นฤมล ธารดํารงค์ หารือเรื่องการจัดงบประมาณปี 2553 ของรัฐบาล พรรคเพื่อไทย ซึ่งเธอคิดว่าการจัดงบประมาณนี้มีข้อบกพร่องหลายประการ เช่น การใช้งบประมาณไม่เหมาะสม การตั้งงบประมาณซ้อนในกลุ่มเป้าหมายหลายโครงการ การไม่กระจายงบประมาณไปยังพื้นที่ที่เดือดร้อนจริงๆ และการไม่มีการใช้งบประมาณตามวัตถุประสงค์ เธอยังวิจารณ์การตั้งงบประมาณปี 2552 ที่ยังเหลืออยู่ 21% ซึ่งเธอคิดว่าถ้ามีการใช้งบประมาณตามวัตถุประสงค์ รัฐบาลอาจจะไม่ต้องไปกู้ยืมเงินเยอะขนาดนี้ เธอยังวิจารณการที่รัฐบาลมีการเร่งรัดการใช้งบประมาณภายใน 2 เดือนหลังจึงจะหมดงบประมาณ ซึ่
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ ดิฉัน นางนฤมล ธารดํารงค์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดสมุทรปราการ พรรคเพื่อไทย ในฐานะกรรมาธิการเสียงข้างน้อยค่ะ ดิฉันมีโอกาสได้เปึนหนึ่ง ในกรรมาธิการที่ได้เข้าไปร่วมพิจารณางบประมาณรายจ่ายป้นี้ ๒๕๕๓ สิ่งที่ดิฉันได้เห็น ตลอดระยะเวลาของการพิจารณางบประมาณ ดิฉันมองว่ารัฐบาลนี้ค่อนข้างที่จะบกพร่องไปพอสมควร เกี่ยวกับเรื่องของการบริหาร จัดการในการให้ข้าราชการหรือวางนโยบายให้ข้าราชการใช้งบประมาณ เพราะอย่างที่ กรรมาธิการหลาย ๆ ท่านได้อภิปรายไปแล้วนะคะว่า งบประมาณจากป้ ๒๕๕๒ หลาย ๆ กระทรวงและหลาย ๆ กรม ไม่ได้ใช้ไปอย่างเร่งด่วนหรือเร่งรัด เพื่อให้เกิดการกระตุ้น เศรษฐกิจอย่างแท้จริง และงบประมาณที่ตั้งมาใหม่ก็เปึนการตั้งงบประมาณส่วนใหญ่ จะเปึนเรื่องของงบดําเนินการเสียส่วนใหญ่ แล้วในด้านของงบลงทุนก็มีการโยกไป ย้ายไป ไปอยู่ในส่วนของงบการกระตุ้นเศรษฐกิจ ซึ่งงบตัวนี้เราไม่มีโอกาสได้เข้าไปดูแล เลยว่าตรงไหน ส่วนไหนมันถูกต้องหรือมันอย่างไรหรือเปล่า เพราะขนาดงบประมาณ ที่ดิฉันต้องพูดคํานี้เพราะว่างบประมาณป้ ๒๕๕๓ ที่เราได้ดูกันมันยังเห็นความไม่โปร่งใส หรือว่ายังเห็นการทํางานที่การตั้งงบที่มันยังมีข้อบกพร่องอยู่เยอะ ไม่ว่าจะเปึนเรื่อง ของการตั้งงบประมาณลงไปซ้ําซ้อนในกลุ่มเปัาหมายจํานวนหลาย ๆ โครงการ การตั้งงบ ลงไปไม่ได้ตรงกับวัตถุประสงค์หรือตรงกับความเดือดร้อนของพ่อแม่พี่น้องประชาชน เสียส่วนใหญ่ อย่างบางที่ ในทางภาคอีสาน ภาคใต้หรือว่าแม้แต่ภาคเหนือ เขามีความเดือดร้อน อย่างมาก ไม่ว่าจะเปึนเรื่องของการเกษตร