ฐิติมา ฉายแสง สภาผู้แทนราษฎรจังหวัดฉะเชิงเทรา พรรคเพื่อไทย หารือเรื่องงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2553 และไม่เห็นด้วยกับการตั้งงบประมาณนี้ เนื่องจากไม่มีหลักเกณฑ์ ทำให้เศรษฐกิจของประเทศไม่ดี เธอยังขอให้การบริหารราชการแผ่นดินจัดสรรงบประมาณให้เหมาะสม โดยเฉพาะงบประมาณดอกเบี้ยของเงินกู้ 400,000 ล้านบาท
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ดิฉัน ฐิติมา ฉายแสง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดฉะเชิงเทรา พรรคเพื่อไทยค่ะ ท่านประธานคะ ดิฉันเปึนหนึ่งในคณะกรรมาธิการพิจารณางบประมาณรายจ่ายประจําป้ ซึ่งดิฉันเข้าไปทําหน้าที่นั้นก็ได้พบว่าผู้ที่ต้องขอชมเชยว่าเปึนประธานคณะกรรมาธิการ ณ ขณะนั้นได้ดีคือ ท่านไตรรงค์ สุวรรณคีรี ซึ่งท่านเปึนรองประธาน แต่อย่างไรก็ตามดิฉันเอง ก็มีข้อท้วงติงมากมายหลายครั้งกับท่านไตรรงค์ สุวรรณคีรี และในการท้วงติงต่าง ๆ นั้น มันก็จะมาเปึนเรื่องที่ดิฉันเองก็จะมาเล่าสู่กันฟังด้วยนะคะท่านประธาน ท่านประธานคะ สรุปว่าป้นี้งบประมาณรายจ่ายประจําป้ ๒๕๕๓ นั้น ก็จะออกมาเปึนกฎหมายใน ๑-๒ วันนี้แล้ว ซึ่งมันเปึนตัวเลขที่ ๑.๗ ล้านล้านบาท เรารู้กันอยู่ แต่นั่นล่ะค่ะ มันคือน้อยกว่าป้ที่แล้ว ๑๒.๙ เปอร์เซ็นต์ เพราะป้ที่แล้วตั้งไว้ที่ ๑.๙๕ ล้านล้านบาท การตั้งงบประมาณน้อยกว่าป้ที่แล้วนี้ ถ้าภาษาทางเศรษฐศาสตร์เขาก็คงเรียกว่า เนกกะทีฟ โกรธ บัดเจท (Negative Growth Budget) แต่ว่าการตั้งงบประมาณ จะมากกว่าหรือจะเท่ากับป้ที่แล้วหรือจะน้อยกว่าป้ที่แล้วนั้น มุมมองดิฉันเองคิดว่า ต่างประเทศเขาเฝัามองดูเราอยู่ โดยเฉพาะนักลงทุนต่างชาติเขาเฝัามองดูแน่นอน ถ้าหากการตั้งงบประมาณนั้นเปึนลักษณะของบวกคือเพิ่มขึ้นจากป้ที่แล้ว มันก็หมายความว่าเศรษฐกิจของชาติเราคาดการณ์ว่าจะดี รัฐบาลนั้นจะมีเงินใช้มากขึ้น มีงานมากขึ้น มีรายได้มากขึ้น หรือว่าบริการสาธารณะก็อาจจะมากขึ้น เม็ดเงินจะสะพัด ในประเทศมากขึ้น เศรษฐกิจจะขยายตัว ถ้าเปึนลักษณะของการเพิ่มมากขึ้น จะมองแบบนั้น เช่น งบประมาณป้ ๒๕๕๒ อย่างไรคะ ที่เปรียบเทียบกับงบประมาณ ป้ ๒๕๕๑ ป้ ๒๕๕๒ ตั้ง ๑.๙๕ ล้านล้านบาท แต่ป้ ๒๕๕๑ ตั้งที่ ๑.