สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๖ · ๒๗ สิงหาคม ๒๕๕๒

จุติ ไกรฤกษ์ เสนอแนวคิดในการควบคุมการใช้จ่ายงบประมาณของรัฐบาล โดยเน้นย้ำถึงการลดการใช้จ่ายในด้านอบรม โฆษณา และประชาสัมพันธ์ พร้อมทั้งเสนอการเปลี่ยนแปลงระเบียบการบริหารงบประมาณเพื่อป้องกันการใช้จ่ายที่ไม่เหมาะสม นอกจากนี้ยังเสนอการตรวจสอบการใช้จ่ายงบประมาณในเรื่องการซื้อรถยนต์ของหน่วยราชการ และการปรับปรุงระเบียบการเบิกจ่ายเงินของรัฐเพื่อประหยัดเงินของภาครัฐ

นายจุติ ไกรฤกษ์ กรรมาธิการ

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ กระผม จุติ ไกรฤกษ์ พรรคประชาธิปัตย์จากจังหวัดพิษณุโลก ผมอยากจะบันทึกเหตุผลว่า งบประมาณในป้ พ.ศ. ๒๕๕๓ จะใช้นี่นะครับ ผมคิดว่ามันมีรายจ่ายที่น่าสนใจ ที่ในอนาคตจะสามารถนําไปปรับลดได้ ผมคิดว่าอย่างน้อยประมาณ ๑๐๐,๐๐๐ ล้านบาท สิ่งที่ผมอยากจะกราบเรียนก็คือว่า ผมจะไม่ไปพูดซ้ําประเด็นกับอบรม โฆษณา ประชาสัมพันธ์ครับ ผมอยากจะให้เห็นภาพรวมอย่างนี้ครับว่า งบประมาณรายจ่าย ประจํา เมื่อป้ ๒๕๕๒ มีสัดส่วน ๗๒ เปอร์เซ็นต์คือร้อยละ ๗๒ แต่ในป้ พ.ศ. ๒๕๕๓ เนื่องจากรายได้เราลดลงมีสัดส่วนสูงถึง ๘๔ เปอร์เซ็นต์ครับ ฉะนั้นเมื่อเปึนอย่างนั้นแล้ว ก็หมายความว่ารายจ่ายประจํามากินในส่วนของเงินลงทุน เงินพัฒนาประเทศ เงินเข้าสู่บริการประชาชน ให้ประชาชนนั้นมีความสุขตามสมควรที่เขาได้เสียภาษีมา

ประเด็นแรก ที่ผมอยากจะกราบเสนอต่อที่ประชุม ต่อท่านประธานคือว่า การควบคุมอัตรากําลังข้าราชการครับ นี่เปึนงบหลัก งบหลักนี่ดูเหมือนว่าจะทําได้ผล นะครับ เพราะว่า ก.พ. นั้นมีการควบคุมอัตรากําลังและข้าราชการมีตัวเลขชัดเจนว่า เกษียณเท่าไร บรรจุให้คืนเท่าไร คืนไม่ครบ แต่ปรากฏว่าอยากจะให้ไปดูว่าการที่มีกติกา อย่างนี้เปึนผลดีด้านหนึ่ง แต่อีกด้านหนึ่งถ้าเผื่อการขาดยืดหยุ่นมันส่งผล เช่น กระทรวงศึกษาธิการครับ กระทรวงศึกษาธิการขณะนี้มีครูขาดแคลนประมาณ ๕๐,๐๐๐ อัตรา เนื่องมาจากไม่สามารถบรรจุตําแหน่งเต็มตามที่ต้องการได้ แต่ในขณะเดียวกันเมื่อเราไปดู