนอกฎหมายจริงหรือไม่ ถ้า ส.ส. มีสิทธิในการเสนอกฎหมายได้จริงเวลาเข้าสู่การพิจารณาของกรรมาธิการ กรรมาธิการต้องเอารายละเอียดที่แตกต่างจากร่างรัฐบาลของ ส.ส. มาพิจารณาด้วย แต่ที่ ผ่านมาคณะกรรมการกฤษฎีกาจะบอกว่าไม่ได้ ต้องพิจารณาเฉพาะของรัฐบาลเท่านั้น ผมเลยไม่สบายใจว่าแล้วอย่างนี้ที่เขียนว่าต้องสนับสนุนการดําเนินการร่างกฎหมายของ ประชาชนยิ่งไปกันใหญ่ครับ เพราะในขณะนี้ส่วนของ ส.ส.ตัวเองอยู่แท้ ๆ ตัวเองไป ดีเฟนด์ (Defend) หรือไปต่อสู้กฎหมายของตัวเองในกรรมาธิการแท้ ๆ ยังถูกหน่วยงานที่ เกี่ยวข้องบอกว่าไม่ได้ ต้องพิจารณาของรัฐบาลเท่านั้น นี่คือข้อสังเกตข้อที่ ๑ ที่จะต้อง ช่วยกันครับ พิทักษ์สิทธิของความเปึนผู้แทนของประชาชน

ในส่วนประเด็นที่ ๒ คือเรื่องของอํานาจหน้าที่ ซึ่งผมอ่านดูแล้วตาม มาตรา๑๘ ซึ่งผมไม่ขัดข้องนะครับ ไม่ว่าจะเปึนเรื่องการปรับปรุงพัฒนากฎหมาย ของประเทศให้เปึนไปตามรัฐธรรมนูญ โดยอิงพื้นฐานของการศึกษา สํารวจ วิจัย รวมทั้งพิจารณาให้เกียรติร่างของประชาชน ให้คําแนะนําประชาชน รวมทั้ง ส.ส. ด้วย แต่อยากจะกราบเรียนท่านประธานไปยังรัฐมนตรีว่าทําอย่างไรให้เปึนจริงครับ ให้อํานาจ หน้าที่ต่าง ๆ ที่คณะกรรมการเหล่านี้ตั้งขึ้นมา มีอํานาจหน้าที่และสามารถปฏิบัติอํานาจ หน้าที่เหล่านี้ให้เปึนจริง อันนี้เปึนข้อสังเกตในประเด็นที่ ๒