๖๖ ล้านล้านบาท เพราะฉะนั้นมันเพิ่มขึ้น ๑๗.๕ เปอร์เซ็นต์ ท่านประธานคะ เมื่อ ๕-๖ ป้ที่ผ่านมานั้น รัฐบาลตั้งงบประมาณเปึนลักษณะเพิ่มมากกว่าป้ที่แล้วมาตลอดเลย แต่อยู่ดี ๆ ป้นี้ มาตั้งแบบลักษณะที่จะพูดง่าย ๆ กันก็คือติดลบนั่นเอง สมมุตินะคะ ติดลบต่ํากว่าป้ที่แล้ว ดิฉันคิดว่ามันเปึนการบ่งบอกหรือส่งสัญญาณที่ผิดไปให้นักลงทุนต่างชาติท่านประธาน เขาเฝัามองดูประเทศไทยอยู่แล้วและกําลังตัดสินใจว่าจะมาลงทุนในประเทศไทยดีหรือไม่ พอเขารู้ว่าเรากําลังจะตั้งงบประมาณเดี๋ยวออกมาเปึนกฎหมาย เปึนลักษณะของต่ํากว่า ป้ที่แล้ว เขาก็อาจจะต้องตัดสินใจใหม่แล้ว คิดว่า เศรษฐกิจของชาติประเทศไทยนั้น คงจะไม่ดีแน่ คงจะหดตัวอย่างแรงแน่ เพราะรัฐบาลไม่ได้ใส่เม็ดเงินลงไปกระตุ้นเศรษฐกิจ เพราะฉะนั้นการตั้งงบประมาณมันจึงเปึนสัญญาณที่ดิฉันอยากจะย้ําว่า บ่งบอกว่า สภาพเศรษฐกิจนั้น ในอนาคตนั้นมันจะเปึนอย่างไร มันบ่งบอกได้ แค่การตั้งงบประมาณ แบบ ซีโร โกรธ บัดเจท (Zero Growth Budget) คือเท่ากับป้ที่แล้วก็แย่อยู่แล้วนะคะ ป้นี้เรากลับกลายมาเปึนลักษณะของการต่ํากว่าป้ที่แล้วเข้าไปอีก เพราะฉะนั้นดิฉันจึงไม่เห็นด้วย กับการตั้งงบประมาณ นี่คือเรื่องแรกที่ดิฉันจะบอกว่าไม่เห็นด้วยกับการตั้งงบประมาณของรายจ่ายป้ ๒๕๕๓ ที่เรากําลังจะสรุปกัน เพราะว่ามันทําแบบไม่มีหลักเกณฑ์ท่านประธาน ไม่มีหลักเกณฑ์ เพราะว่า อย่างเช่น ในเอกสารบันทึกวิเคราะห์เองในตอนแรก ๆ เราก็ใช้อยู่ท่านประธาน ก็บ่งบอกว่าป้ ๒๕๕๒ จีดีพี ทางรัฐบาลก็บอกอยู่แล้วว่าจะติดลบ ๓.๕-๒ เปอร์เซ็นต์ ท่านบอกแบบนั้น บางคนพยากรณ์ว่ามันอาจจะติดลบไปถึง ๗ เปอร์เซ็นต์ด้วยซ้ํา แล้วท่านก็บอกไว้ในบันทึกวิเคราะห์ว่าป้ ๒๕๕๓ จีดีพีจะเปึนบวก แล้วทําไมท่านถึงต้อง ตั้งงบประมาณต่ํากว่าป้ที่แล้ว ต่ําไปถึงลบ ๑๒.๙ เปอร์เซ็นต์ มันฮวบฮาบเกินไป อย่างประเทศฝรั่งเศสท่านประธาน จีดีพีของเขานั้นลดลง ๒ เปอร์เซ็นต์ เขาก็ตั้งงบประมาณลดลง ๒ เปอร์เซ็นต์ ของเราคาดการณ์จะบวก แต่ตั้งลบไป ๑๒.