วิชาญ มีนชัยนันท์ หารือเรื่องการขาดแคลนแพทย์และพยาบาลในประเทศไทย โดยเรียกร้องให้รัฐบาลส่งเสริมการศึกษาและฝึกอบรมแพทย์และพยาบาล และจัดตั้งมหาวิทยาลัยกรุงเทพมหานครเพื่อผลิตแพทย์ที่มีคุณภาพ
ท่านประธานครับ สาเหตุ ที่ผมได้นําเสนอร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ เนื่องจากว่าขณะนี้ปัญหาในเรื่องของสุขภาพ เปึนเรื่องสําคัญ โดยเฉพาะในเรื่องของการขาดแคลนบุคลาการทางการแพทย์ ซึ่งทาง หน่วยงานต่าง ๆ ของภาครัฐ ไม่ว่าจะเปึนทางมหาวิทยาลัยก็ดี หรือในส่วนของกระทรวง สาธารณสุขก็ตาม ซึ่งมีหน้าที่ที่จะต้องดูแลในเรื่องของการเพิ่มจํานวนบุคลากร ทางการแพทย์ทั้งระบบ ที่ผมกล่าวอย่างนี้เนื่องจากว่าในขณะนี้นั้นรัฐบาลเองทุกยุค ทุกสมัยเองนั้น จะต้องถือปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญในเรื่องของการส่งเสริม สนับสนุน และให้ พี่น้องประชาชนนั้นได้มีโอกาสเข้าถึงการดูแลรักษาสุขภาพอย่างถ้วนหน้า จึงได้มี พระราชบัญญัติในเรื่องของหลักประกันสุขภาพออกมาใช้ตามรัฐธรรมนูญเมื่อป้ ๒๕๔๐ แต่ผลปรากฏว่าในขณะนี้กฎหมายได้บังคับใช้ไปแล้ว แล้วก็มีการดูแลรักษาสุขภาพของ พี่น้องประชาชนจํานวน ๖๔ ล้านคน ที่อยู่ในระบบ ในขณะนี้นั้นความรับผิดชอบของ หน่วยงานในส่วนของกระทรวงสาธารณสุข ซึ่งเปึนหน่วยงานหลักก็ไม่สามารถที่จะ ให้บริการตามนโยบายหรือสัดส่วนที่ทางหน่วยงานอนามัยโลกนั้นได้กําหนดว่าการที่ ผู้ป์วยหรือการดูแลรักษาพยาบาลของกลุ่มแพทย์ต่าง ๆ นั้น ต้องมีความพร้อมในเรื่องของ การดูแลให้กับผู้ป์วย โดยถ้าคิดเปึนสัดส่วนในขณะนี้ของเราเองยังไม่ได้เกณฑ์ ซึ่งผมเองคงขออนุญาตว่า ในวันนี้ได้มีตัวเลขซึ่งปรากฏชัดเจนว่าเมื่อป้ ๒๕๕๒ มีแพทย์ที่ขึ้นทะเบียนผู้ประกอบ วิชาชีพอยู่เพียงจํานวน ๓๙,๑๘๑ ราย ในจํานวนนี้ซึ่งมีแพทย์ที่อยู่ต่างประเทศ ซึ่งไปเรียน ต่อต่างประเทศอยู่ในจํานวนนี้ด้วย แล้วก็ยังมีแพทย์ซึ่งถูกเพิกถอนใบอนุญาต แล้วก็ แพทย์ที่เสียชีวิต แพทย์ที่ต้องเปลี่ยนไปประกอบวิชาชีพอื่นอยู่ประมาณอีก ๘,๕๐๐ คน จาก ๓๙,๑๘๑ คนนะครับ ดังนั้นคาดว่าแพทย์ที่ยังคงประกอบวิชาชีพอยู่ประมาณ ๓๐,๖๘๑ คน หรือคิดเปึนตัวเลขสัดส่วนต่อจํานวนแพทย์ต่อหัวประชากร คือ ๑ ต่อ ๒,๐๘๕ คน อันนี้คือโดยคร่าว ๆ นะครับ เพราะจํานวนของแพทย์มันหนาแน่น อยู่กระจายกัน ถ้าอยู่ในเมืองหลวง แพทย์ที่อยู่ในส่วนของโรงพยาบาลของเอกชนก็จะ หนาแน่นมาก แล้วก็ดูแลผู้ป์วย ๑ คนต่อจํานวนประมาณสัก ๒๐๐-๓๐๐ คน แต่ถ้า เอาอัตราตัวเลขมาเฉลี่ยแล้วจะอยู่ประมาณ ๑ ต่อ ๒,๐๘๕ คนนะครับ ดังนั้นถ้าจะ ต้องการให้จํานวนแพทย์ต่อประชากรที่สามารถดูแลรักษาได้มันต้องควรอยู่ประมาณ ๑ ต่อ ๑,๕๐๐ คน จึงทําให้มีจํานวนแพทย์ที่จะต้องเพิ่ม ที่ควรที่จะมีอยู่ในระบบประมาณ ๔๒,๒๖๕ คน จากจํานวนประชากรทั้งหมด เพราะฉะนั้นในขณะนี้เราต้องเพิ่มจํานวน แพทย์ที่ขาดอยู่โดยประมาณ ๑๑,๙๘๔ คน แต่จากการสํารวจในรายงานของกระทรวง สาธารณสุขพบว่าแพทย์ที่ปฏิบัติงานในหน่วยงานต่าง ๆ ของภาครัฐเองนั้นมีเพียง ๒๕,๑๕๐ คน แล้วก็เปึนสัดส่วนประมาณ ๒,๕๔๕ คนต่อแพทย์ ๑ คนนะครับ คือจะต้อง ดูแลจํานวนประชากรซึ่งมีจํานวนมากกว่าแพทย์ที่จะดูแลตรวจรักษา จึงทําให้แพทย์ เหล่านี้มีปัญหา เพราะว่าการวิเคราะห์โรคต่าง ๆ ท่านประธานลองไปดูตามโรงพยาบาล ต่าง ๆ โดยเฉพาะโรงพยาบาลของรัฐ ไม่ว่าโรงพยาบาลนพรัตน์ จํานวนผู้ป์วยแพทย์ ๑ คน ตรวจรักษาพยาบาล ๔๐๐-๕๐๐ คน มันเปึนไปได้หรือครับถ้าเอา ๘ ชั่วโมงหาร วันหนึ่ง วิเคราะห์โรคต่อคนประมาณไม่ถึง ๗-๘ นาทีก็ออกไปแล้วครับ ซึ่งเปึนเรื่องยากครับที่จะ มาบอกกล่าวว่าจะสามารถตรวจวิเคราะห์วิจัยโรคได้อย่างถี่ถ้วน ปัญหาที่ตามมาก็คือ วันนี้ผู้ป์วยต่าง ๆ เองก็เข้าไม่ถึงแพทย์และก็ต้องใช้โอกาสในการกระจายลงไป รักษาพยาบาลซึ่งเปึนนโยบายของสํานักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ว่าจะต้องให้ กลุ่มประชาชนเหล่านี้เข้าถึง ไม่ว่าในส่วนของต่างจังหวัดก็จะมีสถานีอนามัยไปรองรับอยู่ ก็ยังไม่มีแพทย์ลงไปอยู่ประจํา หรือมีแพทย์ก็มีแพทย์ในลักษณะของแพทย์ฝ๊กหัด หรือลง ไปแล้วมีระดับแค่พยาบาล ส่วนของกรุงเทพมหานครนั้นวันนี้ก็เนืองแน่นครับ เพราะสาธารณสุขแต่ละส่วนที่เปึนศูนย์สาธารณสุขของประจําเขตนั้นตอนนี้ก็เป่ดขยาย เวลาออกไปในการรักษาดูแล ก็มีจํานวนแพทย์ที่น้อยกว่ากับจํานวนผู้ป์วย จึงสร้างปัญหา เปึนจํานวนมาก