ไม่ว่าจะเปึนอีกหลาย ๆ เรื่อง งบเหล่านี้ก็ลงไป ไม่ได้ถึงเขา จะไปกระจุกกันเสียส่วนใหญ่ มันไม่กระจายออกไปตามพื้นที่ในเขตที่เขา เดือดร้อนจริง ๆ แล้วอย่างบางโครงการ บางโครงการก็มีการตั้งซ้ําซ้อนเข้ามา ป้ ๒๕๕๒ ยังใช้งบไม่หมดเลย ยังใช้งบเรียกว่าบางกระทรวง บางกรมใช้ไป ๑๐ กว่าเปอร์เซ็นต์เองค่ะ ท่านประธาน แต่กลับมาตั้งงบใหม่ป้ ๒๕๕๓ ซึ่งดิฉันมองในส่วนตรงนี้ว่ามันเหมือนกับ การดึงงบไปกองไว้หน้าตักตัวเองเฉย ๆ โดยไม่เอางบตัวนี้มาใช้จ่ายให้มันเกิดประโยชน์สูงสุด ซึ่งดิฉันกลับมองว่างบเหล่านี้ที่ยังเหลืออยู่ปัจจุบัน ๒๑ เปอร์เซ็นต์ อย่างที่ท่านกรรมาธิการ ฐิติมาได้พูดถึงเมื่อสักครู่นี้ มันเปึนเงินถึง ๔๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท งบตัวนี้ถ้ามีการใช้ ตามวัตถุประสงค์ ตามเปัาหมายและโครงการที่ได้เสนอมาให้กรรมาธิการพิจารณาตั้งแต่ ป้ ๒๕๕๒ ชุดเดิม ดิฉันมองว่ารัฐบาลอาจจะแทบไม่ต้องไปกู้ยืมเงินเยอะขนาดนี้เลยนะคะ อย่างในเรื่องของบางพื้นที่ หลาย ๆ พื้นที่มีความเดือดร้อนแต่งบประมาณเหล่านั้นไม่ได้ ลงไปทํา หรือแม้แต่อย่างในส่วนเรื่องของการวิจัยหรืองานวิจัย แม้กระทั่งสภาพัฒน์ หรือสภาวิจัยหลาย ๆ สภาที่เปึนที่ปรึกษาของรัฐบาลนะคะ ก็ไม่ได้ตั้งโครงการดี ๆ หรือว่า โครงการที่จะมารองรับความเดือดร้อนของพ่อแม่พี่น้องประชาชนได้อย่างทันท่วงทีเลย ดิฉันก็เลยจึงมองว่าการจัดงบประมาณคราวนี้มันไม่ใช่เปึนการจัดงบประมาณที่ทั่วถึง ทันที และถูกทางเลย แต่มันกลับกลายเปึนเรื่องของการผลักภาระไปให้ประชาชนต้องทนทุกข์ อย่างทั่วถึงและทันทีเหมือนกัน เพราะฉะนั้นตรงนี้เปึนที่มาว่าทําไมดิฉันถึงจะต้องตัด งบประมาณ ๕ เปอร์เซ็นต์ ไม่ใช่ว่าดิฉันไม่เห็นด้วยกับการตั้งงบประมาณในภาพรวม เสียส่วนใหญ่ในตรงนี้ จริง ๆ แล้วดิฉันไม่ต้องการตัดแค่ ๕ เปอร์เซ็นต์หรอกค่ะ ดิฉันต้องการตัดมากกว่านั้นเยอะเลย แต่เพื่อสงวนสิทธิไว้ตรงนี้ในการที่จะได้อภิปราย แสดงความคิดเห็นในส่วนตรงนี้ สําหรับบางเรื่องที่ดิฉันมองว่าการตั้งงบประมาณในคราวนี้ ที่มีการเร่งรัด อย่างป้ ๒๕๕๒ มีการเร่งรัดเพื่อให้ใช้งบประมาณให้หมดสิ้นภายในเดือน สองเดือนหลังก่อนสิ้นป้งบประมาณ ดิฉันมองว่ามันเปึนการปลูกฝังทัศนคติที่ผิด ๆ นะคะ ทําไมถึงผิด ๆ เพราะว่ามีการเร่งรัดการใช้จ่ายงบประมาณให้หมดไปในช่วง ๒ เดือนหลัง ก่อนหมดปลายงบประมาณ เพื่ออะไรคะ เพื่อเปึนตัวตั้งมาตรฐานในการตั้งงบประมาณ ป้ต่อไป เพราะการตั้งงบประมาณของรัฐบาลอย่างป้ ๒๕๕๓ เราก็จะไปมองป้ ๒๕๕๒ ว่ามีการตั้งงบไว้เท่าไร อย่างไร และก็อาจจะมีการลดลงไปบ้างนิดหน่อยหรืออาจจะ เพิ่มขึ้นให้นิดหน่อย ซึ่งตรงนี้มันเปึนการทําให้เกิดทัศนคติที่ไม่ดีเลยต่อข้าราชการ เปึนการสร้างให้เขา เกิดความรู้สึกว่า เพราะฉะนั้นงบประมาณใช้ทันหรือไม่ทัน ต้องเร่งรีบใช้ เพราะฉะนั้น คุณภาพมันก็จะไม่เกิด ความตรงเปัาหมายหรือว่าการสนองกับนโยบายหรือโครงการต่าง ๆ ที่ควรจะเกิดขึ้นก็ไม่มี อย่างหลาย ๆ กระทรวงที่ดิฉันเจอ ยกตัวอย่าง อย่างกระทรวงการคลัง มีหลายกรม กอง พอสมควรนะคะที่มีการตั้งงบประมาณ ดําเนินงาน ผลผลิต ๓ โครงการถ่ายเอกสารหรือแม้แต่จะเปึนเรื่องของค่าสาธารณูปโภค เท่ากันหมดเลยนะคะ ยอดเท่ากันหมดทั้ง ๓ สํานักงาน มันเปึนไปได้หรือคะท่าน มันเปึนไปไม่ได้หรอกค่ะที่จะตั้งแบบนี้ เมื่อได้มีการสอบถามหรือมีการได้รับคําชี้แจง จากข้าราชการ ก็มีการบอกว่าเมื่องบเหลือเขาก็สามารถที่จะแปรไปใช้อย่างอื่นได้ และดิฉันก็ไปตรวจสอบอย่างกระทรวงอื่น ๆ มีการแปรงบประมาณจากการทําโครงการ เพื่อประชาชนและชุมชน เอาไปเปึนงบประมาณซื้อรถตู้อย่างนี้ ซึ่งเรามีการตัด งบประมาณตัวนี้ลงไปแล้ว จึงอยากเรียนกับท่านประธานผ่านไปทางรัฐบาลว่า การจัดงบประมาณคราวนี้ ดิฉันจึงมองว่าอยากให้เปึนการจัดงบประมาณที่กระจาย มากกว่านี้แล้วก็เกิดประโยชน์ ไม่เกิดการซ้ําซ้อนนะคะ แล้วก็ไม่เปึนแบบบูรณาการนะคะ เพราะเท่าที่ผ่านมาแต่ละกระทรวง แต่ละกรม กอง มีการจัดงบประมาณและโครงการ ต่าง ๆ ที่ซ้ําซ้อนกันมาก ๆ ไม่ว่าจะเปึนเรื่องของงานวิจัย วิจัยเหมือนกันหลาย ๆ กระทรวง หลาย ๆ กรม ตั้งงบวิจัย ตั้งงบอบรมสัมมนาดําเนินการนี่ซ้ําซ้อนกันอย่างมาก ดิฉันก็ไม่เข้าใจว่าจะวิจัยอะไรกันนักหนา เพราะว่าแต่ละกระทรวงที่ได้วิจัยกันออกมา งานแต่ละส่วนที่เขาได้ไป จะเปึนรางวัลที่ไปตั้งโชว์ตามกระทรวง ตามกรม เปึนความภาคภูมิใจของเจ้ากระทรวงทั้งหลาย แต่ทราบไหมคะว่าสิ่งเหล่านี้ ไม่มีการประชาสัมพันธ์เท่าไรเลยลงไปสู่ประชาชน พ่อ แม่ พี่ น้อง ไม่มีโอกาสได้ใช้ความรู้ หรือมันสมองเหล่านี้เท่าไรเลยนะคะ ก็ต้องขอฝากรัฐบาลตรงนี้ไว้ด้วยนะคะ ขอบพระคุณค่ะ