๙ เปอร์เซ็นต์ มันอะไรกัน เพราะฉะนั้นเอาล่ะ รัฐบาลก็ชอบอ้างว่าเก็บรายได้ไม่เข้าเปัา จะให้ตั้งงบประมาณเท่ากับป้ที่แล้วหรือจะมากกว่าได้อย่างไร ท่านประธาน นั่นก็เปึน เพราะว่ารัฐบาลของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง คุณกรณ์ จาติกวณิช คาดการณ์ไม่เปึน คาดการณ์ผิดอยู่เรื่อยด้วยซ้ํา ถ้าตัวเลขดังที่ ดอกเตอร์สุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล มักจะพูดอยู่เรื่อย ๆ ดิฉันก็เห็นด้วยเพราะว่าอะไร เพราะว่าไม่มีความเชี่ยวชาญ ดําเนินงานมาผิดทาง ตั้งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ยังผิดคนเลย ควรจะตั้งท่านไตรรงค์ สุวรรณคีรี อดีตรัฐมนตรี เก่งมาก ไม่ตั้ง หรือจะตั้ง ท่านพิเชษฐ พันธุ์วิชาติกุล อดีตรัฐมนตรีอีก ก็เก่งอีก ก็ไม่ตั้ง เพราะฉะนั้นดิฉันจึงแปลกอก แปลกใจ นอกจากนั้นแล้วแผนงานงบประมาณกลางป้ก็ไม่ได้กระตุ้นเศรษฐกิจอย่างจริงเลย เพราะว่าอะไร ถึงแม้ว่าท่านจะใส่เม็ดเงินลงไปในระบบเศรษฐกิจถึง ๑๑๖,๗๐๐ ล้านบาทแล้ว เราจะเห็นว่า ยกตัวอย่างเช็คช่วยชาติ ๒,๐๐๐ บาท เราก็รู้อยู่ แล้วท่านประธานทราบไหมคะว่า ดัชนีชี้วัดความเชื่อมั่นของผู้บริโภคนั้นมันไม่กระเตื้องขึ้นเลยนะคะท่านประธาน แถมตัวชี้วัดภาษีมูลค่าเพิ่มเองก็ติดลบ ติดลบมากขึ้น จากลบ ๑๑.๗ เปอร์เซ็นต์ ในเดือนมิถุนายน ๒๕๕๒ เปึนลบ ๑๖.๔ เปอร์เซ็นต์ ในเดือนกรกฎาคม ๒๕๕๒ ติดลบ มากขึ้นอีก มีมากกว่านั้นค่ะท่านประธาน ดัชนีราคาสินค้าเกษตรก็ติดลบมากขึ้น รายได้เกษตรกรที่แท้จริงก็ติดลบ จากลบ ๑๔ เปอร์เซ็นต์ในเดือนมิถุนายน เปึนลบ ๑๘.๙ เปอร์เซ็นต์ในเดือนกรกฎาคม เพราะฉะนั้นการจะมาบริหารประเทศ โดยเฉพาะ เกี่ยวกับกระทรวงการคลังนั้นจึงต้องมีความเชี่ยวชาญ ต้องมองภาพออกและแก้ปัญหาได้ แต่การบริหารงานยังพบอีกว่าขาดประสิทธิภาพค่ะท่านประธาน ขาดอย่างไร ท่านไม่ได้ พยายามเร่งรัดให้หน่วยราชการนั้นใช้จ่ายเงินให้ได้ตามแผนงานเลย ดิฉันพบว่า เวลาไปเปึนกรรมาธิการเราก็พบว่าหน่วยงานราชการไม่ใช้จ่ายเงินตามแผนงาน เพราะฉะนั้นมันจึงเปึนอย่างไร การเบิกจ่ายเงินของหน่วยราชการมันล่าช้าเกินไป ล่าช้ามาก พบว่าในเดือนมิถุนายนนั้นใช้จ่ายไปเพียงแค่ ๖๖ เปอร์เซ็นต์เท่านั้นเอง เอาล่ะตอนนี้ จะมาบอกว่าอาจจะเปึน ๗๘ เปอร์เซ็นต์ แต่ถามว่า ๒๒ เปอร์เซ็นต์ที่เหลือจะเปึนเงินเท่าไร ท่านประธานทราบไหมคะว่า ถ้าเราเอา ๒๒ เปอร์เซ็นต์ที่เหลือที่ไม่ยอมใช้จ่ายกัน ณ วันนี้ คูณด้วย ๑.