ในส่วนเรื่องที่ ๓ ที่อยากจะฝากก็คือเรื่องคณะกรรมการที่มีท่านอาจารย์ ผุสดีได้พูดไปแล้ว คือเรื่องสัดส่วนของกรรมการ คือสัดส่วนของชายและหญิง การเขียนว่า ให้คํานึงถึง ผมว่ามันกว้างมาก ไปเจอนักกฎหมายหัวหมอบางท่านอาจจะบอกแค่ คํานึงถึง คํานึงถึง มันอย่างไรกันแน่ ถ้าเปึนไปได้ก็ฝากกรรมาธิการเราไปแปรไปเลยว่า กําหนดตัวเลขออกมาให้ชัด ๆ ไปเลยว่าควรจะมีผู้หญิงหรือว่าผู้ชายในสัดส่วนเท่าไร ๑ ต่อ ๓ หรือครึ่ง ๆ หรือเท่ากัน หรือต่างกันอย่างไรก็แล้วแต่ให้มันชัดเจนไปเลย เพราะผม มองว่าคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมายมันเปึนองค์รวมของประเทศ กฎหมายคืออาวุธของ รัฐบาลที่ใช้ในการบริหารประเทศต้องเกี่ยวข้องคนทุกกลุ่ม ทุกเพศ ทุกวัย ดังนั้นควรจะ เป่ดโอกาสให้สัดส่วนของผู้ชายและผู้หญิงในสัดส่วนที่ใกล้หรือว่าใกล้เคียงกัน และจะมี ข้อสังเกตในกลุ่มเรื่องของที่มาของคณะกรรมการก็คือตามมาตรา ๗ ที่ได้มีการพูดถึง ความหลากหลายของกลุ่มอาชีพ แต่โดยปกติแล้วผมเชื่อว่าเวลาพูดถึงคณะกรรมการ ทางด้านกฎหมาย จริงอยู่ในมาตรา ๗ ได้กําหนดว่าจะต้องมีทั้งนักนิติศาสตร์ นักรัฐศาสตร์ นักเศรษฐศาสตร์ นักสังคมศาสตร์ แล้วก็วิทยาศาสตร์ แต่ในความเปึนจริง คณะกรรมการเหล่านี้มักจะเปึนนักกฎหมายเสียเปึนส่วนใหญ่ ไหน ๆ ผมจากอาชีพแพทย์ มาทําหน้าที่ฝ์ายนิติบัญญัติทําให้เรารับรู้ว่าคณะกรรมการที่จะต้องทํางานทางด้าน กฎหมายจะต้องมีองค์ความรู้ที่หลากหลาย ดังนั้นถ้าเปึนไปได้อยากจะกราบเรียนฝาก ไปยังกรรมาธิการว่าทําอย่างไรก็แล้วแต่ให้คณะกรรมการ ๑๑ ท่าน ประกอบไปด้วยความ หลากหลายทางกลุ่มอาชีพ ไม่ใช่ว่า ๑๑ ท่านนี้ส่วนใหญ่มีแต่นักกฎหมายแล้วก็ นักรัฐศาสตร์ เพราะวิธีคิดของนักกฎหมายคิดอย่างหนึ่งครับ นักรัฐศาสตร์คิดอย่างหนึ่ง แต่ปรากฏว่านักสังคมศาสตร์ก็คิดอีกแบบหนึ่ง เศรษฐศาสตร์ก็คิดอีกแบบหนึ่ง นักวิชาชีพ ทางด้านสุขภาพก็คิดอีกแบบหนึ่ง ดังนั้นคนที่จะทํางานทางนี้เปึนไปได้ไหมว่า คณะกรรมการสรรหาต้องสรรหาคนให้มีความหลากหลายทางอาชีพให้มากที่สุด ให้ครบ องค์ประกอบทั้ง ๑๑ คน ไม่ควรไปหนักที่กลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง

และสุดท้ายที่อยากจะกราบเรียน ผมอาจจะมีความคิดเห็นแตกต่างจาก เพื่อนสมาชิกของพรรคประชาธิปัตย์ โดยเฉพาะความเปึนกลางทางการเมือง เพราะว่า ประสบการณ์ที่ผ่านมาบ่งบอกไว้ชัดเจนว่าองค์กรอิสระที่มีความเปึนกลางทางการเมือง บางครั้งก็มีปัญหาทางการเมือง ผมจึงมีความกังวลเกรงว่าในเมื่อคณะกรรมการชุดนี้ สําคัญมากในการสร้างเครื่องมือทางกฎหมายให้รัฐบาลบริหารประเทศ เราต้องได้คนที่มี ความเปึนกลางจริง ๆ คนที่เปึน ส.ส. ความเปึน ส.ส. ก็คือคนที่มีความรักความผูกพันกับ พรรคการเมือง ดังนั้นถ้าเขียนไว้อย่างนี้ลอย ๆ ผมเชื่อว่าถ้า ส.ส. ท่านนั้นอยากจะมาเปึนคณะกรรมการ ตรงนี้ เขาลาออกได้ทันทีแล้วก็เข้ามาเปึนคณะกรรมการตรงนี้ได้ทันที มันเลยทําให้ความ รักความผูกพันมีอยู่ ความเอนเอียง ความเปึนกลางทางการเมืองมันไม่เกิด ฝากไปยัง เพื่อนสมาชิกที่เปึนกรรมาธิการว่าเปึนไปได้ให้กําหนดไปเลยว่าต้องไม่สังกัดพรรค การเมืองมากี่ป้ หรือไม่เปึน ส.ส. มากี่ป้ เพื่อให้เกิดความห่างเหินไปช่วงหนึ่ง แล้วก็จะได้มี จิตวิญญาณที่เปึนกลางทางการเมืองจริง ๆ ครับ ขอขอบคุณครับ