อภิชาต ศักดิเศรษฐ์ แถลงว่า วันนี้เป็นวันแรกที่สภาผู้แทนราษฎรตรวจสอบการทำงานขององค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทยอย่างเป็นทางการ โดยหวังว่าการนำเสนอรายงานจะไม่ใช่การรายงานตามประเพณี แต่เป็นโอกาสในการตรวจสอบ พูดคุย และเสนอแนะอย่างตรงไปตรงมา และเรียกร้องให้สื่อสาธารณะแห่งประเทศไทยมีการดูแลและปรับปรุงให้เข้มแข็งขึ้น รวมถึงการแสดงบทบาทของผู้บริหารสื่อในการชี้นำสังคมให้หาทางออกในสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลง
ท่านประธานสภาที่เคารพ ผม นายอภิชาต ศักดิเศรษฐ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดนครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ วันนี้เปึนครั้งแรกของสภาผู้แทนราษฎรที่ได้มีโอกาสตรวจสอบการ ทํางานขององค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทยอย่างเปึน ทางการ ซึ่งเปึนการตรวจสอบตามกฎหมายพระราชบัญญัติ องค์การกระจายเสียง และแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย และต้องถือว่าเปึนช่องทางเดียวเท่านั้นที่ฝ์าย การเมืองจะได้มีโอกาสตรวจสอบการทํางาน ผมก็มีความคาดหวังว่าการนําเสนอรายงาน ขององค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทยในวันนี้จะไม่ใช่เปึนการ รายงานตามประเพณีปฏิบัติ แต่จะเปึนการเป่ดโอกาสให้มีการตรวจสอบ พูดคุย และเสนอแนะอย่างตรงไปตรงมา ต้องยอมรับว่าองค์การแห่งนี้เปึนองค์กรใหม่ที่เกิดขึ้น ในท่ามกลางความขัดแย้ง ท่ามกลางความไม่เห็นชอบของหลายฝ์าย ไม่ลงรอยของหลายฝ์าย ก็เลยตกเปึนเปัาของการถูกโจมตีและถึงขั้นที่จะมุ่งจ้องล้มทําลายไม่ให้องค์การแห่งนี้ เจริญเติบโตไปได้ นี่เปึนเรื่องปกติธรรมดา แล้วผมก็ขอให้กําลังใจเปึนเบื้องแรกกับคณะ ผู้บริหารและคณะกรรมการนโยบายที่จะฟันฝ์าภาวะอันนี้ต่อไปได้
ท่านประธานที่เคารพครับ สื่อที่ปลอดพ้นจากอิทธิพลทางการเมืองและ อิทธิพลทางธุรกิจนั้นเปึนสื่อที่สังคมคาดหวังจะให้เกิดขึ้น ใฝ์ฝันจะเห็นมายาวนาน แต่ว่า ไม่มีโอกาสเปึนจริง แต่วันนี้องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย ได้เกิดขึ้นโดยมีกฎหมายรองรับ แล้วก็ทําให้เห็นแล้วว่าสื่อที่ปลอดพ้นจากอิทธิพล การเมืองและอิทธิพลของธุรกิจหรือทุนนั้นเกิดขึ้นได้ และมีโอกาสที่จะพัฒนาไปได้ใน สังคมไทยนี้ อย่างไรก็ตามกว่าที่จะมาเปึนสื่อสาธารณะในวันนี้ได้ ซึ่งมีอายุเพียง ๑ ป้เศษ ๆ ได้ ได้ผ่าน กระบวนการที่ต่อสู้ที่ยากลําบากและเปึนเรื่องที่ต้องบันทึกไว้ในการต่อสู้ของประวัติศาสตร์ ของสื่อด้วย อย่าลืมว่าตั้งแต่หลังเหตุการณ์พฤษภาทมิฬเปึนต้นมาที่สังคมเฝัาที่จะเห็นสื่อ มีอิสระ มีเสรีภาพอย่างแท้จริง ที่จะให้เกิดขึ้นแล้วมันยังไม่เกิดขึ้น ในวันนั้น ถ้าท่านประธานได้ ย้อนกลับไปเราจะเห็นว่าเหตุการณ์พฤษภาทมิฬเกิดขึ้นมาเพราะว่ามีการใช้สื่อมวลชน