๙๕ ล้านล้านบาทแล้วออกมาเปึนอะไร ออกมาเปึนโน้น ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ถามว่า ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาทควรจะให้ลงมาสู่ในระบบเศรษฐกิจไหม ควรอย่างยิ่ง แต่นี่คือการบริหารจัดการที่ไม่มีประสิทธิภาพ เพราะฉะนั้นรัฐบาลชุดนี้พยายามทําตัว เหมือนกับว่าเม็ดเงินต่าง ๆ นั้นมันนิ่งอยู่กับที่ รอฟัา รอฝน รอเทวดาช่วยนั่นเอง ท่านประธาน เพราะฉะนั้นถ้าเราไม่มีปัญหาการเมืองในประเทศไทย ท่านประธาน แล้วรัฐบาลพรรคพลังประชาชนก็ดี หรือพรรคเพื่อไทยก็ดี ได้บริหารประเทศต่อมาจนถึง ณ บัดนี้ เศรษฐกิจของชาติไม่เลวร้ายขนาดนี้แน่นอน ประชาชนคนไทยจะได้เห็นงาน มากมายใหญ่ ๆ โต ๆ ก็ดี หรือว่างานใหม่ที่เกิดขึ้น รายได้ที่จะมาจากภาคส่งออก หรือจะมาจากสินค้าบริการ จากการท่องเที่ยว ต้องได้เห็นแน่นอนท่านประธาน แต่นี่น่าเสียดายโอกาสของคนไทย น่าเสียดายโอกาสของประเทศไทยที่มีรัฐบาลชุดนี้ บริหารประเทศ เพราะฉะนั้นจึงทําให้ประเทศไทยนั้นตกอันดับไปหลายขุมทีเดียว แพ้ประเทศอื่นในภูมิภาคนี้อย่างมากมาย ทีนี้ท่านประธานเรามาดูมากกว่านั้น ดิฉันไปเปึนกรรมาธิการ พูดหลายครั้งแล้วว่าเปึนกรรมาธิการ ดิฉันเองบอกว่า การตั้งงบประมาณที่ ๑.๗ ล้านล้านบาทนั้น ดิฉันไม่เห็นด้วย แต่เรามาดูที่การจัดสรร งบประมาณตามงบรายจ่ายค่ะ ท่านประธาน ดูว่ามันเปึนอย่างไร จากเล่มโดยสังเขป นี่นะคะ หลายคนจะเห็นเล่มเล็ก ๆ พอเป่ดไปมันมีหน้า ๒๙ ก็จะพูดถึงการจําแนก คือการจัดสรรงบประมาณตามงบรายจ่ายนั่นเอง ซึ่งมันก็จะมีให้ดู ซึ่งการดู ต้องเปรียบเทียบท่านประธาน เขาเลยเปรียบเทียบไว้ให้กับป้ ๒๕๕๒ ก็พบว่าป้ ๒๕๕๓ นั้น ลบ ๑๒.๙ เปอร์เซ็นต์ งบบุคลากรลดลง งบลงทุนลดลงกว่าป้ ๒๕๕๒ งบเงินอุดหนุนลดลง งบรายจ่ายอื่นลดลง แต่แปลกมากค่ะ แปลกที่ดันมาเพิ่มเอาที่งบดําเนินงาน จากเล่มนี้ บอกไว้ว่าเพิ่มไป ๖.๕ เปอร์เซ็นต์ มันหมายความว่างบดําเนินงานคืออะไร คือรายจ่าย เพื่อการบริหาร เช่น ค่าตอบแทนใช้สอยวัสดุ และสาธารณูปโภค ท่านประธานคะ งบประมาณมันลดลงโดยรวมของประเทศเลย งบประมาณรายจ่ายลด ๑๒.