สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๖ · ๒๗ สิงหาคม ๒๕๕๒

สุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล เสนอปรับลดงบประมาณรายจ่าย ๑,๗๐๐,๐๐๐ ล้านบาท และเรียกร้องให้รัฐบาลอธิบายรายละเอียดเกี่ยวกับงบประมาณและเงินที่ตัดออก รวมถึงเรียกร้องให้ทำเล่มสีเขียวเพื่อไม่ให้มีการแก้ไขโยกงบประมาณ และลาออกเนื่องจากไม่มีความชอบธรรมในการอยู่ต่อไป

นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล เชียงใหม่

กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ กระผม นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดเชียงใหม่ พรรคเพื่อไทย ท่านประธานครับ ผมเองได้แปรญัตติในมาตรา ๓ เพื่อขอปรับลด งบประมาณประมาณ ๑๐ เปอร์เซ็นต์ แต่ก่อนที่ผมจะอภิปรายนั้นผมอยากจะเรียน ท่านประธานให้ทราบว่า วันนี้ร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายเข้าสู่ สภาผู้แทนราษฎรเปึนวาระสอง วาระสาม เอกสารที่มอบให้กับสภาผู้แทนราษฎร ได้พิจารณามี ๖ เล่มด้วยกัน ซึ่งปรากฏว่าในส่วนที่มีการตัดลดงบประมาณ ๒๒,๐๐๐ ล้านบาท ไปกองไว้ แล้วก็มีแปรญัตติเพิ่ม ไม่มีรายละเอียด พอไม่มีรายละเอียดมันก็ ไปขัดรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๖๗ ผมอยากจะฝากท่านประธานไปถึงประธาน คณะกรรมาธิการว่าท่านกําลังทําผิดกฎหมายรัฐธรรมนูญ เพราะไม่เอารายละเอียดมาให้ สภาแห่งนี้ได้พิจารณา เหตุการณ์นี้เคยเกิดขึ้นในอดีตครับ ผมได้ไปค้นประวัติ เหตุที่ต้อง ยุบสภาผู้แทนราษฎรมี ๓ ครั้งด้วยกัน บังเอิญครั้งแรกสุดเปึนการยุบสภาผู้แทนราษฎร เมื่อ พ.ศ. ๒๔๘๑ ผมยังไม่เกิด ในสมัย พลเอก พระยาพหลพลพยุหเสนา เปึนนายกรัฐมนตรี ยุบสภาเมื่อวันที่ ๑๑ กันยายน ด้วยเหตุผลคือสภาผู้แทนราษฎร โดยท่านถวิล อุดล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดร้อยเอ็ด และคณะ ได้เรียกร้อง ให้รัฐบาลเอารายละเอียดในงบประมาณว่าจะไปดําเนินการโครงการอะไรบ้างมาเสนอ ต่อสภา แต่ปรากฏว่าไม่มีครับ รัฐบาลก็พยายามจะอ้างข้อบังคับ ข้อ ๖๘ โดยให้อํานาจ อยู่ที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ซึ่งสิ่งนี้ละครับเปึนสาเหตุที่ทําให้เกิดการยุบสภา เพราะว่าไม่มีรายละเอียด วันนี้ผมฝากไว้ เพราะว่าพรุ่งนี้ผมกับทีมกฎหมายของ พรรคเพื่อไทยจะไปยื่นศาลรัฐธรรมนูญ กรณีนี้ละครับที่ไม่ได้เอารายละเอียดเล่มเขียว ที่ผมกําลังจะอ้างถึงมาเสนอต่อสภา อันนี้ไม่ใช่เรื่องล้อเล่น ท่านประธานครับ ก่อนที่ผมจะ อภิปรายเหตุผล ทําไมผมถึงปรับลด ๑๐ เปอร์เซ็นต์ของวงเงินงบประมาณรายจ่าย ๑,๗๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ผมปรับลด ๑๗๐,๐๐๐ ล้านบาท เยอะนะครับ แทบจะเทียบเท่า กับงบลงทุนเลย เพราะในป้นี้พี่น้องประชาชนที่ฟังอยู่จะต้องเข้าใจว่ารายจ่าย หรืองบลงทุนต่าง ๆ งบเงินเดือนข้าราชการ ค่าน้ํา ค่าไฟ ทั้งหมดรัฐบาลได้ตั้งไว้ ๑,๗๐๐,๐๐๐ ล้านบาท แต่รายรับที่รัฐบาลได้ตั้งไว้ ๑,๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท เพราะฉะนั้น รัฐบาลชุดนี้ตั้งงบประมาณในป้ ๒๕๕๓ ขาดดุล ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท อันนี้ต้องทบทวน ความจําของพี่น้องประชาชน ท่านประธาน รายจ่าย ๑,๗๐๐,๐๐๐ ล้านบาทนั้น เปึนงบลงทุนในการก่อสร้างถนนหนทาง หรือของใหม่ ๆ เพียงแค่ ๒๐๐,๐๐๐ ล้านบาท อีก ๑,๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท เปึนเงินเดือน เปึนงบประจํา เพราะฉะนั้นวันนี้รัฐบาลมีงบลงทุน ๒๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ผมตัดไป ๑๗๐,๐๐๐ ล้านบาท มีเหตุผลครับ ผมไม่ต้องการตัดเพื่อจะมาลุกขึ้นอภิปรายเพียงเพื่อต้องการพูด แต่ผมมีเหตุผลว่าทําไม ๑๗๐,๐๐๐ ล้านบาท ผมถึงตัดได้ และไม่ได้กระทบกับรัฐบาลด้วย นะครับ รัฐบาลไม่ได้เสียหาย ผมจะแนะนําด้วยว่าจะเอา ๑๗๐,๐๐๐ ล้านบาท คืนกลับมาอย่างไร ฟังผมให้ดีนะครับ ท่านประธานคณะกรรมาธิการ รัฐมนตรีว่าการ กระทรวงการคลังฟังด้วย ท่านจะได้มีความรู้ ท่านประธาน แต่ก่อนที่ผมจะพูดเหตุผล ในการตัด ต้องทบทวนอีกนิดหนึ่งครับว่ารัฐบาลนี้ได้ออกพระราชกําหนด ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ที่เร่งรีบออกตั้งแต่วันที่ ๑๓ พฤษภาคม จะเปึนจะตายให้ได้ ฝ์ายค้านตีรวน เศรษฐกิจ บ้านเมืองจะพัง ถ้าออกพระราชกําหนดนี้ไม่ทัน แย่แน่นอน ด่าเราทุกวัน พอฝ์ายค้าน นําเสนอไปศาลรัฐธรรมนูญ ท่านก็ไปโกหกต่อศาลรัฐธรรมนูญ บอกว่า ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท เอา ๒๐๐,๐๐๐ ล้านบาทมาป่ดหีบ เอาไปโปะงบประมาณ ป้ ๒๕๕๒ ซึ่งเก็บรายได้ ไม่เข้าเปัา