ในส่วนที่ ๒ นั้นสถานการณ์ในด้านของพยาบาล ซึ่งตอนนี้ปัจจุบัน พยาบาลทั้งหมดมีอยู่ ๙๗,๖๒๗ คน ซึ่งเปึนตัวเลขโดยประมาณ ๑ ต่อ ๖๕๕ คน แต่มี ความจําเปึนที่จะต้องใช้พยาบาลทั้งหมดในระบบอยู่อีกประมาณ ๑๒๕,๖๕๗ คน โดยประมาณ ๑ ต่อ ๕๐๐ คน ซึ่งเปึนตัวเลขที่ยังขาดอยู่ประมาณ ๒๘,๐๓๐ คน แล้วก็ บอกได้เลยครับว่าทั้งระบบป้หนึ่งผลิตได้ประมาณ ๗,๐๐๐ คน ก็ย่อมแสดงให้เห็นว่า การขาดแคลนในส่วนของพยาบาล ซึ่งคิดว่าในแต่ละป้นั้นการที่จะผลิตบุคลากร ทางการแพทย์ในระบบ ๒ ส่วนนี้ก็เปึนส่วนที่ขาด ส่วนอื่นที่มีความเชี่ยวชาญในเรื่องของ การดูแล ในเรื่องของวิสัญญีแพทย์ หรือแพทย์ในเรื่องของการตรวจเอกซเรย์ ทางคลื่นสมอง หรือในกลุ่มของแพทย์ทางด้านเทคนิคต่าง ๆ ก็ยังขาดแคลนอยู่ ฉะนั้นในระบบจริง ๆ แล้ว รัฐบาลเองคงจะต้องมาวิเคราะห์พิจารณาว่ากลุ่มงานเหล่านี้ซึ่งเปึนกลุ่มงานที่สําคัญ เพราะผู้ป์วยต่าง ๆ เมื่อมีการดูแลผู้ป์วยไม่ทั่วถึงก็จะก่อให้เกิดปัญหาเรื้อรัง พอเกิดปัญหา เรื้อรัง แล้วงบประมาณที่จะใช้จ่ายต่อหัว ต่อป้ ต่อราย วันนี้รัฐบาลเองก็จัดงบประมาณ เปึนตัวเลขตอง ๒ ครับ ตอง ๒ คือ ๒,๒๒๒ บาท ถ้าจําตัวเลขไม่ผิด มันก็คือตัวเลขที่ เอาไปต่อหัว ต่อคน แต่พอมีการตรวจสอบเข้าไปว่าแพทย์มีจํานวนที่ขาด พยาบาล มีจํานวนที่ขาดอยู่ก็ยิ่งสร้างปัญหาครับ ที่ผมบอกว่าสร้างปัญหาเนื่องจากว่าคนที่ป์วย ก็ไม่มีโอกาสเข้าถึงจํานวนแพทย์ เพราะว่าแพทย์ที่เรียนจบออกมาแต่ละครั้ง แต่ละป้ ใช้เวลาศึกษาประมาณ ๖ ป้ ๖ ป้แล้วยังต้องไปฝ๊กความชํานาญอีก ๓ ป้ ที่เขาเรียกหมอ ไปใช้ทุน จริง ๆ ไม่ใช่หรอกครับ ไปทดแทนอยู่ในกลุ่มของสถาบันต่าง ๆ ที่เปึนสถาบัน ที่ขาดแคลน พอจบมาก็ไปจับสลากอยู่ในกลุ่มแต่ละโรงพยาบาล แต่ท้ายที่สุดอีกละครับ พอจบจากในเรื่องของการใช้ทุน ๓ ป้แล้ว กลุ่มเหล่านี้นักเรียนแพทย์ส่วนใหญ่ก็จะไป ศึกษาต่อ คือไปเรียนวิชาชีพที่เขาคิดว่าถนัดในด้านไหน บางทีก็ไปเรียนในเรื่องของ ศัลยกรรม ในเรื่องของโรคผิวหนัง โรคต่าง ๆ ก็เลยทําให้กลุ่มแพทย์ยิ่งเพิ่มปริมาณ ขาดแคลนลง เพราะคนที่จะไปดูแลตรวจในเรื่องของวิชาชีพโดยตรงที่จบออกมานั้น ลดจํานวนลงครับ ไปดูเรื่องความสวยความงาม ปัญหาต่าง ๆ เหล่านี้จึงเปึนการเพิ่ม ปัญหาให้กับวงการแพทย์ และขณะนี้ท่านประธานทราบไหมครับว่ายิ่งมี พ.ร.บ. คุ้มครอง ในเรื่องของผู้ประสบปัญหาในเรื่องของการเอารัดเอาเปรียบ คุ้มครองผู้บริโภค ก็เลย ยิ่งทําให้อาชีพแพทย์นั้นถูกฟัองร้อง แล้วก็เลยกลายเปึนว่าคนที่เรียนสายแพทย์ทั้งหมด เช่น พ่อ แม่จบวิชาชีพทางการแพทย์มา กลับไปเปลี่ยนเข็ม หรือบางคนจบมาแล้วก็ไป เรียนสายเศรษฐศาสตร์ แทนที่จะใช้วิชาชีพทางการแพทย์ สิ่งเหล่านี้จริง ๆ รัฐบาล ต้องส่งเสริม นอกจาก พ.ร.บ. ฉบับนี้แล้วนะครับ ควรจะต้องส่งเสริม ขออนุญาตนะครับ เหมือนกับสมัยรัฐบาลชุดท่านทักษิณได้มีการส่งเสริมให้มีการส่งเด็กที่สามารถเรียน หรือคัดเลือกตัวบุคคลไปในแต่ละส่วนของตําบลหรืออําเภอมาเพื่อที่จะศึกษาเล่าเรียน วิชาชีพทางการแพทย์ แล้วส่งกลับไปอยู่ประจําตามจังหวัดหรือตามอําเภอ ตามโรงพยาบาลต่าง ๆ เพื่อปัองกันไม่ให้แพทย์ขาดแคลน รวมถึงทางโรงพยาบาลต่าง ๆ ซึ่งขณะนี้ในอดีตได้ทําแล้วครับ และกําลังจะจบจํานวน ๓,๐๐๐ คน ก็คือพยาบาล ทาง ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งมีการเรียนกันตั้งแต่สมัยเมื่อป้ ๒๕๔๘ และจะมาเรียน จบในช่วงเร็ว ๆ นี้ ซึ่งผมคิดว่าถ้ารัฐบาลเองให้ความสําคัญ สนใจในเรื่องดังกล่าวก็จะ สามารถที่จะทําให้การขาดแคลนวิชาชีพทางการแพทย์ได้ลดจํานวนลง อีกส่วนหนึ่ง ผมเองมองว่าในเรื่องร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ของกรุงเทพมหานครนั้นมีความจําเปึน อย่างที่ผมได้กล่าวอ้างมาแล้วนะครับว่า ขณะนี้ทางกรุงเทพมหานครเองก็ผลิตแพทย์ อยู่แล้ว แต่เปึนการผลิตโดยผ่านทางโรงพยาบาลวชิระหรือวชิรพยาบาล แล้วก็ไปอยู่ ในกลุ่มของวิทยาลัยพยาบาลเกื้อการุณย์ซึ่งอยู่ในส่วนของพยาบาล แต่ทั้ง ๒ ส่วนนี้ ท่านประธานทราบไหมครับว่า กทม. เองเปึนหน่วยผลิต ใช้เงินเอง ดูแลเอง