ผลสําเร็จของการประหยัดงบประมาณในภาคของข้าราชการแล้วท่านประธานครับ ปรากฏว่าเราเกิดละเลยครับ ละเลยในการควบคุมปล่อยให้ส่วนราชการลด จํานวนข้าราชการในส่วนของลูกจ้างชั่วคราวลง และก็ลูกจ้างประจําลงให้ไปเปึนอัตราจ้าง คือจ้างเหมา ขณะนี้ก็เกิดธุรกิจขึ้นมาใหม่คือบริษัทรับจ้างเหมาจากหน่วยราชการ ปรากฏว่างบตรงนี้โป์งขึ้น สูงขึ้นทุกป้ ๆ โดยขาดการควบคุม สรุปแล้วเงินที่ประหยัด จากอัตรากําลังข้าราชการก็มาถูกจ่ายไปในส่วนของการจ้างเหมาอัตราที่เพิ่มขึ้น อย่างมากมายเปึนทวีคูณ ฉะนั้นโดยทั้งซ้ายทั้งขวาแล้วเราไม่กําไรหรอกครับ เผลอ ๆ อาจจะขาดทุนด้วยซ้ําไป เพียงแต่มีจุดดีอยู่ตรงที่ว่าสวัสดิการที่รัฐจะต้องดูแล ลูกจ้างประจํานั้นไม่ต้องจ่ายเพราะว่าเปึนเรื่องของการจ้างเหมาแทน แต่ผมอยากจะให้ ในอนาคตนี้ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังนั้นได้ไปดูควบคุมในรายจ่ายส่วนตรงนี้ครับ

รายจ่ายส่วนที่ ๒ ซึ่งผมคิดว่าอยากจะนําเสนอท่านประธานผ่านไปยัง สํานักงบประมาณซึ่งท่านเปึนรองประธานด้วย ว่ากรณีของการอนุญาตให้มีความอิสระ มีความคล่องตัวในการปรับเปลี่ยน การใช้งบประมาณ เปึนสิ่งที่ดีมาก และผมคิดว่าเปึนความจําเปึนในเชิงบริหารว่ากรณี มีความฉุกเฉินจําเปึนสามารถปรับเปลี่ยนรายการใช้งบประมาณได้ แต่ทีนี้หลายส่วนราชการ เกินร้อยละ ๕๐ เกินครึ่ง ได้ใช้เสรีภาพไปในทางที่ไม่ควร ยกตัวอย่างเช่นในบางป้ คณะกรรมาธิการงบประมาณเสนอพิจารณาว่าปรับลดงบดําเนินงาน เขาบอกว่าทําไม่ได้ เพราะว่างบตึงเต็มที่งบดําเนินงาน ไม่อย่างนั้นจะมีผลต่อภารกิจของกรมของกระทรวง คณะกรรมาธิการก็ไม่สามารถปรับลดได้ เพราะเชื่อในคําชี้แจงอย่างนั้นแต่หลังจาก ผ่านงบประมาณไปได้แค่ ๓-๔ เดือน มีการปรับเปลี่ยนงบประมาณในหมวดดําเนินการ หมวดอื่น ๆ สูงถึง ๗๐๐ กว่าล้านบาทในบางกรม อย่างนี้เปึนต้น ซึ่งผมคิดว่าตรงนี้ น่าจะต้องมีการควบคุม แล้วก็ขอเสนอให้มีการเปลี่ยนแปลงระเบียบการบริหาร งบประมาณ พ.ศ. ๒๕๔๘ ด้วยนะครับ

