กรณี จาติกวณิช ระบุว่า มาตรา 3 ของร่างพระราชบัญญัติ งบประมาณรายจ่าย ประจาปี พ.ศ. 2553 ถูกอภิปรายมาเกือบ 8 ชั่วโมง โดยเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการกำหนดงบประมาณที่เหมาะสมตามข้อบังคับทางกฎหมาย และอธิบายถึงมาตรการไทยเข้มแข็ง ซึ่งเป็นมาตรการลงทุนครั้งประวัติศาสตร์ของรัฐบาล
กราบเรียน ท่านประธานสภาที่เคารพ ผม กรณ์ จาติกวณิช ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ ท่านประธานครับ วันนี้เราได้มีการอภิปรายกันในมาตรา ๓ ของร่างพระราชบัญญัติ งบประมาณรายจ่ายประจําป้งบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๓ อภิปรายกันมาร่วมประมาณ เกือบ ๆ ๘ ชั่วโมง ซึ่งมาตรา ๓ ก็คือมาตรายอดรวมของร่างพระราชบัญญัติงบประมาณ รายจ่ายประจําป้งบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๓ วันนี้แนวทางการอภิปรายก็เสมือนบรรยากาศ คล้าย ๆ กับการอภิปรายในหลักการของทางพระราชบัญญัติ ซึ่งเปึนประเด็นที่เข้าใจได้ และเพื่อนสมาชิกหลาย ๆ ท่านก็ได้อภิปรายถึงที่มาและความเหมาะสมของตัวกรอบ งบประมาณโดยรวม เพราะฉะนั้นผมในฐานะประธานคณะกรรมาธิการจะขออนุญาต ชี้แจง ตรรกะแนวคิดที่มาของกรอบงบประมาณตามที่ทางคณะกรรมาธิการได้ใช้เวลาช่วง เกือบ ๔๐ วันที่ผ่านมาในการพิจารณารายละเอียด
อันดับแรกก็มีเพื่อนสมาชิกได้ตั้งประเด็นในส่วนของความเหมาะสม ของตัวเม็ดเงินรวมของงบประมาณฉบับปัจจุบัน ที่กําหนดไว้เม็ดเงินรวม ๑.๗ ล้านล้านบาท จริงอยู่ครับเปึนเม็ดเงินที่ต่ํากว่าเม็ดเงินงบประมาณของงบประมาณป้ปัจจุบัน คือป้ ๒๕๕๒ ซึ่งงบประมาณป้ปัจจุบันกําหนดไว้ที่ ๑.๙๕๑ ล้านล้านบาท และก็ได้มีคํา วิพากษ์วิจารณ์ว่าการกําหนดกรอบงบประมาณที่ ๑.๗ ล้านล้านบาท ปรับลดลงมาเกือบ ๆ ๑๓ เปอร์เซ็นต์นั้นเปึนการส่งสัญญาณในเชิงลบทางเศรษฐกิจ แล้วก็จะมีผลกระทบ ต่อบรรยากาศการลงทุน การแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจโดยรวม ผมจึงต้องขออนุญาตเรียน ชี้แจงว่ามันมีสาเหตุที่มาและเหตุผลว่าทําไมเราถึงไม่สามารถที่จะตั้งงบประมาณที่ ๑.๙๕ ล้านล้านบาท เท่าเทียมกับงบประมาณป้ปัจจุบัน หรือไม่สามารถที่จะตั้งงบประมาณที่มีปริมาณเม็ดเงินใช้จ่ายที่มากกว่าป้งบประมาณ ปัจจุบันได้ สาเหตุที่มาก็เพราะข้อบังคับทางกฎหมายที่เปึนกรอบให้กับการกําหนดเม็ดเงิน งบประมาณของเรา โดยทางกระทรวงการคลังเองได้มีการประมาณการรายได้ของรัฐบาล ในช่วงป้งบประมาณป้ ๒๕๕๓ ไว้ที่ ๑.