ท่านประธานเข้าใจนะครับ เอา ๒๐๐,๐๐๐ ล้านบาทจะไปป่ดหีบ อีก ๒๐๐,๐๐๐ ล้านบาทจะมาลงทุนไทยเข้มแข็ง และยังออกพระราชบัญญัติอีก ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ซึ่งตอนนี้ค้างอยู่ที่วุฒิสภา เปึน ๖๐๐,๐๐๐ ล้านบาทที่จะมาทํา ไทยเข้มแข็ง พี่น้องประชาชนฟังและจํานะครับ แต่ ๒๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ยืนยัน นอนยัน หัวเด็ดตีนขาด ๒๐๐,๐๐๐ ล้านบาทต้องมาป่ดหีบ ท่านประธานล่าสุดครับ ผมจะเอา คําพูดของ นายกรณ์ จาติกวณิช พูดเมื่อวันที่ ๒ กรกฎาคม นายกรณ์ พูดครับ ผมมีหลักฐานหมด เอกสารนี้ครับ หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ กรณ์ ชี้ฐานะคลังกระเตื้อง ลดกู้ชดเชยเหลือ ๑.๒ แสนล้านบาท อันนี้นะครับ สํานักงานบริหารหนี้สาธารณะส่งมาให้ ผมเมื่อวันที่ ๑๐ กรกฎาคม ถึงประธานคณะกรรมาธิการการเงิน การคลัง การธนาคาร และสถาบันการเงิน ซึ่งผมเปึนประธานอยู่ ส่งข้อมูลเกี่ยวกับวงเงินกู้ภายใต้ พระราชกําหนดให้อํานาจกระทรวงการคลังกู้เงิน ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ยืนยันมาแล้วครับ ว่าจะนําไปสมทบเงินคงคลัง ไม่เกิน ๒๐๐,๐๐๐ ล้านบาท บอกตัวเลขไว้ชัดเจน ในป้ ๒๕๕๒ เอาไปโปะเงินคงคลังหรือไปป่ดหีบ ๑๒๐,๐๐๐ ล้านบาท เห็นไหมครับ ท่านประธาน เพราะฉะนั้นรัฐบาลเหลือเงินที่จะไปป่ดหีบ ที่คุยนักคุยหนาว่าจะต้องป่ดหีบ ๒๐๐,๐๐๐ ล้านบาท เหลืออยู่ ๘๐,๐๐๐ ล้านบาท จดไว้นะครับ รัฐมนตรีว่าการ กระทรวงการคลังจดไว้ ๘๐,๐๐๐ ล้านบาทท่านเหลือแล้ว เพราะฉะนั้นที่ผมตัดท่านไป ๑๗๐,๐๐๐ ล้านบาท มี ๘๐,๐๐๐ ล้านบาทคืนมาแล้วครับ ก็เท่ากับผมตัดท่าน ๙๐,๐๐๐ ล้านบาทแล้ว เดี๋ยวผมจะหาวิธีเอาเงิน ๙๐,๐๐๐ ล้านบาทมาคืนให้ท่านอีก แต่ที่น่าเสียใจ รัฐบาลไม่รู้ว่าคุยกันบ้างหรือไม่ เปึนเพื่อนกันระหว่างรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงการคลังกับนายกรัฐมนตรี นายกรัฐมนตรีมาให้สัมภาษณ์เมื่อวันที่ ๔ สิงหาคม ซึ่งข่าวเขาเอามาลงนะครับว่า นายกรัฐมนตรีไปบอกว่าป้นี้ที่ว่าเงินคาดว่าจะเก็บได้ต่ํากว่าเปัา ๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาท เอาเข้าจริง ๆ ตอนนี้เก็บได้ดีขึ้น จะต่ํากว่าเปัา ๒๐๐,๐๐๐ ล้านบาท นายกรัฐมนตรียังงมโข่งอยู่เลย สงสัยท่านจะไม่รู้เรื่องการเงิน การคลัง จริง ๆ นะครับ หรือว่าไม่คุยกันก็ไม่รู้ มั่นใจเพื่อนที่เปึนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ท่านประธาน แต่ไม่เปึนอะไรครับ สิ่งที่เกิดขึ้นผมอยากจะฝากอย่างนี้ สํานักงานบริหารหนี้สาธารณะ ยืนยันอีกครับ ยืนยันเมื่อวันที่ ๑๒ สิงหาคม ท่านนายกรัฐมนตรถ้าเป่ดวิทยุฟัง ก็ฟังผมให้ดี สํานักงานบริหารหนี้สาธารณะพูดชัดเจนครับว่ากู้ไม่ถึง ๒๐๐,๐๐๐ ล้านบาท เพราะฉะนั้นมีวงเงินเหลือที่จะเอาไปใช้ในงบลงทุนไทยเข้มแข็ง เห็นไหมครับ เพราะฉะนั้น ๑๒๐,๐๐๐ ล้านบาท ลบ ๒๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ท่านเหลือ ๘๐,๐๐๐ ล้านบาท ที่จะไปใช้ ในงบประมาณรายจ่ายป้ ๒๕๕๓ ได้ โดยที่ไม่ต้องไปกู้จากไหนอีกแล้ว เอาจากยอดนี้ ที่ท่านขอกู้ไว้ล่วงหน้านี้ครับ ท่านประธานครับ

ประเด็นแรกที่ผมมีเหตุผลทําให้ต้องตัดลดงบประมาณ ๑๐ เปอร์เซ็นต์ เรื่องแรกเลย ผมไม่มั่นใจในความโปร่งใส่ในการจัดทํางบประมาณ โดยเฉพาะป้นี้ครับ ที่ผมได้กล่าวอ้างให้ท่านประธานในตอนต้นว่ารายละเอียดไม่มี ตัดงบ ๒๒,๐๐๐ ล้านบาท ไปกองไว้ แล้วแปรญัตติเพิ่มให้แต่ละกระทรวง แต่ละหน่วยงาน แต่กลับไม่มีรายละเอียด มันก็จะเกิดเหตุการณ์เหมือนป้ ๒๕๕๒ ที่มีการโยกงบประมาณ ไม่ว่าจะเปึน กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ที่ อบต. แต่ละจังหวัดเขาเสนอผ่านจังหวัดมา เสนอมาถึงกระทรวงมหาดไทยเปึนที่เรียบร้อยตั้งแต่ป้ ๒๕๕๒ อยู่ ๆ ก็มาเปลี่ยนกันหมด เอาไปลงพื้นที่ที่ ส.ส. ของตนเองเปึน ส.ส. อยู่ได้มากมายก่ายกอง บางจังหวัด บางพื้นที่ ไม่ได้เลย อันนี้คือความไม่โปร่งใส ท่านอ้างว่าเปึนข้อผิดพลาดของสมัยนายกรัฐมนตรี สมัคร มันก็ต้องยอม เพราะมันผิดพลาดมาตั้งแต่สมัยนั้น แต่ก่อนหน้านั้นมัน ไม่เคยผิดพลาดครับ เพราะมันมีรายละเอียดคือเล่มเขียว ท่านประธานจําได้นะครับ เล่มเขียว ทุกครั้งที่จะเข้ากรรมาธิการในวาระที่ ๒ วาระที่ ๓ พิจารณากันเต็มสภานี่ จะต้องมีรายละเอียดครับ ผมไม่รู้นะว่ารัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังนี้เคยเห็นไหม เพราะท่านเปึน ส.