ประเด็นต่อมา คือว่าการเปลี่ยนแปลงงบประมาณในส่วนของที่ไม่ต้อง ขออนุมัติจากสํานักงบประมาณ คือเปึนอํานาจของหน่วยงานทําเอง ของกรมทําเอง ถ้าเปึนเรื่องที่ไม่ใช่วัสดุครุภัณฑ์ กรมสามารถทําได้ในวงเงิน ๑,๐๐๐,๐๐๐ บาท ถ้าเปึนครุภัณฑ์ สิ่งก่อสร้างต้องเกิน ๑๐ ล้านบาท ปรากฏว่ามีหลายหน่วยงาน ไปเปลี่ยนแปลงงบตรงนี้ ไปซื้อรถยนต์ เดินทางไปต่างประเทศ ซึ่งผิดวัตถุประสงค์อย่างยิ่ง ผมมีความพยายามเข้าไปดูงบตรงนี้ ทําการบ้านให้ทางท่านประธาน ช่วยกรุณาจด นะครับ จะเปึนตัวเลขที่น่าตกใจมากว่าป้งบประมาณ ๒๕๕๒ เรามีค่าเช่า คือค่าเช่ารถยนต์ เดี๋ยวนี้เราไม่ซื้อรถยนต์แล้ว เรามีค่าเช่ารถยนต์ ๗,๐๐๐ กว่าล้านบาท ต่อป้ ตรงนี้ก็เหมาถึงพนักงานขับรถ ซ่อมรถแทนหมดนะครับ แต่ในป้งบประมาณ ๒๕๕๓ จาก ๗,๐๐๐ ล้านบาท เพิ่มเปึน ๑๑,๒๙๙ ล้านบาท เกือบเท่าตัวนะครับ และผมเชื่อว่า งบป้ ๒๕๕๔ ก็จะเพิ่มขึ้นอีก ผมอยากจะกราบเรียนให้ทราบว่าคณะกรรมาธิการ ๒ ป้ที่ผ่านมา ป้ ๒๕๕๒ป้ ๒๕๕๓ มีมติเลยว่าไม่จําเปึนไม่ให้ซื้อรถยนต์ ไม่จําเปึนไม่ให้เช่ารถยนต์ ขอให้ใช้ของเก่าไปก่อน แต่ถ้าเผื่อท่านเอาตัวเลขมาดู ท่านกรุณาจดไว้เลยครับ ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ขณะนี้ได้โปรดทราบด้วยนะครับว่ารถยนต์ ที่หน่วยราชการทั้งประเทศ ผมเน้นนะครับ ทั้งประเทศ ไม่นับทหาร ตํารวจ เพราะทหาร ตํารวจ จะมีปัายของเขาเองอยู่แล้ว รถยนต์ที่เปึนรถบรรทุก รถบรรทุกก็คงหมายถึงว่า ส่วนราชการ เช่น กรมทางหลวง กรมทางหลวงชนบท กรมชลประทาน หน่วยงานที่ต้อง มีการก่อสร้างด้วยตัวเอง หน่วยราชการเหล่านี้มีรถมากถึง ๑๗,๒๖๓ คัน แต่คําถามก็คือ ว่าวันนี้งบประมาณหน่วยต่าง ๆ เหล่านี้ ส่วนใหญ่เปึนการจ้างเหมาก่อสร้างทั้งนั้น มีกรมทําเองน้อย แล้วถามว่ายังจําเปึนอยู่หรือเปล่า ในหน่วยราชการของรถบรรทุก เปึนของกรมชลประทานเกือบ ๗,๐๐๐ คัน ถามว่าจําเปึนตรงนี้ไหม นอกจากนั้นรถบรรทุก ของรัฐวิสาหกิจมีอยู่ประมาณ ๘,๐๑๓ คัน นี่เฉพาะรถบรรทุกนะครับ แต่ถ้ามาดู ในหมวดรถยนต์ สิ่งที่น่าตกใจ ก็คือว่าในหมวดรถยนต์ที่บอกว่ามันซ่อนอยู่ตรงไหน กรรมาธิการหลายท่านไปดูไม่ให้ซื้อ ไม่ให้เช่า มันไปซ่อนอยู่ในโครงการก่อสร้างต่าง ๆ พอโครงการหนึ่งก็ต้องมีรถยนต์กี่คันก็ว่าไปเต็มที่ จะต้องซื้อไป ขณะนี้มันมีการหลบเลี่ยง การตัดงบประมาณในประเภทนี้อยู่ แล้วก็มีการเปลี่ยนแปลงงบประมาณไปซื้อรถใหม่อยู่ ยังทําอยู่ ป้ ๒๕๕๒ ก็ยังทําครับ ปรากฏว่ารถยนต์ของหน่วยราชการปัจจุบันนี้มีมากถึง ๒๔๖,๐๐๐ คัน มีเศษด้วยนะครับ ๒๔๖,๐๐๐ คัน ส่วนรถยนต์เปึนของรัฐวิสาหกิจนั้น ๑๐,๕๐๐ คัน มีเศษอีกครับ ถ้าเผื่อรวมตรงนี้แล้วหมายความว่ารถยนต์ของหน่วยราชการ มีทั้งหมด ทั้งรถบรรทุก ทั้งรถยนต์ รวมทั้งหมดแล้ว ป้ ๆ หนึ่งถ้าเรามีค่าบํารุงรักษา กับค่าทะเบียนรถป้ละ ๑๐,๐๐๐ บาทต่อคันเท่านั้น อย่างน้อยที่สุดท่านต้องใช้เงินป้ละ ๒,๘๓๐ ล้านบาท แล้วผมถามว่าวันนี้ข้าราชการประเทศไทยมีอยู่ ๑,๔๐๐,๐๐๐ คน รถยนต์จะมีมากถึง ๒๔๖,๐๐๐ คัน หรือครับ นั่นเปึนคําถามที่ ๑

คําถามที่ ๒ รถยนต์หลายคันมีอายุ ๑๐ กว่าป้ แต่ว่าระบบราชการให้ขาย ไม่ได้หรือว่าขายยาก ก็คงจะปล่อยทิ้งให้เปึนเศษเหล็ก ผมคิดว่าต้องเสนอผ่าน ท่านประธานไปยังรัฐบาลว่าต้องแก้ไขระเบียบข้อบังคับเหล่านี้ อันไหนที่มันใช้ไม่ได้ เอามาขายเสียเปึนรายได้ของรัฐ แล้วจะจัดรถชดเชยก็จัดไป ตรงนี้สําคัญนะครับ ท่านประธานครับ แต่สิ่งที่ผมอยากจะกราบเรียนท่านประธานคือว่า ค่าเช่ารถยนต์ที่ป้นี้ ๑๑,๒๙๙ ล้านบาท และท่านประธานดูนะครับ รถยนต์เช่าคันหนึ่งคันละ ๑๕,๐๐๐ บาทต่อคัน ต่อเดือน ป้หนึ่งง่าย ๆ คือ ๑๘๐,๐๐๐ บาท แต่ว่าคิดง่าย ๆ คือ ๒๐๐,๐๐๐ บาทต่อคัน ๒๐๐,๐๐๐ บาทต่อคันนั้น ถ้าเผื่อมาหารเงิน ๑๑,๐๐๐ ล้านบาท เราจะมีรถที่เช่าอยู่แล้ว ๕๖,๐๐๐ คันครับ ถ้าเผื่อว่า ๕๖,๐๐๐ คัน บวกกับรถยนต์ที่ราชการมีเดิมอีก ๒๔๐,๐๐๐ กว่าคันนี้ ขณะนี้รถยนต์ที่ใช้ในราชการจะมี ๓๐๐,๐๐๐ คันครับ ผมคิดว่า มันเปึนสิ่งที่ฟุ์มเฟ๋อยมากสําหรับประเทศ อย่างประเทศไทยที่หน่วยราชการจะมีรถมากถึง ๓๐๐,๐๐๐ คัน และผมคิดว่ามันเปึนภาระภาษีโดยไม่จําเปึนอย่างที่เราจะต้องไปเสีย ข้อเสนอของผมมีอย่างนี้ครับ ท่านประธานครับ ในช่องโหว่ต่าง ๆ นี้นอกจากมีการแก้ไข วิธีการเบิกจ่ายงบประมาณแล้วนี่ แก้ไขอํานาจของกรมแล้ว ผมคิดว่ารัฐบาลนั้น