ชวลิต เสนอปรับงบกลาง 10% ชี้รัฐบาลไม่ทำตามสัญญาประชาคม

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๖ · ๒๗ สิงหาคม ๒๕๕๒

ชวลิต วิชยสุทธิ์ เสนอแปรญัตติเพื่อปรับลดงบประมาณกลาง 10% โดยอ้างนโยบายรัฐบาลเรื่องสร้างความสมานฉันท์และการจัดตั้งสำนักงานบริหารราชการจังหวัดชายแดนภาคใต้ ชวลิต วิชยสุทธิ์ วิจารณ์ว่ารัฐบาลไม่สามารถดำเนินการตามสัญญาประชาคมได้ จึงเรียกร้องให้เร่งแก้ไขปัญหาความปรองดองโดยชี้ว่าปัญหาการเมืองเป็นปัจจัยหลักที่กระทบต่อการลงทุน พร้อมยกตัวอย่างบทบาทของสื่อมวลชนในการกดดันให้นายกรัฐมนตรีแสดงแนวทางชัดเจน

นายชวลิต วิชยสุทธิ์ แบบสัดส่วน

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายชวลิต วิชยสุทธิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบสัดส่วน พรรคเพื่อไทย จากจังหวัดนครพนม ท่านประธานที่เคารพครับ มาตรา ๔ งบกลาง เงินสํารองจ่าย เพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจําเปึน งบ ๓๘,๐๐๐ ล้านบาท ตัวเลขกลม ๆ ผมได้แปรญัตติปรับลด งบประมาณลง ๑๐ เปอร์เซ็นต์ โดยมีเหตุผลที่จะต้องสอบถามคณะกรรมาธิการดังนี้ ในการจัดทํางบประมาณประจําป้โดยหลักแล้ว รัฐบาลซึ่งเปึนฝ์ายบริหารจะต้อง ดําเนินการตามนโยบายที่แถลงไว้ต่อสภา ถือเปึนสัญญาประชาคมที่รัฐบาลจะต้องทํา และถ้ายิ่งเน้นว่าเปึนนโยบายเร่งด่วน รัฐบาลจะต้องเร่งดําเนินการในโอกาสแรก รัฐบาลนี้ ได้แถลงนโยบายเร่งด่วนในข้อแรกที่จะดําเนินการก็คือ การสร้างความเชื่อมั่น และการกระตุ้นเศรษฐกิจในภาพรวม เพื่อให้เกิดความเชื่อมั่นแก่ภาคประชาชนและเอกชน ในการลงทุนและการบริโภค ผมขออนุญาตที่จะยกตัวอย่าง ๒ นโยบายสําคัญของรัฐบาล ก็คือ

นโยบายแรก เสริมสร้างความสมานฉันท์และความสามัคคีของคนในชาติ ให้เกิดขึ้นโดยเร็ว

นโยบายที่สอง จัดให้มีสํานักงานบริหารราชการจังหวัดชายแดนภาคใต้ เปึนองค์กรถาวรเปึนต้น