๙ เปอร์เซ็นต์ นั่นหมายความว่าอะไร หมายความว่าท่านลงทุนน้อยลง งานก็ต้องน้อยลง งบดําเนินงาน ควรจะน้อยลงด้วย แต่ปรากฏว่างบดําเนินงานของงบป้ ๒๕๕๓ ที่เรากําลังพิจารณาอยู่นี้ กลับเพิ่มขึ้น กลับเพิ่มขึ้นทําไม ทําไมจะต้องมานั่งใช้วัสดุสํานักงานในงบดําเนินงาน ปากกา ดินสอ กระดาษมากขึ้นหรือ หรือว่าค่าตอบแทนใครมากขึ้น เอาล่ะประเด็นนี้ ดิฉันก็ถามในชั้นกรรมาธิการกับสํานักงบประมาณ ถามว่าทําไมงบดําเนินงานถึงบวก ทําไมถึงเพิ่มขึ้น สํานักงบประมาณตอบมาให้ดิฉันทราบว่า มันเปึนค่าตอบแทน ตําแหน่งกํานัน ผู้ใหญ่บ้าน ท่านตอบแบบนั้น เอาล่ะงบนี้มันก็มีความสําคัญ แต่มันจะอยู่ หมวดไหนก็แล้วแต่ ดิฉันพบว่าป้ที่แล้วค่าตอบแทนกํานัน ผู้ใหญ่บ้าน ไปอยู่ในงบรายจ่ายอื่น อันนั้นไม่ใช่สาระสําคัญตอนนี้ แต่สํานักงบประมาณตอบดิฉันว่ามันเพิ่มขึ้นเปึนเพราะว่า มันมีงบค่าตอบแทนกํานัน ผู้ใหญ่บ้านเพิ่มขึ้น ดิฉันก็เลยทดลองดู หักลบออกมา หักลบค่าตอบแทนกํานัน ผู้ใหญ่บ้านออกมาเลย ปรากฏว่าเมื่อเปรียบเทียบแล้ว มันบวกกันได้ ๑๕,๐๐๐ ล้านบาท ประมาณนี้ และเมื่อเปรียบเทียบแล้วมันลดลงไป แค่ ๑.๘ เปอร์เซ็นต์เท่านั้นเอง แต่ทําไมล่ะ ทําไมงบดําเนินงานที่เพิ่มขึ้นมันถึงเพิ่มขึ้น มากกว่าล่ะ เพราะฉะนั้นงบดําเนินงานที่เพิ่มขึ้นแสดงว่ามันมีรายจ่าย รายละเอียดตัวอื่น เข้ามาแทรกทําให้มันมีเพิ่มขึ้น อันนี้มันคือความผิดปกติ แล้วความไม่สมบูรณ์ ไม่สมควร ที่จะตั้งงบดําเนินงานเพิ่มขึ้น เมื่องบประมาณโดยรวมลดลง งบดําเนินงานควรจะลดลง ด้วยเช่นกันท่านประธาน เอาล่ะค่ะเรื่องอื่นที่ดิฉันพบมันเปึนเรื่องของปัญหาชายแดน ภาคใต้ที่ดิฉันคิดว่าในภาพรวม การตั้งงบประมาณ ๑.๗ ล้านล้านบาทนั้น ดิฉันพบว่า รัฐบาลชุดนี้แน่นอนให้ความสําคัญกับปัญหาชายแดนภาคใต้ แต่ว่าไร้ทิศทางสิ้นดี ที่ว่าไร้ทิศทางเพราะว่า ถ้าเรามาดูรายละเอียดการจัดสรรงบประมาณแล้ว อาจจะเปึน การใช้งบประมาณแก้ปัญหาชายแดนภาคใต้มากเกินไป เพราะจัดสรรโดยรวม ให้จังหวัดปัตตานี จังหวัดยะลา จังหวัดนราธิวาส จังหวัดสตูล จังหวัดสงขลา มากถึง ๑๖,๕๐๐ ล้านบาท นอกจากอาจจะมากเกินไปแล้ว อาจจะเรียกได้ว่าสะเปะสะปะ กระจัดกระจาย เพราะจัดสรรงบประมาณให้ถึง ๓๐ หน่วยงาน