แต่ไปใส่สีเสื้อ ของโรงพยาบาล ไม่ว่าจะเปึนโรงพยาบาลของมหาวิทยาลัยมหิดลหรือโรงพยาบาล รามาธิบดี สุดแล้วแต่จะไปสวมใส่เสื้อของเขา เรียกง่าย ๆ ว่าครุยไปใส่ของเขา เหมือนกับ ป้หนึ่งในส่วนของกระทรวงสาธารณสุขเองก็มีสถาบันพระบรมราชชนกซึ่งกําลังยกร่าง กฎหมาย ผมต้องฝากท่านรัฐมนตรีนะครับ ต้องไปส่งเสริมเขาครับ เพราะขณะที่ผมไป ดํารงตําแหน่งเปึนรัฐมนตรีช่วยว่าการ เขาหยิบยกเรื่องนี้มา แต่หลังจากออกไปแล้ว พ.ร.บ. ฉบับดังกล่าวก็ติดค้างอยู่ ๖-๗ เดือนแล้วครับ ก็พยายาม ที่จะเร่งในขณะที่ผมเข้าไปทําหน้าที่อยู่นะครับ เพียง ๖ เดือนก็ได้รับเรื่อง ได้รับแจ้ง ถ้าสามารถดําเนินเรื่องในเรื่องดังกล่าวนี้ได้มันจะเปึนความคล่องตัว เพราะสถาบัน แห่งนี้นั้น ชื่อก็บอกอยู่แล้วนะครับ เปึนพระนามซึ่งได้รับพระราชทานมา แต่ส่วนหนึ่งนั้น ต้องไปฝากครับ ไปฝากที่มหาวิทยาลัยแม่โจ้ ไปฝากที่มหาวิทยาลัยขอนแก่น ไปฝาก สถาบันทางใต้ก็มีนะครับ ทางจังหวัดปัตตานีหรือในส่วนของมหาวิทยาลัยมหิดล โรงพยาบาลรามาธิบดี ท่านประธานครับ สิ่งที่มองเห็น สถาบันหรือหน่วยงานที่เขากํากับ การดูแลหรือหน่วยงานที่เขาเอาเงินไปลง เขาคงอยากจะดูแลและสนับสนุน และคง อยากจะได้ชื่อในเรื่องของการผลิตบุคลากรต่าง ๆ ไม่ใช่บอกว่าเที่ยวเอาไปใส่ เอาไปฝาก แต่สิ่งหนึ่งนั้นกระทรวงศึกษาธิการเองนั้นเปึนกระทรวงที่จะต้องไปดูในเรื่องของวิธีการ นะครับ เรื่องแผนการศึกษา เรื่องการกําหนดหลักสูตร ถ้าท่านลงไปช่วยดู งานนี้ จบเร็วครับ แต่ถ้าท่านไม่ไปดู หน่วยงานต่าง ๆ ที่กว่าจะขยับเขยื้อนได้เขาก็จะอ้างแต่ กระทรวงศึกษาธิการละครับ เพราะเปึนคนที่กําหนดหลักสูตร กฎเกณฑ์ กติกา ท้ายที่สุดก็ จะไม่มีใครที่สามารถที่จะยกระดับสถาบันของตนเองในหน่วยงานนั้นขึ้นมา เพื่อที่จะผลิต บุคลากรในส่วนที่ขาดแคลนคือในวิชาชีพที่แต่ละส่วนนั้น ไม่ใช่เฉพาะที่ผมยกตัวอย่างนี้ นะครับ หรือผมเสนอในเรื่องของวิทยาลัยการแพทย์ของกรุงเทพมหานคร แต่โดยทั้งหมด ในส่วนของการศึกษาท่านต้องเข้าไปช่วยดูแลว่ามันติดค้างอะไรบ้าง ในส่วนนี้มันจะเปึน สาระสําคัญในการที่จะช่วยยกระดับส่วนที่ขาด