ของรัฐไปในทางโฆษณาชวนเชื่อ และเสนอข่าวด้านเดียวจนกระทั่งนําไปก่อให้เกิดความ รุนแรงขึ้นในบ้านเมือง วันนั้นคนในสังคมโดยเฉพาะคนในวงการสื่อต่างปรารถนาที่จะให้ สื่อปลอดพ้นจากภาวะเหล่านั้น แต่ทําได้ไม่สําเร็จ เกิดทีวีเสรีขึ้นมาภายใต้ชื่อไอทีวี แล้วพัฒนาการของมันก็ถูกบิดเบือน ถูกใช้ประโยชน์ไปในเชิงธุรกิจและการเมืองในที่สุด สื่อเสรีก็ล้มเหลว ภาวะที่สื่อในประเทศยังตกอยู่ในมือของรัฐ แล้วก็ถูกผ่องถ่ายไปเปึน สัมปทานให้กับธุรกิจเอกชน ภาวะแบบนี้สื่อไม่มีทางที่จะเปึนอิสระได้ ภาวะแบบนี้ ที่การเมืองก็ยังคงครอบงํา ธุรกิจก็ยังเข้ามามีบทบาท แล้วสื่อก็ไม่สามารถทําหน้าที่ ได้อย่างอิสระ ไม่สามารถที่จะแสดงตนให้เห็นว่ามีมาตรฐานทางวิชาชีพเปึนที่พึ่งหวังของ สังคมได้ สื่อก็อยู่ในสภาพที่อ่อนแอ แต่ว่าเราก็ยังจําเปึนที่จะต้องบริโภคสื่อกันอยู่ จนกระทั่งว่าเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองและมีช่องจังหวะที่สามารถที่จะนําเสนอ กฎหมาย ที่ก่อให้เกิดสื่อสาธารณะขึ้นมาได้ สื่อสาธารณะแห่งแรกในประเทศไทยก็มี โอกาสเกิดขึ้นในสมัยรัฐบาล พลเอก สุรยุทธ์ จุลานนท์ ท่านประธานที่เคารพครับ จากรายงานผลการปฏิบัติงานประจําป้ ๒๕๕๑ ที่แสดงในวันนี้ต้องชื่นชมเปึนอันดับแรก ก็คือได้เห็นพัฒนาการของการทําสื่อสาธารณะที่เดินไปสู่คุณภาพใหม่ ซึ่งน่าชื่นชมแล้วก็ น่าจะศึกษาเอาเปึนแบบอย่างในหลายเรื่อง ยกตัวอย่างเช่น ในเรื่องของมาตรฐานทาง วิชาชีพของผู้ประกอบวิชาชีพสื่อสารมวลชน โดยเฉพาะวิทยุโทรทัศน์ ถูกเขียนไว้ใน กฎหมายพระราชบัญญัติองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย ถูกเขียนไว้เปึนครั้งแรกอยู่ในกฎหมาย และได้มีการทําให้เปึนจริง โดยการนําไปสู่ การปฏิบัติ ซึ่งไทยพีบีเอสหรือทีวีไทยได้ทําให้เห็น มาตรฐานทางวิชาชีพที่ว่านั้นก็คือเรื่อง ของการนําเสนอเนื้อหาสาระที่ถูกต้อง สมดุลและมีความเที่ยงธรรม สิ่งนี้สังคมเรียกร้องมา ยาวนาน แต่ไม่เกิดขึ้นแล้วก็ไม่มีสื่อไหนที่จะยึดถือปฏิบัติเปึนจริงเปึนจัง
เรื่องที่ ๒ เรื่องของจริยธรรมหรือเรื่องของความรับผิดชอบต่อสังคม อันนี้ ก็เปึนเรื่องที่สังคมเขาปรารถนาที่จะเห็น จริยธรรมของผู้ประกอบวิชาชีพนี้เปึนจริยธรรม ที่จะต้องประพฤติ ปฏิบัติให้เปึนจริงเพราะมันได้ส่งผลกระทบกับพี่น้องประชาชนผู้รับ ข่าวสารทั่วประเทศ ถ้าสื่อไม่มีจริยธรรม ไม่ได้รับการสนับสนุนในเรื่องนี้อย่างแท้จริงแล้ว สังคมก็จะถูกโน้มเอียง จะถูกนําพาไปโดยผู้ประกอบวิชาชีพที่ไม่มีคุณธรรม ไม่มีจริยธรรม
สุดท้ายคือเรื่องของการมีส่วนร่วมของภาคส่วนต่าง ๆ ซึ่งสื่อแห่งนี้ก็ได้ทํา ให้เห็นแล้ว แล้วผมเองก็ได้มีโอกาสที่จะเข้าไปสัมผัสงานหลาย ๆ ด้านของทีวีไทย ที่แสดงออกผ่านทั้งทางหน้าจอโทรทัศน์และการร่วมกิจกรรมต่าง ๆ แต่ว่าอย่างไรก็ตามใน ท่ามกลางเสียงชื่นชมเหล่านั้น ผมคิดว่ามีประเด็นที่จะต้องตั้งข้อสังเกตไปถึงคณะผู้บริหาร ทีวีไทยหรือองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพเพื่อสาธารณะแห่งประเทศไทยนี้