ส. รุ่นน้องผม ผมเปึนมาก่อน แต่ท่านโชคดีได้เปึนรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงการคลังก่อน งบกรมชลประทาน งบกรมทางหลวงชนบท งบกรมทางหลวงเอง มีการโยกย้ายสลับเปลี่ยนเอามารวมกันแล้วไปเปึนเส้นใหญ่ ๆให้บริษัทที่เปึนที่รู้จักได้ ประมูลไป เสร็จแล้วบริษัทใหญ่พอได้ประมูลไปก็แบ่งเอาไปถึงท้องถิ่น ใช้บริษัทผู้รับเหมา เล็ก ๆ ในท้องถิ่นเหมือนกับไอศกรีมสมัยที่นายกรัฐมนตรีทักษิณบอกว่าดูดกัน เกือบหมดแล้ว พอไปถึงปลายทางก็เหลือแต่แท่งไอศกรีม วันนี้รัฐบาลชุดนี้เก่งครับ ย้อนยุคกลับมาทําเหมือนเดิม ท่านประธาน ผมต้องการให้ทําเล่มสีเขียวเพื่อที่จะไม่ได้ มีการแก้ไขโยกงบประมาณ เพราะงบประมาณ รายละเอียดคือกฎหมายครับท่านประธาน อยากจะฝากไว้นะครับ ทีนี้ผมก็มาดูไทยเข้มแข็ง ๒๐๐,๐๐๐ ล้านบาท จากพระราชกําหนดที่จะเอามาลงในไทยเข้มแข็งกับอีก ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ในพระราชบัญญัติที่ติดอยู่ที่วุฒิสภาเปึน ๖๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ถ้าไม่มีการโกง ไม่มีการทุจริต เอาง่าย ๆ ครับ เราจะสามารถเซฟ (Save) เงินที่ต้องเสียเปึนค่าเก๋าเจี๊ยะ ค่าคอมมิชชั่น (Commission) ๖๐๐,๐๐๐ ล้านบาท เอา ๑๕ เปอร์เซ็นต์ บางโครงการ ผมเห็นเรียกกัน ๓๐-๔๐ เปอร์เซ็นต์ ที่เขาลือกันให้แซด ๑๕ เปอร์เซ็นต์ของ ๖๐๐,๐๐๐ ล้านบาท รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังได้คืนมา ๙๐,๐๐๐ ล้านบาท เลยครับท่านประธาน เอา ๑๕ คูณ ๖๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ได้ ๙๐,๐๐๐ ล้านบาท เพราะฉะนั้น ๙๐,๐๐๐ ล้านบาท กับ ๘๐,๐๐๐ ล้านบาท ท่านได้ ๑๗๐,๐๐๐ ล้านบาท ตามที่ผมตัดเลย ท่านไม่เดือดร้อน ท่านจะฟังหรือไม่ฟังก็เปึนเรื่องของท่าน แต่ผมเห็นว่า มันมีการทุจริต เพราะอะไร ท่านประธานขออนุญาต ท่านกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ ผมยอมรับว่า ท่านเปึนสุภาพบุรุษ ท่านทิ้งตําแหน่งประธานชุมชนพอเพียง แต่คําพูดของท่าน ขออนุญาตอ่านนะครับ มันเปึนคําพูดที่น่าชื่นชม ผมกันคนไม่ให้โกงไม่ได้หรอกครับ และไม่เชื่อว่ามีอยู่โครงการเดียวที่โกง นอกนั้นใสสะอาดหมด คําพูดนี้คลาสสิก (Classic) น่าชื่นชมจริง ๆ เพราะฉะนั้น ๖๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ไทยเข้มแข็ง รับรองได้เลยครับ แค่ชุมชนพอเพียงนี้ก็ประกาศชัดแล้วว่ามีการโกง แล้วท่านก็ยืนยันว่าไม่ใช่มีโครงการเดียว ที่โกง ฟังนะครับท่านประธานกรรมาธิการ ท่านรัฐมนตรีกรณ์ ท่านได้คืนแล้ว