แล้วก็ปัองกันความเสียหายที่จะเกิดขึ้น แล้วก็รวมถึงถ้ากรุงเทพมหานครผลิตได้จริงและฝากถึงสถาบันพระบรมราชชนกด้วย ถ้าผลิต ได้จริงนะครับ ช่วงไม่นานหรอกครับ เงินในเรื่องของการสนับสนุนส่งเสริมเขามีอยู่แล้วใน ส่วนหนึ่ง ที่ผมดูแผนของกรุงเทพมหานครนะครับ เขาก็สามารถที่จะผลิตส่วนที่ขาด ภายใน ๖ ป้ เพราะมันผลิตวันนี้กว่าจะได้จบมาคือ ๖ ป้ ๖ ป้ คือป้ที่ ๗ ป้ที่ ๘ แพทย์ต่าง ๆ ในกลุ่มที่ขาดอยู่ก็จะผ่อนคลาย แต่อย่างหนึ่งผมต้องฝากเรียนไปนะครับว่า ถ้าจบแล้ว ท่านจะมีวิธีการอย่างไรในการที่จะนํามาทดแทนส่วนที่ขาด เพราะอัตราเงินเดือนขั้นต่ํา ของแพทย์ ผมไม่ห่วงกรุงเทพมหานครหรอกครับ ผมเปึนห่วงในระบบของวงการแพทย์ของ กระทรวงสาธารณสุข เพราะวันนี้ของกรุงเทพมหานครมีเงินสมทบอุดหนุนต่อแพทย์ ต่อหัว ต่อคน เขาพอใช้ครับ ๗๐,๐๐๐-๘๐,๐๐๐ บาท แต่ในกลุ่มของแพทย์ที่จบออกมา ที่เขาบอกว่าเงินวิชาชีพกว่าจะเรียนจบแล้วเขาก็ต้องดูแลรับผิดชอบชีวิตคน ยิ่งมีพระราชบัญญัติหลายส่วนที่คุ้มครองผู้บริโภคเข้ามา เขายิ่งต้องเปึนห่วงตัวเขาเอง นะครับ แต่ถ้าเราสามารถที่จะขยับอัตราเงินเดือนหรือแท่งเงินเดือนให้เหมาะสม แพทย์ที่ขาดแคลนอยู่ในระบบของกระทรวงสาธารณสุขเองก็จะไม่ลื่นออก ไม่ลื่นไหล ออกไปนะครับ เพราะวันนี้พอจบมาปุ็บเขาจะมีการจองตัวเลยครับท่านประธาน จองตัว ตั้งแต่อยู่ในส่วนของสถาบันการศึกษาหรือแม้กระทั่งยอมเอาเงินไปจ่าย เพื่อชดใช้ ทุนการศึกษาที่เรียกว่าไปเสียในเรื่องของการใช้ทุนในเรื่องดังกล่าว ๓ ป้ เขาคูณเปึน ตัวเลขแล้วจ่ายให้กับทางรัฐบาลเลย สิ่งนี้มันไม่ประสบความสําเร็จแน่นอน เพราะที่ผม เรียนนะครับว่าแพทย์ที่จบมาแล้วกลายเปึนอยู่ในด้านหนักก็คือของโรงพยาบาลเอกชน พออยู่ในโรงพยาบาลเอกชนก็ไม่สามารถที่จะเข้าไปดูแลทั้งระบบได้ มันก็อยู่ในเฉพาะ ส่วนนั้น แต่ก็เปึนผลดีครับท่านประธาน เพราะขณะวันนี้แพทย์เหล่านี้ โรงพยาบาลอย่าง โรงพยาบาลบํารุงราษฎร์ อย่างโรงพยาบาลเวชธานี โรงพยาบาลใหญ่ ๆ ขออนุญาต เอ่ยนามนะครับ ไม่เสียหาย พวกต่างประเทศ โดยเฉพาะพวกตะวันออกกลาง