เรื่องแรก ก็คือเรื่องของความเปึนกลาง ผมคิดว่าประเด็นนี้เปึนเรื่องที่มีการ ถกเถียงกันแล้วก็หาคํานิยาม หาเส้นแบ่งยากมาก เราไม่รู้ว่าความเปึนกลางมันอยู่ ตรงไหน หลายคนเรียกร้องความเปึนกลาง แต่ที่แท้แล้วก็คือเรียกร้องว่าให้สื่อนั้นมายืน อยู่ข้างตัวเอง ความถูกต้องอยู่ตรงไหน ตรงนี้เปึนเรื่องสําคัญ และผมคิดว่าผู้บริหารของทีวีไทยจะต้องถูกตั้งคําถามนี้ไปตลอด ไม่เพียงแต่วันนี้ จนกระทั่งทีวีนี้ต้องล้มหายตายจากไป คําถามเรื่องความเปึนกลางนี้ก็จะถูกตั้งคําถามอยู่ ตลอดเวลา ท่านจะมีมาตรฐานของท่านอยู่ตรงไหน เปึนเรื่องที่ท่านจะต้องตอบกับสังคม อยู่ตลอดเวลา แต่ในท่ามกลางการเรียกร้องความเปึนกลาง โดยเฉพาะในความเปึนกลาง ในทางการเมือง ความเปึนกลางในท่ามกลางสถานการณ์ที่มันมีความขัดแย้ง ผมคิดว่า ผู้บริหารสื่อ ผู้ประกอบวิชาชีพนี้จะต้องมีความรู้ร้อนรู้หนาวกับภาวะที่เปลี่ยนไปของสังคม จะต้องแสดงบทบาทที่สามารถที่จะเปึนผู้นํา เปึนผู้ชี้นําสังคมที่จะสามารถช่วยหาทางออก ให้กับสังคมในแต่ละช่วงเวลาได้ นี่เปึนบทบาทที่ต้องเรียกร้อง
เรื่องที่สอง ก็คือการเป่ดโอกาสให้ทุกภาคฝ์ายได้ใช้สื่อสาธารณะ ซึ่งก็ทําได้ ดีอยู่แล้วนะครับ ทั้งเรื่องของการมีผู้ผลิตเนื้อหา มีนักข่าวพลเมืองขึ้นมา มีสภาผู้ชม และ ในเรื่องของการให้ผู้มีส่วนได้เสียในสถานการณ์ต่าง ๆ ได้มีโอกาสเข้ามาใช้สื่อในการ แสดงออกซึ่งความคิดเห็น แต่ว่าเรื่องนี้เปึนเรื่องที่ต้องระมัดระวัง และถูกวิพากษ์วิจารณ์ เหมือนกันว่ามีการเลือกปฏิบัติ มีการเลือกบุคคลที่จะมาออกรายการตามรสนิยมของ ผู้ดําเนินรายการ เลือกตามรสนิยมของคณะกรรมการนโยบายหรือผู้บริหารสถานี สิ่งนี้ จะต้องกลับไปทบทวนนะครับ ก็น่าชื่นชมที่ท่านไม่มีรายการเล่าข่าว ซึ่งเปึนแบบอย่างที่ดี นะครับ รายการเล่าข่าวซึ่งเอาความเห็นผสมข่าวแล้วก็สร้างความสับสน สร้างความ เสียหาย สร้างความเข้าใจผิดกับผู้ชม ผู้ฟังจํานวนมาก ซึ่งเปึนเรื่องที่ต้องตระหนัก แต่ว่า สิ่งที่ท่านต้องคิดต่อเนื่องก็คือว่ารายการเล่าข่าวเปึนรายการที่ง่าย สามารถเข้าถึง ประชาชนได้ ประชาชนสามารถรับฟังข่าวสารได้ดีกว่าการนั่งอ่านข่าวด้วยตัวเอง หรือว่า อ่านข่าวที่มีลักษณะที่แข็งกระด้าง แต่ท่านจะต้องหาวิธีการที่มีความเหมาะสมและเข้ากับ สภาพสังคมไทยให้มากกว่านี้นะครับ โดยเฉพาะสื่อใหม่ ๆ ที่จําเปึนจะต้องนํามาใช้ นอกเหนือจากโทรทัศน์หรือวิทยุแล้วนะครับ