นะครับ ถ้าท่านทําอย่างที่ผมว่า ๘๐,๐๐๐ ล้านบาท ท่านไม่ต้องไปป่ดหีบ เอามาใช้ ในงบประมาณป้ ๒๕๕๓ อีก ๙๐,๐๐๐ ล้านบาท เอามาจากเศรษฐกิจพอเพียงเอามาก่อนล่วงหน้าเลย เพราะเชื่อแน่ว่า ถ้าท่านดูแลให้ดี สมมุติท่านได้อยู่ถึง ๔ ป้ มันก็จะได้ช่วยบ้านช่วยเมือง ท่านได้คืนแล้ว ๑๗๐,๐๐๐ ล้านบาทที่ผมตัดไป นอกจากนั้นครับ ท่านประธาน

ประเด็นที่สอง ที่ผมจําเปึนต้องตัด ๑๐ เปอร์เซ็นต์ ก็ด้วยเหตุผลอย่างนี้ ครับ ผมอยากถามกรรมาธิการโดยเฉพาะประธานกรรมาธิการ ท่านกรณ์ จาติกวณิช ผ่านท่านประธานสภา ผมเปึนห่วงเรื่องการจัดเก็บรายได้ในป้หน้านี่ละครับ ผมเปึนห่วง เปึนอย่างมาก โดยเฉพาะภาษีข้าว วันนี้อาฟต้า (AFTA) ซึ่งรัฐบาลก็ไปตกลงกันมาว่า ภาษีนําเข้าข้าวจะเหลือ ๐ เปอร์เซ็นต์ เริ่มมกราคม ป้ ๒๕๕๓ ท่านประธานรู้ไหมครับ กระเทียมมันเคยนุ่งโสร่ง หอมหัวใหญ่ก็เคยนุ่งโสร่งข้ามชายแดนไทยมา วันนี้ข้าวมันนุ่งโสร่ง นุ่งผ้าถุงข้ามแนวชายแดนมา เราจะปัองกันอย่างไรไม่ให้ข้าวเหล่านี้มาสวมสิทธิ ในการประกาศรับประกันราคาข้าวของรัฐบาลที่บอกจะใช้วิธีใหม่ ถ้ามันมีการนําเข้ามา ในราคาถูก สมรู้ร่วมคิดกัน ผ่านแนวชายแดนหรือผ่านตะเข็บชายแดนเข้ามา เพราะมัน ๐ เปอร์เซ็นต์ ท่านจะปัองกันอย่างไร ท่านตอบสังคมให้ได้ พี่น้องเกษตรกรเดือดร้อน ข้าวขายก็ไม่ได้ราคาอยู่แล้ว ต้นทุนการผลิตของพี่น้องเกษตรกรก็แพง ไหนจะค่าน้ํามัน ไหนจะค่าปุิย ไหนจะค่าสารเคมีกําจัดศัตรูพืช ล้วนแต่แพงทั้งนั้น ก็เพราะรัฐบาล ท่านไปเพิ่มภาษีน้ํามัน สรรพสามิตน้ํามัน นึกว่าเก่ง คิดว่าจะเก็บเงินได้เยอะ ตัวเลขจริง ๆ มันเก็บไม่ได้เยอะท่านประธาน วันก่อนผมอภิปรายกฎหมายสรรพสามิตน้ํามันที่ตกจาก วุฒิสภามา ตีคว่ําไปแล้วตกมาสภาผู้แทนราษฎร เสียดายไม่มีการถ่ายทอดทีวี พี่น้องประชาชนเลยไม่ได้ฟัง กว่าจะอภิปรายก็กลางค่ํากลางคืน ท่านรู้ไหมครับ รัฐบาล พระราชกําหนดถูกตีตกมันเปึนกฎหมายแล้ว โดยธรรมชาติท่านต้องลาออกแล้ว เพราะอะไร ต้องขออนุญาตอ้างอิง ผมชอบค้นประวัติศาสตร์ วันนี้จะสอนประวัติศาสตร์ ให้รัฐบาลชุดนี้ได้ยิน ได้ฟังกับพี่น้องประชาชน สาเหตุในการยุบสภาเมื่อป้ พ.