ฐิติมา ฉายแสง หารือเรื่องงบประมาณของกระทรวงการคลัง โดยเฉพาะโครงการที่ไม่เห็นด้วย เธอเสนอว่าเงินควรใช้ประโยชน์กับเกษตรกรที่เดือดร้อน และเรียกร้องให้กรมบัญชีกลางมีบทบาทสำคัญในการควบคุมการใช้จ่ายเงินของภาครัฐ
กราบเรียนประธานสภาที่เคารพ ดิฉัน ฐิติมา ฉายแสง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดฉะเชิงเทรา พรรคเพื่อไทยค่ะ ท่านประธานคะ ดิฉันเปึนกรรมาธิการคนหนึ่งอยู่แล้ว แล้วก็ขออนุญาตที่จะปรับลด งบประมาณของกระทรวงการคลัง แต่ว่าวันนี้ดิฉันจะไม่ใช้เวลามากมาย แต่ลักษณะที่ จะพูดไปก็คงจะเปึนแบบเจาะลึกลงไปในแผนงานของบางหน่วยงานไปเลยว่าทําไมดิฉัน ถึงปรับลดงบประมาณ ท่านประธานคะ ดิฉันสนใจว่ากระทรวงการคลังนั้นได้รับ งบประมาณสูงทีเดียวเปึนอันดับ ๒ ด้วยซ้ําไป มี ๕ กรม ๕ สํานัก แต่กรมหรือสํานักที่ดิฉันสนใจนั้นก็จะเปึนสํานักงานปลัดกระทรวงการคลัง ซึ่งสํานักงาน ปลัดกระทรวงการคลังนั้นก็จะมีแผนงานอยู่หลายแผนงานและเปึนหน่วยงานแรก ๆ ด้วยที่เข้ามาในชั้นกรรมาธิการ เราจะพิจารณา ทําให้ดิฉันได้รับทราบภาพรวมของ กระทรวงการคลังว่ากระทรวงการคลังนั้นท่านต้องทําในด้านจัดเก็บรายได้ การลงทุนของ รัฐบาล การกู้หนี้สาธารณะ การควบคุมการเบิกจ่ายเงินของรัฐบาล ถ้าเปึนบริษัท ก็เหมือนกับเปึนฝ์ายการเงินและบัญชีของบริษัทนั่นเอง เพราะฉะนั้นสํานักงานปลัด กระทรวงการคลังก็ด้วยเช่นกันที่มีงบประมาณอยู่สูง และแผนงานที่ดิฉันจะเจาะลึกลงไป เลยที่ว่าไม่เห็นด้วยนั้นคืออะไร ท่านประธานดิฉันพบว่ากระทรวงการคลังโดยสํานักงาน ปลัดกระทรวงการคลังนั้นมีแผนงานที่เรียกว่า โครงการคลังของไทย คลังของชาติ ตั้งงบประมาณไว้ที่ ๘๐ ล้านบาท ด้วยเหตุผลที่มาบอกกับกรรมาธิการว่า ๘๐ ล้านบาท นั้นจะทําการประชาสัมพันธ์การออกพันธบัตรเงินกู้ ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาทนั่นละค่ะ จะเปึนการประชาสัมพันธ์ ซึ่งดิฉันคิดว่าการประชาสัมพันธ์ การกู้เงินของรัฐบาลนั้น ไม่จําเปึนต้องมาใช้งบประมาณ ๘๐ ล้านบาท เพราะอะไร เพราะว่าท่านประธานลองคิดดู นะคะว่า เราพูดกันในสภาก็เรื่องนี้ พ.ร.