๓๕ ล้านล้านบาท เปึนการประมาณการรายได้ ของรัฐบาลที่ต่ํากว่าการประมาณการในป้งบประมาณ ๒๕๕๒ และทางกระทรวงการคลัง มั่นใจนะครับว่า การประมาณการในแนวนี้เปึนแนวทางการปฏิบัติที่ถูกต้องสอดคล้องกับ ระดับความสําคัญที่เราให้กับการรักษาระเบียบวินัยทางการเงิน การคลังของประเทศ สืบเนื่องมาจากสภาวะเศรษฐกิจ ณ ปัจจุบันที่พวกเราเข้าใจกันดี ส่งผลต่อความสามารถ ในการจัดเก็บของทางรัฐบาลที่ลดลง ประกอบกับความพยายามที่จะหลีกเลี่ยงในการที่จะ ปรับเพิ่มภาษีเปึนภาระให้กับพี่น้องประชาชน ดังนั้นประมาณการ ๑.๓๕ ล้านล้านบาท ในส่วนของรายได้ของรัฐบาลจึงเปึนจุดเริ่มต้นที่มาว่าทําไมงบประมาณโดยรวมถึงต้อง จํากัดไว้เพียงแค่ ๑.๗ ล้านล้านบาท เพราะมีกฎหมายพระราชบัญญัติบริหารหนี้ สาธารณะที่ตีกรอบไว้ว่าในแต่ละป้ รัฐบาลไทยจะสามารถที่จะมีงบประมาณที่เปึนงบขาด ดุลได้ในเม็ดเงินเท่าใด ผมคงจะไม่ลงรายละเอียดนะครับว่าคํานวณออกมาอย่างไร แต่โดยสังเขปเราสามารถที่จะขาดดุลได้ไม่เกิน ๓๙๐,๐๐๐ ล้านบาทในป้งบประมาณ ป้ ๒๕๕๓ ซึ่งบวกรวมกับรายได้ที่ประมาณการไว้ที่ ๑.๓๕ ล้านล้านบาท ก็หมายความถึง เราไม่สามารถที่จะกําหนดหรือตั้งงบประมาณมากกว่า ๑.๗๔ ล้านล้านบาทได้ และนี่คือ ที่มาว่าทําไมงบประมาณป้ ๒๕๕๓ ถึงได้กําหนดไว้ที่ ๑.๗ ล้านล้านบาท ซึ่งผมก็ต้อง ขออนุญาตเรียนเพิ่มเติมนะครับว่าถึงแม้ว่าจะต่ํากว่างบประมาณป้ ๒๕๕๒ ก็ตาม แต่ก็ยังถือว่าเปึนงบประมาณที่มีเม็ดเงินรวมสูงที่สุดเปึนลําดับที่ ๒ ตั้งแต่เคยมีมา และที่สําคัญการที่ทางรัฐบาลตัดสินใจที่จะปรับลดการใช้เม็ดเงินภาษีของพี่น้องประชาชน ในสภาวะที่เศรษฐกิจยังไม่เอื้ออํานวยก็เปึนตัวกําหนดว่ารัฐบาลจะต้องมีวินัยในการที่จะ ปรับลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จําเปึนเพื่อประหยัดภาษีเพื่อลดภาระให้กับพี่น้องประชาชน และนั่นคือสิ่งที่รัฐบาลได้ดําเนินการและทางกรรมาธิการได้ให้ความสําคัญเปึนกรณีพิเศษ ในส่วนของงบประมาณโดยรวมที่นําเสนอในหมวดของรายจ่ายประจํา มีการปรับเพิ่มขึ้น เพียงแค่ ๑.๘ เปอร์เซ็นต์ เทียบกับการปรับเพิ่มขึ้นของหมวดรายจ่ายประจําในป้ ๒๕๕๒ ที่สูงถึง ๑๖.๓ เปอร์เซ็นต์ ส่วนผลกระทบที่มีต่อเม็ดเงินที่เราสามารถที่จะจัดสรรให้กับ การลงทุนของประเทศนั้น ท่านสมาชิกได้อภิปรายไปแล้ว มีความจําเปึนต้องปรับลด ค่าใช้จ่ายลงทุนลงถึง ๕๐ เปอร์เซ็นต์ ทําให้เม็ดเงินลงทุนในส่วนของงบประมาณ ป้ ๒๕๕๓ นั้นมีมูลค่าสัดส่วนเทียบกับงบประมาณโดยรวมเพียงแค่ ๑๒.