สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๖ · ๒๗ สิงหาคม ๒๕๕๒

กรณ์ จาติกวณิช ชี้แจงการประมาณรายได้ของรัฐบาลในปีงบประมาณ 2553 และยืนยันความมั่นใจในสมมุติฐานรายได้ของรัฐบาล พร้อมหารือเรื่องการใช้เงินภาษีในการแก้ไขปัญหาของประชาชน และการลงทุนในโครงการไทยเข้มแข็ง เพื่อช่วยแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ

นายกรณ์ จาติกวณิช ประธานคณะกรรมาธิการ

ท่านประธานที่เคารพ ครับ ผม กรณ์ จาติกวณิช ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ จริง ๆ ผมคงไม่ใช้เวลาของ สภามากกว่านี้ มีอีกเพียงแค่ ๒ ประเด็นนะครับที่ผมต้องขออนุญาตใช้สิทธิจริง ๆ ในการที่จะชี้แจง เพราะมีท่านสมาชิกหลายท่านก็ได้เอ่ยถึงความกังวลต่อความสามารถ ในการจัดเก็บ ความสามารถในการหารายได้ของรัฐบาลในป้งบประมาณ ป้ ๒๕๕๓ ที่เรากําลังพิจารณาอยู่ ก็อยากจะขออนุญาตเรียนอย่างนี้นะครับว่า เดิมทีทางรัฐบาล ก็ได้มีประมาณการในส่วนของรายได้ในป้งบประมาณ ๒๕๕๓ ไว้ที่ประมาณ ๑.๕ ล้านล้านบาท แต่เนื่องจากเราคาดว่ารายได้ในป้งบประมาณปัจจุบันคงจะปรับลดลง และน่าจะอยู่ในระดับประมาณ ๑.๓๕ ล้านล้านบาท ถึงแม้ว่าเรามีความเชื่อว่านโยบาย ของทางรัฐบาล รวมไปถึงผลของการใช้งบประมาณที่เรากําลังพิจารณาอยู่จะส่งผลในเชิง บวกต่อเศรษฐกิจ และหลักฐานก็เริ่มพิสูจน์ให้เราเห็นแล้วว่าเปึนเช่นนั้นจริง ในแง่ของ ตัวกระทรวงการคลังเองเราก็คิดว่าในเรื่องพรรณนี้เรามีความอนุรักษ์นิยม หรือเอนเอียง ไปในแง่ของการรักษาวินัยจะดีกว่า ผมไม่อยากที่จะมีสถานการณ์ที่จะเกิดขึ้นอีก เหมือนเช่นการพิจารณางบประมาณโดยรัฐบาลก่อนหน้านี้ ต้องขออนุญาตเรียนเพราะนั่น เปึนข้อเท็จจริง ที่มีการประมาณการรายได้ที่เกินต่อความเปึนจริง สุดท้ายก็สร้างปัญหา ทําให้การขาดดุลงบประมาณนั้นเกินกว่ากรอบกฎหมายที่กําหนดไว้ว่าขาดดุลได้ แล้วก็ทําให้รัฐบาล ณ ชุดปัจจุบันต้องมาพยายามแก้ปัญหาด้วยการออกพระราชกําหนด ออกพระราชบัญญัติต่าง ๆ นานานะครับ ซึ่งเราก็ไม่อยากที่จะสร้างโอกาสที่จะเกิดปัญหา ในลักษณะนั้นอีกในป้งบประมาณที่เรามีหน้าที่รับผิดชอบในการพิจารณา และนี่ก็คือ สาเหตุที่เราได้กําหนดสมมุติฐานรายได้ไว้ในระดับที่เรามีความมั่นใจครับว่าเราทําได้ แน่นอน ผมก็อยากจะชี้แจงนะครับ เพราะท่านสมาชิกหลายท่านก็ได้อภิปรายถึงผล ของการใช้งบประมาณกลางป้ว่าไม่ได้มีผลต่อการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจอย่างใด ผมขออนุญาตเรียนนะครับว่าข้อเท็จจริงไม่ได้เปึนเช่นนั้น แล้วก็จะเปึนการตอบคําถาม ของท่านอีกต่างหากนะครับว่า เรามีความมั่นใจในส่วนของความสามารถในการที่จะ จัดเก็บในป้ ๒๕๕๓ ได้มากน้อยเพียงใด เพราะนโยบายหลัก ๆ ของรัฐบาลด้วยการใช้งบ กลางป้นั้นก็คืองบกระตุ้นกําลังซื้อให้กับพี่น้องประชาชน ไม่ว่าจะเปึนเบี้ยผู้สูงอายุ เบี้ย อสม. เช็คช่วยชาติ หรือการเรียนฟรีจริง การกระตุ้นกําลังซื้อก็ส่งผลต่อการจับจ่ายใช้สอยที่สูงขึ้น ในช่วงระยะเวลาการใช้งบประมาณ ก็คือเห็นชัดนะครับ ช่วงเดือนเมษายน เดือนพฤษภาคม เดือนมิถุนายน ไล่มาจนถึงเดือนกรกฎาคม ซึ่งวิธีที่วัดที่ดีที่สุดวิธีหนึ่ง ก็คือดูจากการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม ซึ่งปรับขึ้นมาทุก ๆ เดือนอย่างชัดเจน เดือนเมษายน คือเดือนแรกที่ประชาชนได้รับประโยชน์ โดยเฉพาะจากเช็คช่วยชาติ เดือนนั้นการจัดเก็บ ภาษีมูลค่าเพิ่ม เพิ่มขึ้นในส่วนของการบริโภคภายในประเทศจาก ๑๗,๐๐๐ ล้านบาท ขึ้นมาเปึน ๒๐,๐๐๐ ล้านบาท อันนี้ชัดเจนนะครับว่านโยบายของรัฐบาลในการกระตุ้น กําลังซื้อของพี่น้องประชาชนส่งผลต่อการบริโภคที่สูงขึ้นจริง หลังจากนั้นปรับลดลงมา เล็กน้อยในช่วงเดือนพฤษภาคม แต่เดือนพฤษภาคมก็ยังสูงกว่าทุก ๆ เดือนก่อนหน้านั้น และจากเดือนพฤษภาคมก็เพิ่มขึ้นมาทุก ๆ เดือน เดือนละประมาณ ๑,๐๐๐ ล้านบาท การจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มจากการบริโรคภายในประเทศที่สูงขึ้นทุก ๆ เดือนเปึนหลักฐาน ที่ชี้ให้เห็นถึงการฟุ๋นตัวของเศรษฐกิจภายในประเทศที่ดีที่สุด ผมจึงยืนยันนะครับว่าในส่วนของกรรมาธิการก็มีเหตุผลที่จะมีความมั่นใจในสมมุติฐาน รายได้ที่รัฐบาลได้นําเสนอให้กับกรรมาธิการได้พิจารณา

อย่างไรก็แล้วแต่และเปึนประเด็นสุดท้ายผมจะขออนุญาตเรียนว่า ทางกรรมาธิการก็ตระหนักถึงความสําคัญบทบาทหน้าที่ของพวกเราในการที่พิจารณา ความเหมาะสมของการใช้เม็ดเงินภาษีทุกบาททุกสตางค์ของพี่น้องประชาชน แต่ขณะเดียวกันเราก็ตระหนักว่างบประมาณ ป้ ๒๕๕๓ ในตัวของมันเองไม่เพียงพอ ต่อการแก้ไขปัญหาทั้งหมดของพี่น้องประชาชน และนี่คือสาเหตุนะครับว่าเราจึงต้องพึ่งหวัง การลงทุนในส่วนของโครงการไทยเข้มแข็งควบคู่กันไปด้วย แต่อย่างไรก็แล้วแต่ ทางกรรมาธิการก็พิจารณาแล้วว่างบประมาณ ป้ ๒๕๕๓ ตามรายละเอียดที่ ทางกรรมาธิการเสนอให้กับทางเพื่อนสมาชิกได้มีโอกาสพิจารณาในวาระสองนี้ เปึนงบประมาณที่สอดคล้องต่อความต้องการของพี่น้องประชาชน และเชื่อว่าจะมีส่วน ในการที่จะช่วยแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจโดยรวมให้กับพี่น้องประชาชนได้ด้วย ขอบพระคุณครับ