ศ. ๒๕๒๙ สมัยรัฐบาล พลเอก เปรม ติณสูลานนท์ เปึนนายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ ๑ พฤษภาคม ๒๕๒๙ รัฐบาลได้เสนอพระราชกําหนด ๙ ฉบับเข้าสู่สภาผู้แทนราษฎรในช่วง ป่ดสมัยประชุม พอเป่ดสมัยประชุมวันที่ ๑ พฤษภาคม หยิบยกเรื่องนี้ขึ้นมาพิจารณา ๗ ฉบับ เปึนกฎหมายการเงิน แต่มีอยู่ ๒ ฉบับครับ ฉบับที่ทําให้สภาอยู่ไม่ได้ต้องคว่ําไป ก็คือพระราชกําหนดเพิ่มเติมภาษีบํารุงท้องที่ พ.ศ. ๒๕๒๘ และพระราชบัญญัติเพิ่มเติม การขนส่งทางบก พ.ศ. ๒๕๒๒ (แก้ไขเพิ่มเติม) พ.ศ. ๒๕๒๙ ทั้ง ๒ ฉบับไม่ผ่านสภา เฉกเช่นเดียวกับพระราชกําหนดสรรพสามิตนี่ละครับ ไม่ผ่านวุฒิสภา มันตกไปแล้ว รัฐบาลนี้ไม่มีความชอบธรรมที่จะอยู่ต่อไปแล้ว มันต้องลาออก ท่าน พลเอก เปรม ทําเปึนตัวอย่างให้แล้ว แต่เอามายืนยันในสภาแห่งนี้ โดยอ้างว่ารัฐธรรมนูญเขียนไว้ ก็รัฐธรรมนูญฉบับนี้มันเขียนโดยโจร อย่างที่อาจารย์มานิตท่านชอบพูด ไม่เปึนที่ยอมรับ เพราะฉะนั้นก็ไม่เข้าใจ ท่านประธาน เพราะฉะนั้นพระราชกําหนดสรรพสามิตที่ขึ้นภาษีน้ํามันจนทําให้พี่น้องประชาชนผู้บริโภค เดือดร้อน รัฐบาลหวังว่าจะเก็บภาษีได้เพิ่ม ประทานโทษนะครับ ถ้าใช้อัตราเดิมเก็บได้ ๘,๐๐๐ ล้านบาทต่อเดือน พอเพิ่มอีก ๗ เปอร์เซ็นต์เข้าไป ไปเก็บ ๗ บาทต่อลิตร เพิ่มมาเดือนละ ๔,๐๐๐ ล้านบาทแค่นั้นเอง ๑๒ เดือน ๔๘,๐๐๐ ล้านบาท ท่านประธาน ไม่ได้มากเลย แต่ความเดือดร้อนที่รัฐบาลชุดนี้เพิ่มภาษีสรรพสามิตน้ํามัน ทําให้ประชาชน เดือดร้อน การจับจ่ายใช้สอยติดขัดหมด จะซื้ออะไรพี่น้องประชาชน ก็ไม่กล้าซื้อ ท่านประธานเพราะมันแพง เงินหาไม่พอ ประชาชนเดือดร้อน คิดไหมครับว่าถ้าไม่ขึ้น การจับจ่ายใช้สอยประชาชนจะคล่อง รัฐบาลก็เก็บเงินภาษีมูลค่าเพิ่ม ๗ เปอร์เซ็นต์ได้ รายได้ก็จะเข้ารัฐ ที่ผมเปึนห่วงคือรายได้จะไม่เข้ารัฐ ป้หน้านี่ละครับ พอรายได้ไม่เข้ารัฐ มันก็ไม่มีเงินที่จะมาเปึนรายจ่ายของประเทศ มันก็ไม่เข้าเปัาอีก พอมันไม่เข้าเปัารัฐบาล ชุดนี้ก็จะไปออกเปึนพระราชกําหนดกู้ยืมอีก พอฝ์ายค้านทักท้วงก็จะด่าฝ์ายค้านอีกว่า ตีรวนไม่เข้าใจ ถามจริง ๆ เถอะท่านประธาน วันนี้พระราชกําหนดกู้เงิน ๒๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ออกมา ล็อท (Lot) แรก ๕๐,๐๐๐ ล้านบาทกี่เดือนครับ ทําไมไม่รีบกู้ เอามาป่ดหีบ ตอนนั้นก็บอกจะเปึนจะตาย วันนั้นให้คนแก่มายืนเข้าแถวตั้งแต่ตี ๑ มารอซื้อพันธบัตร ท่านประธานเชื่อไหมครับเวลา ๐๘.๓๐ นาฬิกา เป่ดธนาคาร เวลา ๐๙.