๕ เปอร์เซ็นต์ ในขณะเดียวกันทางรัฐบาลก็ได้ใช้หลายโอกาสในการพิจารณากฎหมายพิเศษในรัฐสภา แห่งนี้ในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมาชี้แจงให้เห็นว่าความจําเปึนที่รัฐบาลจะต้องขับเคลื่อน การลงทุนต่อเนื่องเพื่อแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ แล้วก็ยกระดับการครองชีพคุณภาพชีวิต ของพี่น้องประชาชนยังมีต่อเนื่อง และเนื่องจากรายได้ของรัฐบาลเปึนข้อจํากัดทําให้ รัฐบาลไม่สามารถจัดสรรเม็ดเงินงบประมาณประจําป้ได้เพียงพอต่อความต้องการของ พี่น้องประชาชน รัฐบาลจึงได้ออกมาตรการโดยรวมที่รัฐบาลเรียกว่า มาตรการไทย เข้มแข็ง มาตรการไทยเข้มแข็งก็คือมาตรการลงทุนครั้งประวัติศาสตร์นั่นเอง ซึ่งผมคงจะ ไม่ใช้โอกาสนี้ในการที่จะลงในรายละเอียดอีกครั้งหนึ่ง แต่ก็ต้องขอเรียนนะครับเพราะว่า มีท่านสมาชิกบางท่านได้เรียนถึงขั้นว่าทางรัฐบาลได้กล่าวเท็จ พูดโกหกต่อหน้าศาล รัฐธรรมนูญในการชี้แจงที่มาและเหตุผลของการออกพระราชกําหนด โดยที่ท่านสมาชิกได้อ้างว่ารัฐบาลยืนยันว่าจะต้องมีการชดใช้เงินคงคลังที่ ๒๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ผมขออนุญาตเรียนข้อเท็จจริงเพื่อพี่น้องประชาชนที่ติดตาม การอภิปรายอยู่จะได้ไม่สับสนในประเด็นนี้ ข้อเท็จจริงก็คือ ณ วันที่เราออกพระราชกําหนด มีการคาดการณ์ว่ารายได้ของรัฐบาลอาจจะต่ํากว่าเปัามากถึง ๒๘๐,๐๐๐ ล้านบาทนี้ อาจจะถึง ๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาทในป้งบประมาณป้ปัจจุบัน แต่เนื่องจากมาตรการต่าง ๆ ของรัฐบาลโดยเฉพาะมาตรการการแก้ไขปัญหาระยะสั้น โดยการใช้งบกลางป้ส่งผลในเชิงบวก ต่อสภาวะเศรษฐกิจทําให้แนวโน้มและโอกาสในการจัดเก็บภาษีของรัฐบาลดีขึ้น กว่าที่คาดการณ์ไว้แต่แรก ในร่างกฎหมายพระราชกําหนดรัฐบาลก็เขียนเอาไว้ชัดเจนว่า สัดส่วนเม็ดเงินที่รัฐบาลจะใช้ในการชดใช้เงินคงคลังนั้นจํากัดไว้ไม่เกิน ๒๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ซึ่งเราก็จะคงไว้และปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด ในขณะเดียวกันเราก็ระบุไว้ว่า สัดส่วนเม็ดเงินกู้จากพระราชกําหนดที่เราจะใช้ในการลงทุนในโครงการต่าง ๆ ที่เรามีความมั่นใจว่าพี่น้องประชาชนจะได้รับประโยชน์ กําหนดเม็ดเงินไว้ไม่ต่ํากว่า ๒๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ก็คือเผื่อเอาไว้แล้วครับ ว่าในกรณีที่รัฐบาลสามารถจัดเก็บทําให้ ความจําเปึนที่จะต้องกู้ยืมเพื่อชดใช้เงินคงคลังนั้นน้อยกว่ากรณีที่เลวร้ายที่สุด รัฐบาลก็จะ สามารถนําเม็ดเงินส่วนเกินมาใช้ในการลงทุนสร้างประโยชน์ให้กับระบบเศรษฐกิจ ให้กับพี่น้องประชาชนโดยรวมได้ เพราะฉะนั้นไม่มีคําว่า โกหก ครับ ทุกอย่างเปึนไปตาม ร่างกฎหมาย ทุกอย่างเปึนไปตามคําชี้แจงของรัฐบาลต่อศาลรัฐธรรมนูญ