ก. กู้เงิน ให้อํานาจกระทรวงการคลังกู้เงิน เราก็พูด กันไปเยอะ ได้ออกอากาศกันไป ออกวิทยุกันไป ประชาชนรับทราบไปแล้ว หรือข่าวคราวที่ ออกตามสื่อวิทยุ โทรทัศน์ต่าง ๆ ก็มีมากมายหรือธนาคารเอง ผู้จัดจําหน่าย ต่อจากนี้ไป เมื่อเขามาขายพันธบัตรกันอีก มากู้กันอีกนี้ ก็จะมีการโฆษณาประชาสัมพันธ์ เพราะฉะนั้นมันมีการประชาสัมพันธ์กันอยู่แล้ว เราจึงไม่ควรจะมาเสียเงิน ๘๐ ล้านบาท กันอีก นี่คือเหตุผลที่ดิฉันก็พูดอยู่ในชั้นกรรมาธิการด้วยนะคะ เพราะฉะนั้นในยาม ที่ประเทศจนลงตามที่ท่านไตรรงค์ สุวรรณคีรี ท่านพูดไว้ หน่วยราชการเองก็ควรจะ ช่วยกันคํานึงถึงเรื่องนี้ด้วย จึงขอตัดงบประมาณในแผนงานนี้ของสํานักงาน ปลัดกระทรวงการคลัง
สํานักต่อไปนะคะท่านประธาน เปึนสํานักที่มีชื่อว่า สํานักงาน คณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ ท่านประธานคะหน่วยงานนี้ต้องกํากับดูแลรัฐวิสาหกิจ ทั่วไปหมดเลย รวมทั้งรัฐวิสาหกิจที่มีบริษัทลูกกันอีก เอาละค่ะ นั่นไม่เปึนอะไร แต่โครงการที่ดิฉันไม่เห็นด้วยนั้นคืออะไร เขาจะตั้งโครงการ โครงการประชาสัมพันธ์ อีกแล้วค่ะ เพื่อเสริมสร้างความเข้าใจนโยบายพัฒนารัฐวิสาหกิจ ตั้งไว้ ๑๗ ล้านบาท ดิฉัน เองไม่แน่ใจนะคะว่าคณะอนุกรรมาธิการด้านนี้ได้ตัดงบประมาณตรงนี้ไปหรือไม่ ต้องยอมรับนะคะ เพราะว่าเวลาที่อนุกรรมาธิการท่านมาชี้แจง ก็อาจจะชี้แจงกันอย่าง ที่ว่ารวดเร็วหน่อย เพราะเวลามันเร่งรัดกันเหลือเกินนะคะ ดิฉันอาจจะฟังไม่ทัน แต่อย่างไรก็ตาม ลองฟังเหตุผลของดิฉันนะคะว่าถ้าโครงการนี้อยู่ทําไมดิฉันจึงตัด ดิฉัน คิดว่าการประชาสัมพันธ์ในลักษณะนี้ คือการสร้างความเข้าใจนโยบายพัฒนารัฐวิสาหกิจ มันไม่ต้องมานั่งทําซ้ํา ๆ กันทุกป้ เราพบว่า ป้ ๒๕๕๒ ท่านก็ทํา ป้ ๒๕๕๓ ท่านก็ทํา จะเสริมสร้างความเข้าใจอะไรกันนักกันหนา เพราะฉะนั้นการใช้งบประมาณ ๑๗ ล้านบาทนั้น จึงไม่สมควรอย่างยิ่ง ด้วยเหตุผลที่ว่าประเทศไทยกําลังเกิดวิกฤติ เศรษฐกิจ ประเทศจนลงเช่นเดียวกัน จึงควรใช้จ่ายเงินให้ถูกต้อง เหมาะสมและคุ้มค่า เราควรจะนําเงินนี้นะคะ ไปใช้ให้เกิดประโยชน์กับพี่น้องคนจน ๆ เกษตรกรที่กําลัง เดือดร้อนจะดีกว่าท่านประธาน
เรื่องต่อไปซึ่งดิฉันคิดว่าเปึนเรื่องที่ถือว่าสําคัญที่สุดของกระทรวงการคลัง เลยคราวนี้ แล้วเราพูดกันมากมายทีเดียวในชั้นกรรมาธิการ เปึนเรื่องที่ต้องเรียกว่า เราต้องช่วยกันกระตุ้นเศรษฐกิจให้มีประสิทธิภาพสูงสุด ใช้เม็ดเงินลงไปในระบบ เศรษฐกิจของประเทศให้มากที่สุดเท่าที่จะทําได้ เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจถ้าเรามีแผนงาน แล้ว มีนโยบายแล้ว หน่วยงานที่จะช่วยในการที่จะให้เม็ดเงินนั้นลงไปได้อย่าง มีประสิทธิภาพสูงสุดก็มีชื่อว่ากรมบัญชีกลาง