ทั้ง ๒ นโยบายดังกล่าวผมยังมองไม่เห็นว่ารัฐบาลได้ดําเนินการให้เปึนไป ตามสัญญาประชาคมที่ให้ไว้ จึงเปึนความจําเปึนที่ผมจะต้องขอปรับลดงบประมาณลง ๑๐ เปอร์เซ็นต์ ฐานที่รัฐไม่สามารถดําเนินการตามนโยบายที่แถลงไว้ได้ ขณะเดียวกัน ผมก็ต้องสอบถามคณะกรรมาธิการว่า คณะกรรมาธิการได้สอบถามรัฐบาลหรือหน่วยงาน ที่เกี่ยวข้องบ้างหรือไม่ว่ามีปัญหาหรืออุปสรรคอย่างไร ถึงไม่สามารถดําเนินการ ตามนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาลที่ได้แถลงไว้ได้ ท่านประธานที่เคารพครับ งบประมาณ โดยภาพรวม ๑.๗ ล้านล้านบาท จะไม่สามารถเกิดมักผลเลย หรือเกิดมักผลน้อยมาก หากความปรองดอง ความสมานฉันท์ยังไม่เกิดขึ้น ใครจะมาลงทุน ใครจะมาท่องเที่ยว แล้วเราจะแก้ปัญหาเศรษฐกิจอย่างไร ผมยกตัวอย่างต่างประเทศที่เขาให้ข้อคิดไว้ตรงนี้ สําคัญมากครับท่านประธาน นายมูเนโนริ ยามาดะ ประธานองค์การส่งเสริมการค้า ต่างประเทศของญี่ปุ์น (เจโทร กรุงเทพฯ) ให้สัมภาษณ์ไว้เมื่อวันที่ ๓๑ กรกฎาคมที่ผ่านมา ว่า สําหรับประเทศไทย ปัญหาการเมืองยังเปึนปัจจัยสูงสุดที่ส่งผลกระทบต่อการตัดสินใจ ลงทุนของบริษัทแม่ ซึ่งเดิมการเลือกลงทุนในไทย เพราะเปึนประเทศที่มีการเมืองที่สงบ มาดูประเทศจีนบ้างท่านประธาน การประชุมร่วมระหว่างนักธุรกิจชั้นนําจากจีน แผ่นดินใหญ่และจีนโพ้นทะเล ในเวทีไทย ไชนิส บิสิเนส ฟอร์รั่ม (Thai Chinese Business Forum) กับนักธุรกิจไทยกว่า ๔๐๐ ราย จัดโดยสมาคมวัฒนธรรมเศรษฐกิจ ไทย-จีน ระหว่างวันที่ ๒๖ ถึงวันที่ ๒๙ กรกฎาคม ที่ผ่านมาที่พัทยา ปรากฏว่านักธุรกิจชั้นนํา ของจีนต่างพูดเปึนเสียงเดียวกันว่าเมืองไทยน่าลงทุนที่สุด ถ้าไม่มีปัญหาคนไทย ตีกันเอง นี่ทั้งประเทศญี่ปุ์น ทั้งประเทศจีน ให้ความเห็นไว้ในเรื่องความปรองดอง ความสมานฉันท์ที่มันไม่ได้เกิดขึ้นในเมืองไทย มาดูสื่อมวลชนไทยบ้าง หนังสือพิมพ์มติชน ลงคอลัมน์บทนําถึง ๓ ครั้ง ด้วยกัน ในระยะเวลาอันใกล้ ท่านประธานที่เคารพครับ คอลัมน์บทนํานี่ไม่ธรรมดานะครับ เพราะเปึนความเห็นของ กองบรรณาธิการที่ระดมความคิดเห็นจากหลาย ๆ ฝ์าย กลั่นกรองออกมาในประเด็น ที่สําคัญของบ้านเมือง แล้วเสนอความเห็นต่อสาธารณะให้ปรากฏ ครั้งแรกเมื่อวันที่ ๑๘ กรกฎาคม ในหัวข้อมิใช่แค่เพียงคําพูด สรุปสาระของบทนําของหนังสือพิมพ์มติชน ในครั้งนี้ก็คือ เรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีในฐานะหัวหน้ารัฐบาลที่เคยเสนอให้เป่ด การประชุมร่วมกันของรัฐสภา เมื่อวันที่ ๒๔ ถึง ๒๕ เมษายนที่ผ่านมา เพื่อรับฟัง ความเห็นของ ส.ส. และ ส.