ในวงเงิน ๑๖,๕๐๐ ล้านบาท ท่านประธานคะ ขออนุญาตที่จะโชว์นิดหน่อยนะคะ เปึนหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ณ เดือนมิถุนายน ที่เราเริ่มต้นพิจารณา เขารวบรวมไว้ค่ะ ว่ามีหน่วยงานไหน ใช้งบประมาณเพื่อแก้ปัญหาชายแดนภาคใต้บ้าง เขารวบรวมไว้ ๒๗ หน่วยงาน ดิฉันยังไปพบมากขึ้น เพราะเราเปึนกรรมาธิการ เรารู้รายละเอียด เราก็พบว่า ๓๐ นี่ ไปกันใหญ่เลย เยอะแยะ ใช้ไปกันใหญ่ เอาละมีใครบ้าง ประมาณการนะคะ เช่น สํานักข่าวกรองแห่งชาติ ก็ใช้ ๔๘ ล้านบาท กอ.รมน. ใช้ ๗,๕๐๐ ล้านบาท กองทัพบกหรือกองทัพทั้งหมดใช้ ๔,๐๐๐ ล้านบาท กรมการข้าวก็ไปค่ะ ๕,๐๐๐,๐๐๐ บาท เพราะฉะนั้นดิฉันเจอ เจอเพิ่มอะไร เจอเพิ่มงบกองทัพเรือว่า ๙๐๐ ล้านบาท สํานักงานปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ๑๖๑ ล้านบาท มหาวิทยาลัยก็เพิ่ม มีมหาวิทยาลัยนราธิวาสราชนครินทร์เพิ่มขึ้น เพราะฉะนั้นท่านประธานค่ะ การจัดสรรงบประมาณแบบกระจัดกระจายหลายหน่วยงานนั้น มันทําให้ถูกมองว่ามันขาดเอกภาพ คือต่างคนต่างคิด ต่างคนต่างทํา ต่างคนต่างตั้ง งบประมาณกันเข้าไป ตามความเข้าใจของตัวเอง แล้วก็มาของบประมาณไปแก้ปัญหา เพราะฉะนั้นเมื่อขาดเอกภาพ งานมันก็อาจจะซ้ําซ้อนในกลุ่มเปัาหมายได้ หรือเมื่อรู้ว่า หน่วยงานนั้นทําอยู่เรื่องเดียวกัน เพราะไม่ได้ตั้ง ไม่ได้ตกลงกันไว้ ไม่ได้คุยกันไว้ เรื่องเดียวกัน ยังดีกว่า หน่วยงานเราอย่าเพิ่งทําเลย เพราะฉะนั้นมันจึงไม่มีประสิทธิภาพ ท่านประธาน มันไม่เปึนไปตามแผนนั่นเอง ดิฉันจึงไม่เห็นด้วยกับการจัดสรรงบประมาณ ที่จะกระจัดกระจายไปหลายหน่วยงานของภาคใต้แบบนี้ ดิฉันก็เสนอในที่ประชุมของ กรรมาธิการ ในชั้นกรรมาธิการบอกว่ามันต้องมีหน่วยงานใดหน่วยหนึ่ง ที่ทําหน้าที่ อย่างชัดเจนไปเลย หน่วยงานหลักนั้นเลย ไม่จําเปึนต้องเปึนหน่วยงานของทหาร ท่านประธาน ไม่จําเปึน เปึนหน่วยงานหลักนี่ล่ะที่ต้องดูแลได้ทั้งเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง เสร็จแล้วก็บูรณาการร่วมกันกับหน่วยงานอื่น กระทรวงอื่น ขอบุคลากร เข้ามา ขออะไรเข้ามาก็ว่ากันไป ทีนี้ท่านประธาน เรามาดูว่าจังหวัดภาคใต้ที่ดิฉันกล่าวถึงนั้น ได้รับงบประมาณอย่างไร