เขามารักษาพยาบาลในโรงพยาบาลเหล่านี้ ก็สร้างเงิน สร้างรายได้ได้ และส่วนหนึ่งวันนี้ ภาคเอกชนเอง ไม่ว่ามหาวิทยาลัย ม. รังสิต ม. ธรรมศาสตร์ ซึ่งเปึนของรัฐ แต่ ม. รังสิต ของเอกชน เขาก็สามารถผลิตแพทย์ได้ แต่ถ้าเราส่งเสริมในระบบแล้วก็สามารถเรียนรู้ได้ ก็ยิ่งเปึนประการที่ดี
อีกอันหนึ่งที่ผมขอเพิ่มข้อมูลให้ วันนี้ต้องยอมรับครับว่านักเรียนแพทย์ ๓ ป้แรก เรียนในเรื่องของหลักสูตรวิชาการ ทฤษฎี แต่ปฏิบัติจริง ๆ ป้ที่ ๔ ป้ที่ ๕ ป้ที่ ๖ ไปอยู่ประจําตามโรงพยาบาลต่าง ๆ ท่านจะเห็นว่ามีนักเรียนฝ๊กหัดแพทย์อยู่เยอะมาก เขาไปขอใช้นี่ครับ กรุงเทพมหานครถูกขอไปใช้ตามโรงพยาบาลต่าง ๆ ไม่ว่า โรงพยาบาลกลาง โรงพยาบาลตากสิน โรงพยาบาลต่าง ๆ เหล่านี้ถูกเข้าไปอยู่ เพื่อที่จะไป เพิ่มเติมในเรื่องของทักษะ ความชํานาญ แต่ถ้ากลุ่มเหล่านี้เปึนกลุ่มของกรุงเทพมหานคร สร้างโรงเรียนขึ้นมาเอง เขาไม่ต้องไปหาหรอกครับ อาจารย์แพทย์เหล่านี้ หรือคนที่จะ สมองไหลออกไปนี่ เขาได้วิชาชีพทางการแพทย์สูงขึ้นมา ท่านประธานนึกออกไหมครับ หมอที่อยู่ในโรงพยาบาลในกรุงเทพมหานคร ก็เปึนอาจารย์แพทย์ ก็ได้ค่าตอบแทน ทางวิชาชีพส่วนนี้สูงขึ้นมา ไม่อย่างนั้นก็โดนซื้อตัว โดนดึงตัวไปอยู่ในส่วนของ โรงพยาบาลเอกชน ซึ่งผมไม่ได้ว่าจะเปึนเอกชนดึงตัวไป แต่อย่างไรก็ตาม ในส่วนนี้จําเปึน อย่างยิ่งที่จะต้องมีบุคลากรทางการแพทย์ให้พอดีเหมาะสมกับการที่เราพูดว่ารัฐจะจัด สวัสดิการในการที่จะดูแลเรื่องสุขภาพให้กับประชาชนอย่างทั่วถึง อย่างนี้ละครับ มันถึง จะต้องมีการจัดตั้งมหาวิทยาลัยกรุงเทพมหานคร ผมคงขออนุญาตครับว่าในส่วนนี้ เปึนจุดเริ่ม แต่ถ้ามหาวิทยาลัยอันนี้ตั้งได้สําเร็จนะครับ เห็นเพื่อนสมาชิกที่เปึน ส.ส. หลายคน หลายจังหวัดเองก็จะขอตั้ง ซึ่งจะเปึนโอกาสที่ดีครับ ต่อไปสถาบันเหล่านี้ จะเปึนที่รู้จัก และอาจจะเปึนสถานที่สําหรับให้ต่างประเทศเพื่อนบ้านมาศึกษาเล่าเรียน เพื่อเปึนแหล่งเรียนรู้อีกส่วนหนึ่งนะครับ ผมขออนุญาตใช้เวลาเพียงเท่านี้ และเพื่อให้ ทางเพื่อนสมาชิกได้ช่วยกันอภิปรายในเรื่องดังกล่าวครับ ขอบคุณครับ