หน่วยงานนี้สําคัญมาก เพราะว่าหน่วยงานนี้มีเครื่องมือดําเนินงานเรื่องการเบิกจ่ายที่ต้อง เรียกว่าทันสมัยมาก แล้วการพิจารณาของคณะกรรมาธิการงบประมาณที่ดิฉันเปึนอยู่นี้ เราก็ใช้เครื่องมือนี้ มันเปึนรายงานสถานะการเบิกจ่ายภาครัฐทั้งหมด เราเรียกชื่อย่อ ๆ กัน ว่า จีเอฟเอ็มไอเอส เรามีการพูดกันมากมายเลยว่า จีเอฟเอ็มไอเอส นั้นมันคืออะไร เรามี การถกเถียงกัน เราพูดกันในชั้นกรรมาธิการมากมาย จีเอฟเอ็มไอเอส นั้นมันเปึนระบบที่มี มาตั้งแต่สมัยท่านดอกเตอร์ทักษิณ ชินวัตร แล้วนะคะ แล้วก็เกิดขึ้นมาตั้งแต่ป้ ๒๕๔๗ เปึนระบบการบริหารการเงิน การคลังภาครัฐแบบอิเล็กทรอนิกส์คือใช้คอมพิวเตอร์นั่นเอง ซึ่งสามารถบ่งบอกอะไร บ่งบอกถึงการเบิกจ่ายอย่างปัจจุบันเลยว่าหน่วยงานของรัฐ ทั้งหมดนั้น เราอยากรู้ว่าเปึนหน่วยงานไหน มีแผนงานอะไร ได้รับงบประมาณไปเท่าไร ใช้ ไปแล้วเท่าไร และยังไม่ได้ใช้เท่าไร ณ วันไหน เปึนอย่างไร เรารู้ได้ทันทีทุกวันด้วย เพราะฉะนั้นตอนแรกในชั้นกรรมาธิการไม่ยอมพูดถึงตัวนี้เท่าไร ดิฉันเปึนคนที่ต่อสู้ ท่านไตรรงค์ สุวรรณคีรี ท่านทราบดี สํานักงบประมาณท่านทราบดี ว่าตัวนี้ละเราจะ ควบคุมการใช้จ่ายเงินได้ ปรากฏว่าเราพบว่าหน่วยงานบ้างหน่วยงานนั้นไม่ใช่จ่าย งบประมาณ หรือเบิกจ่ายงบประมาณล่าช้ามาก โดยไม่มีเหตุอันควรเลย แล้วท่าน ประธานทราบไหมคะ ว่าการที่ไม่มาเบิกจ่ายงบประมาณ ณ วันนี้ถ้าเรามาคิดถึงวันที่ ๑๔ สิงหาคมนี้ ถ้าเกิดว่าดิฉันย้อนไปนี่ วันนั้นดิฉันนั่งกดดู เราพบว่าหน่วยภาครัฐใช้จ่าย งบประมาณไปเพียง ๗๕ เปอร์เซ็นต์เท่านั้นเอง ถามว่าเหลือเท่าไร ๒๕ เปอร์เซ็นต์ของ ๑.๙๕ ล้านบาท คือ ๔๘๐,๐๐๐ ล้านล้านบาท มันมากกว่าเงินกู้ของกระทรวงการคลัง ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาทนั้นอีก ถามว่า ๔๘๐,๐๐๐ ล้านบาท ถ้าลงเปึนเม็ดเงินลงไป มันกระตุ้นเศรษฐกิจได้ทันที เพราะฉะนั้นกรมบัญชีกลางควรจะเห็นความสําคัญกับเงินที่ มันค้างท่ออยู่ ถ้ามันลงไปในระบบเศรษฐกิจแล้ว ถือว่าเปึนสิ่งที่ดีมาก จะทําให้เศรษฐกิจ ของไทยนั้นดีขึ้น และไม่ต้องกู้เงินด้วย จริง ๆ แล้วบางทีถ้าเราพิจารณาการใช้จ่าย งบประมาณให้มีประสิทธิภาพดีพอ เพราะฉะนั้นดิฉันจึงตัดงบประมาณของ กระทรวงการคลังไว้ ๕ เปอร์เซ็นต์ ก็เพราะต้องการที่จะพูดให้พี่น้องประชาชนได้เข้าใจถึง การทํางานของกรรมาธิการด้วย แล้วสิ่งที่ถูกต้องด้วย ขอบพระคุณค่ะ