ถ้าเรามานั่งคํานวณ ๑๖,๕๐๐ ล้านบาทนั้น หารด้วย ๕ จังหวัด เข้าไป จังหวัดละ ๓,๓๐๐ ล้านบาท ๓,๓๐๐ ล้านบาท เมื่อเทียบกับจังหวัดอื่น ๆ ใน ๗๕ จังหวัด บวก กทม. อะไรก็แล้วแต่เข้าไปนี่ ท่านทราบไหมคะว่าป้นี้เขาจัดเท่าไร ป้นี้จัดแค่เพียงจังหวัดละ ๓๐ ล้านบาทเองประมาณนั้น ปักษ์ใต้มีปัญหาเราเข้าใจ เรารู้ว่าเขาเดือดร้อนอยู่ ตั้งงบประมาณเข้าไป กระจัดกระจาย สะเปะสะปะเข้าไปที่จังหวัดละ ๓,๓๐๐ ล้านบาท แน่นอนความสําคัญอาจจะไม่ได้มีมากเท่า เช่น จังหวัดสงขลา กับจังหวัดสตูลอาจจะไม่มากเท่ากับจังหวัดปัตตานี จังหวัดยะลา ที่จังหวัดนราธิวาส ไม่มากเท่า แต่มันกระจัดกระจายในหน่วยงานทั้งหมด เพราะฉะนั้นการทุ่มงบประมาณ แบบนี้ ดิฉันถามว่ามากมายแบบนี้ มันแก้ปัญหาภาคใต้ได้ไหม ถ้าหากไม่ได้ด้วยล่ะ ต่อจากนี้ไปยังระเบิดตูมตาม ยังฆ่ากันตาย ยังไม่มีการพัฒนาอีกละ นั่นหมายความว่าอะไร หมายความท่านกําลังถลําลึกผิดทางไปเรื่อย ๆ เงินรั่วไหลแน่นอนท่านประธาน
เพราะฉะนั้นประเด็นสุดท้าย เปึนประเด็นที่ดิฉันอยากจะหยิบยกว่า เปึนการตั้งงบประมาณคราวนี้ที่ไม่ครบถ้วน ไม่ครบถ้วนอย่างไร ไม่ครบถ้วนในกิจกรรม ที่เกิดขึ้น ถามว่าครบถ้วนอย่างไรบ้าง ดิฉันพบอย่างนี้ค่ะ พบว่าทั้งคุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และคุณกรณ์ จาติกวณิช นั้น ผิดพลาดกับการตั้งงบประมาณมากเลยทีเดียว ตั้งแต่แรก ก่อนจะเข้าชั้นกรรมาธิการ พบว่าการตั้งงบประมาณมันไม่ครบถ้วน ก็เพราะว่าพวกเราทุกคน รู้กันอยู่ว่ารัฐบาลของคุณอภิสิทธิ์นั้น กู้เงินโดยให้อํานาจกระทรวงการคลังมีอํานาจในการ กู้เงิน พ.ร.ก. ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาทเรารู้อยู่ เข้าสภาไปแล้วเรียบร้อย สํานักงานบริหาร หนี้สาธารณะควรจะรู้ว่าเงินกู้ ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาทนั้น จะต้องใช้ดอกเบี้ย ต้องตั้ง แล้วเราก็พูดกันอยู่ว่าประมาณ ๔ เปอร์เซ็นต์ ถ้าถามคํานวณง่าย ๆ ๔ เปอร์เซ็นต์ ของ ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาทก็คือ ๑๖,๐๐๐ ล้านบาท ต้องตั้ง แต่ปรากฏว่าไม่ได้ตั้ง แต่ถามว่า กรรมาธิการพิจารณาไหม พิจารณา สุดท้ายไม่ได้มีการแปรญัตติให้เลยไม่รู้ว่า