ต้องมีมาตรการประหยัดครับ ประหยัดค่าใช้จ่ายประจําภาครัฐครับ เรามีมาตรการ ประหยัดพลังงานแล้ว ทําไมเราจะมีมาตรการประหยัดค่าใช้จ่ายประจําภาครัฐไม่ได้ ถ้าเผื่อเราสามารถทําค่าใช้จ่ายประจําภาครัฐได้ ลดป้ละสัก ๕ เปอร์เซ็นต์ครับ รายจ่าย ประจํา ป้หนึ่งเรามีรายจ่ายประจําจริง ๆ ที่ไม่ใช่บุคลากร ๗๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท ๗๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาทนี้ ๕ เปอร์เซ็นต์ ทุก ๆ ป้ เปึนเวลา ๔ ป้เท่ากับประหยัดไป ๒๐ เปอร์เซ็นต์ หลังจาก ๔ ป้แล้วเราจะสามารถประหยัดงบประมาณให้ราชการไปบํารุง พัฒนาชาวบ้านเขาได้ ๑๔๐,๐๐๐ ล้านบาทครับ ใน ๑๔๐,๐๐๐ ล้านบาทนั้น ท่านถามว่า ทําอะไรได้บ้าง ง่าย ๆ ครับ ท่านไปสร้างอาคารเรียนหลังละ ๕ ล้านบาทครับ ได้ถึง ๒๘,๐๐๐ แห่งทั่วประเทศครับ นี่เปึนเงินที่เห็น ๆ ที่เราสามารถที่จะพัฒนาประเทศ เราได้เลย นอกจากนั้นแล้วผมมีข้อเสนออีก ๒ ข้อครับ คือวันนี้เปึนวันที่เรามีวิกฤติ เรื่องขาดเงินสดในการบริหารประเทศ อยากให้รัฐบาลนั้นไปดูเงินนอกงบประมาณครับ เงินสะสมของหน่วยราชการที่ไม่เกี่ยวข้องกับความเปึนความตายของประเทศครับ เช่น กระทรวงสาธารณสุขก็อย่าไปยุ่งกับเขากระทรวงศึกษาธิการถ้าไม่จําเปึนก็อย่าไปยุ่ง กับเขา แต่ว่าให้พึ่งงบประมาณของตัวเองมากขึ้น แล้วก็เงินสะสมของรัฐวิสาหกิจ ของบริษัทลูกรัฐวิสาหกิจที่ไปลงทุนในต่างประเทศมีอีกเยอะครับ แล้วก็เงินสะสม ขององค์การมหาชน ผมเชื่อว่าแค่ ๓ – ๔ หมวดนี้ รัฐบาลนั้นจะสามารถมีเงินมาพัฒนา ประเทศเพิ่มขึ้นหลายหมื่นล้านบาทครับ ท่านประธานครับผมจึงกราบเรียนท่านประธานว่า จริง ๆ แล้วงบประมาณถ้าดูให้ดี ๆ แล้วทุกคนมีจิตสํานึกว่าถ้าประหยัดเงิน ๑ บาทแล้ว ช่วย ๆ กันนี้ จะสามารถไปช่วยเหลือคนจนได้อีกเยอะ ผมจึงมีความเห็นว่า ถ้าเปึนประโยชน์อยากจะให้มีมาตรการประหยัด และผมคิดว่างบประมาณนี้ถ้าเผื่อ ทํากันจริง ๆ อย่างที่ทุกท่านเห็นว่ามีงานซ้ําซ้อน มีงานที่ไม่ควรจะทํานี้ สามารถปรับลดได้ มากกว่า ๑๐๐,๐๐๐ ล้านบาทครับ ในรายจ่ายประจํา ผมกราบขอบพระคุณมากครับ