ว. เกี่ยวกับการบริหารราชการแผ่นดินกรณีการเกิดเหตุการณ์ สงกรานต์เลือด ซึ่งการเสนอเป่ดประชุมก็เปึนความประสงค์ของท่านนายกรัฐมนตรี การตั้งคณะกรรมการสมานฉันท์ก็เปึนข้อเสนอของท่านนายกรัฐมนตรี แต่เมื่อผลสรุป ของคณะกรรมการสมานฉันท์ออกมาแล้ว นายกรัฐมนตรีในฐานะหัวหน้ารัฐบาลจะต้อง มีความเห็นที่ชัดเจนจับต้องได้ เสนอต่อสาธารณะถึงแนวทางสมานฉันท์ ครั้งที่ ๒ ครับ ท่านประธาน หนังสือพิมพ์มติชน ลงวันที่ ๓๐ กรกฎาคม ย้ําอีกครั้งในหัวข้อ อย่ามัวแต่ซื้อเวลา แสดงว่าเขาเหลือที่จะรอไหวจริง ๆ ถึงได้มีบทนําในข้อนี้ตามมา สรุปสาระดังนี้ครับ ท่านประธาน ข้อเสนอของคณะกรรมการสมานฉันท์มีทั้งวิธีการสร้างความสมานฉันท์ สร้างความปรองดองขึ้นในชาติ เสนอวิธีการปฏิรูปการเมืองและการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ใน ๖ ประเด็น มาตรการที่เสนอมีทั้งระยะสั้น ปานกลาง และระยะยาว ขณะนี้ระยะเวลา ผ่านมานานแล้ว ท่าทีของนายกรัฐมนตรีคล้ายกับไม่ให้ความสําคัญกับเรื่องราวเหล่านี้ เพราะไม่ปรากฏว่านายกรัฐมนตรีได้พูดหรือทําอะไรที่จะแสดงออกถึงภาวะความเปึนผู้นํา ทางการเมืองเพื่อผลักดันในสิ่งที่ตนเองคิดและริเริ่มไว้ให้เกิดมรรคผล เกิดเปึนรูปธรรม มีเพียงเมื่อวานนี้ที่ท่านรองนายกรัฐมนตรีฝ์ายความมั่นคงพูดถึงการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ในมาตรา ๑๙๐ กับเขตเลือกตั้ง นอกนั้นท่านให้ไปทําประชามติ วันนี้หนังสือพิมพ์มติชน ลงบทนําเปึนครั้งที่ ๓ วันนี้เอง ในหัวข้อ ป่ดฉากสมานฉันท์ สรุปสาระว่า ในที่สุด ความสมานฉันท์และความปรองดองของคนในชาติก็ได้พิสูจน์ด้วยกาลเวลาว่า ในรอบ ๘ เดือนที่รัฐบาลได้เข้ามาบริหารประเทศ ไม่สามารถลดความขัดแย้ง ความแตกแยก ในหมู่คนไทยได้ สิ่งที่รัฐบาลได้แถลงเปึนนโยบายต่อรัฐสภา เปึนได้แค่เพียงถ้อยคํา อันไพเราะเท่านั้น ความจริงแล้วผมเห็นใจท่านนายกรัฐมนตรี ท่านประธาน เพราะว่า มีตัวแปรมากมายก่อนที่จะส่งผลให้ท่านมาเปึนนายกรัฐมนตรี จึงขออนุญาตที่จะกราบเรียน ท่านประธานผ่านไปยังคณะกรรมาธิการว่าได้มีโอกาสสอบถามรัฐบาลหรือหน่วยงาน ที่เกี่ยวข้องถึงแนวทางแก้ไขความปรองดองสมานฉันท์ โดยใช้งบกลางที่รัฐบาลได้ตั้งขึ้นมา กรรมาธิการได้มีโอกาสสอบถามหรือไม่ ในอดีตเคยมีการแก้ไขปัญหานี้ เมื่อมีการบาดเจ็บ ล้มตายจํานวนมาก ผู้นําในขณะนั้นใช้หลักเมตตาและอภัย ณ ปัจจุบันนี้ถึงเวลาแล้วหรือยัง ที่ผู้นํารัฐบาลจะแสดงภาวะความเปึนผู้นํา โดยไม่ต้องไปเกรงกลัวว่าใครเขาจะมาคัดค้าน เมื่อประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศเห็นพ้องต้องกันว่าบ้านเมืองควรสงบสุขได้แล้ว ความจริงเปึนเรื่องที่น่าอเนจอนาถมาก หรือน่าเสียใจมาก จริง ๆ แล้วทะเลาะกันไม่กี่คน ผมไม่แน่ใจว่าถึง ๑๐ คนหรือเปล่า แต่ทําให้คนไทย ๖๓ ล้านคน เดือดร้อนกันไปทั้งประเทศ ตรงนี้ผมอยากจะแสดงความคิดเห็นบันทึกไว้ว่า ทําอย่างไรเราถึงจะหาทางปรองดองสมานฉันท์ที่แท้จริง ไม่ใช่ยื้อเวลาอย่างที่ทางหลาย ๆ ฝ์ายได้ให้ข้อคิดเห็นไว้ ผมเห็นว่ารัฐบาลไม่ได้ดําเนินการตามนโยบายที่แถลงไว้ จึงขอปรับ ลดงบประมาณในส่วนนี้ลง ๑๐ เปอร์เซ็นต์ ขอบคุณครับ