จะเอาดอกเบี้ยจากที่ไหนกันอีก ท่านประธาน เพราะฉะนั้นมันจึงเปึนปัญหา แต่ถามว่า ถ้าเขาคิดจะมาใช้งบกลางมันก็ไม่ได้อีก เพราะสํานักงบประมาณเคยอธิบายให้ดิฉันฟัง งบกลางเปึนอย่างไร งบกลางมันต้องเปึนรายการที่จัดหมวดหมู่ได้ชัดเจนว่า จะให้หน่วยงานไหน ตามหลักการจําแนก เช่น เงินเบี้ยหวัด บําเหน็จ บํานาญ เงินสมทบ ลูกจ้างประจําเปึนต้นอย่างนี้ หรือเปึนรายการที่คาดไม่ได้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ก็คือฉุกเฉิน นั่นเอง อย่างนี้คืองบกลาง แต่ถามว่าค่าดอกเบี้ยที่ ๑๖,๐๐๐ ล้านบาทนี้ ประมาณนี้รู้ไหมว่า จะต้องใช้ รู้มาตั้งนานแล้ว ท่านทราบไหมคะว่าสํานักงานบริหารหนี้สาธารณะเข้ามาชี้แจง ในชั้นกรรมาธิการนั้น ๒ รอบ รอบแรกตอบไม่ได้เลยเกี่ยวกับดอกเบี้ย เกี่ยวกับ งบประมาณที่จะใช้ในแผนงานที่จะใช้ในเอสพี ๒ ก็คือโครงการปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง ตอบไม่ได้เลย เพราะฉะนั้นจึงถูกให้กลับบ้านไปก่อน แล้วกลับมาใหม่ กลับมาใหม่ ถึงมามาเปึนแบบนี้ มาตอบว่าก็ไม่ได้ตั้ง สุดท้ายดอกเบี้ยไม่ตั้ง ยังไม่รู้จะไปเอาเงิน จากไหนนี่ล่ะคะที่ดิฉันประหลาดใจว่าเปึนการบริหารราชการแผ่นดินของนายกรัฐมนตรี อภิสิทธิ์ และคุณกรณ์ จาติกวณิช ที่ดิฉันไม่สบายใจอย่างยิ่ง เพราะว่าท่านวางแผนได้ไม่ดีพอ ท่านควรจะนําดอกเบี้ยนั้นอยู่ในสํานักงานบริหารหนี้สาธารณะ ซึ่งขอไว้ตั้งหลายแสนล้านบาท สรุปโดยรวมนะคะท่านประธาน ดิฉันก็เลยไม่เห็นด้วยกับการตั้งงบประมาณ ๑.๗ ล้านล้านบาท เปึนแบบต่ํากว่าป้ที่แล้ว เพราะอย่างน้อยท่านควรจะตั้งแบบเท่ากับ ป้ที่แล้ว เพื่อเปึนสัญญาณบ่งบอกไปที่ต่างประเทศให้ชาวต่างประเทศที่จะมาลงทุนนั้น ได้มีความมั่นอกมั่นใจมากขึ้น และท่านก็ทําได้ ตามหลักการจริง ๆ ทําได้ แต่ท่าน คาดการณ์ผิด คาดการณ์ท่านจะมาบอกว่า แหม ถ้าไม่มีเงินจะมาป่ดหีบ โทษที ท่านกู้เงิน เพื่อป่ดหีบ ท่านก็รู้อยู่แล้วว่าท่านจะป่ดหีบ ๒๐๐,๐๐๐ ล้านบาทอีก เพราะฉะนั้น จึงไม่มั่นใจต่อการจัดสรรงบประมาณตามรายละเอียดในบางเรื่อง บางราว บางกรมที่ผ่านมา แล้วดิฉันตัดงบประมาณไว้ ๕ เปอร์เซ็นต์นั้นก็เพื่อที่จะอภิปรายในวันนี้เท่านั้นเองค่ะ ท่านประธาน ขอบพระคุณค่ะ