๐๐ นาฬิกา ขายหมดมันเปึนไปได้อย่างไร ไม่ใช่ทศกัณฑ์มีเปึน ๑๐๐ มือ คีย์ (Key) ข้อมูลทันทีถ้าซื้อได้ ขายได้เลย แสดงว่าคีย์ไว้ล่วงหน้า บันทึกข้อมูลไว้ล่วงหน้า คอมพิวเตอร์ (Computer) อะไรฉลาดขนาดนั้น ฝากไว้ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ท่านต้องเข้าใจ พี่น้องประชาชนฟังผมอภิปรายวันนี้เข้าใจ น้ํามันที่มันแพงก็เพราะค่าการตลาด วันนี้จําเปึนต้องพูดค่าการตลาดสักเล็กน้อยครับ เพราะวันก่อนรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงพลังงานบอกว่าผมพูดเท็จในสภา พักนี้เปึนอะไรก็ไม่รู้ พูดไปก็กล่าวหาว่า ผมพูดเท็จ ทั้ง ๆ ที่ข้อมูลได้มาจากสํานักนโยบายและแผนพลังงานส่งมาให้ผมเลยครับ ข้อมูลทั้งหมดอยู่ในมือผมนะครับท่านประธาน ค่าการตลาดที่แพงที่สุดก็สมัย นายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์นี่ละครับ ไม่ว่าจะเปึนน้ํามันเบนซินรุ่นไหน น้ํามันดีเซลรุ่นไหน แก๊สโซฮอล์รุ่นไหนแพงที่สุดค่าเฉลี่ย พ.ศ. ๒๕๕๑ ในสมัยท่านสมัคร ถูกครับ พอมาป้ ๒๕๕๐ สมัยรัฐบาล พลเอก สุรยุทธ์ ก็ยังถูก แต่มารัฐบาลอภิสิทธิ์แพงที่สุด และที่น่าเกลียด น่าชังที่สุดก็คือราคาไข่ ผมจําเปึนท่านประธาน ต้องเอาราคาไข่มาพูดกัน ครับ เพราะประชาชนชาวบ้านจะเข้าใจ เศรษฐกิจดี ไม่ดี ราคาไข่เปึนตัวชี้วัด ไข่ท่านนายกรัฐมนตรีทักษิณ เมื่อเดือนกรกฎาคม ๒๕๔๖ เบอร์ ๐ ราคาฟองละ ๒.๔๕ บาท ไข่ทักษิณสมัยโรคซาร์สระบาด เดือนกรกฎาคม ป้ ๒๕๔๘ ๓.๓๙ บาท ไม่เปึนไรครับโรคซาร์สตอนนั้นมีการฆ่าไก่กันมากมาย ไข่ท่านสมัครเมื่อเดือนพฤษภาคม ๒๕๕๑ น้ํามันราคา ๑๓๗ เหรียญ ไข่ท่านสมัคร ๓.๒๕ บาท ไข่ท่านนายกรัฐมนตรีสมชาย ตอนนั้นน้ํามันเหลือ ๓๘ เหรียญ เดือนพฤศจิกายน ๒๕๕๑ ๓.๑๐ บาท ไข่อภิสิทธิ์ น่าเกลียด น้ํามัน ๗๐ เหรียญ ไข่ปาเข้าไป ๓.๓๑ บาท เมื่อเดือนกรกฎาคม ไม่มีใครบ่น ท่านประธาน เพราะส่วนใหญ่แล้วคนกรุงเทพฯ เลือกพรรคประชาธิปัตย์ก็ชอบใจกัน ก็ไม่กล้าว่าไข่แพงก็ต้องยอมฝ๋นทนกินไข่แพง ๆ แต่ที่ผมได้ตัวเลขมาต้องอธิบายให้ประธานไปถึงรัฐบาลว่าสมัยที่ท่านสมัครน้ํามัน ๑๓๗ เหรียญ เบนซินราคา ๔๐ บาท สมัยรัฐบาลสมชาย น้ํามัน ๓๘.๖ เหรียญ ราคาขายปลีก เบนซิน ๙๕ ราคา ๒๘.๕๙ บาท สมัยอภิสิทธิ์ตอนวันที่ ๔ มิถุนายน ๖๖ เหรียญ น้ํามันเบนซิน ๙๕ ราคา ๓๙ บาท