เรื่องที่ต้องตั้งข้อสังเกตอย่างจริงจังก็คือเรื่องวิทยุกระจายเสียง ท่านประธานครับ ในมาตรา ๘ ของพระราชบัญญัติองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพ สาธารณะแห่งประเทศไทยได้ระบุบอกว่า เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ตามที่กําหนดไว้ ให้องค์การมีอํานาจหน้าที่หลักก็คือจัดให้มีสถานีวิทยุกระจายเสียงและสถานีโทรทัศน์หรือ เผยแพร่รายการในระบบอื่น หรือเทคโนโลยีทันสมัยอื่น วันนี้เราสังเกตเห็น เวลาพูดถึง องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย เราพูดถึงก็คือทีวีไทย อย่างเดียว เราไม่เห็นความพยายามขององค์การแห่งนี้ที่จะรุกคืบไปยังสถานี วิทยุกระจายเสียงหรือสื่ออื่น ๆ อาจจะบอกว่าสถานีวิทยุเอฟเอ็ม ๑๐๕ เมกะเฮิร์ตซ คือปรากฏการณ์ที่องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทยได้เข้าไป ทําในส่วนของวิทยุ แต่ความเปึนจริงก็คือ เอฟเอ็ม ๑๐๕ เมกะเฮิร์ตซเกิดขึ้นเพราะเปึน วิสัยทัศน์ของรัฐบาลที่ต้องการให้มีสถานีวิทยุสีขาวขึ้นมา แล้วท่านเองก็คล้าย ๆ กับเปึน ผู้รับจ้างเข้าไปทําวิทยุแห่งนี้ คําถามก็คือว่าแนวทางจริง ๆ ในการพัฒนา วิทยุกระจายเสียงให้เปึนวิทยุสาธารณะ ท่านมีแนวคิดที่จะทําเรื่องนี้อย่างไร มีแผนการ อย่างไร จะขยายไปสู่สถานีวิทยุอื่น ๆ อย่างไร ที่เปึนของตัวเอง ที่ท่านบริหารจัดการด้วย ตัวเอง และมีอายุยืนยาว ไม่ใช่เปึนสัมปทานแบบเข้ามารับเพียงป้ต่อป้เช่นนี้
ท่านประธานครับ อีกเรื่องหนึ่งที่ต้องตั้งข้อสังเกตก็คือบทบาทต่อสาธารณะ ในการเปึนผู้นํา วันนี้ท่านเองได้จัดทํามาตรฐานทางวิชาชีพที่น่ายกย่องก็คือเรื่องของ ข้อบังคับองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย ว่าด้วยจริยธรรม ของวิชาชีพเกี่ยวกับการผลิตและการเผยแพร่รายการซึ่งน่าสนใจมาก ผู้ที่ต้องการจะศึกษา เรื่องนี้ผมคิดว่าเข้าไปในเว็บไซต์ (Web site)ของไทยพีบีเอสก็จะพบ และที่สําคัญก็คือ เรื่องของแนวทางปฏิบัติเพื่อธํารงจริยธรรมวิชาชีพการผลิต การจัดหา และการเผยแพร่ รายการ เปึนเรื่องแนวทางปฏิบัติในสถานการณ์ในการทําข่าว ในการผลิตเนื้อหาต่าง ๆ ซึ่งเปึนเรื่องที่ยังไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในวงการโทรทัศน์ของประเทศไทย สิ่งนี้ผมคิดว่า ท่านได้เปึนผู้นําที่น่ายกย่อง แต่ว่าท่านจะต้องเผยแพร่สิ่งเหล่านี้ไปสู่สื่ออื่น ๆ ซึ่งมีอยู่ มากมาย องค์กรสื่ออื่น ๆ ที่มีอยู่มากมาย เพื่อให้ท่านเปึนแบบอย่างที่แท้จริงในเรื่อง ของการเปึนผู้นําเรื่องมาตรฐานทางวิชาชีพ ที่สําคัญที่มีการวิพากษ์วิจารณ์ กระแนะกระแหนกันก็คือว่าท่านเองได้เงินสนับสนุนมาจากภาษีบาป บทบาท สถานีโทรทัศน์ทีวีไทยไม่ได้มีบทบาทในการเปึนหัวหอกในการรณรงค์ต่อต้านเหล้าและ บุหรี่ให้เห็นเด่นชัด ตรงนี้เปึนเรื่องที่มีความสําคัญครับ บทบาทนี้กลายเปึนบทบาทของ สสส. เปึนบทบาทขององค์กรอื่น ขององค์กรภาคเอกชนอื่น ๆ แต่ในสถานะของความเปึน สถานีโทรทัศน์ที่เปึนผู้นําทางสังคม เปึนผู้นําในการต่อต้านอบายมุขเหล่านี้ ท่านจะต้อง แสดงบทบาทให้เห็นชัดเพื่อไม่ให้คนมองท่านในแง่ว่า เพราะท่านได้เงินจากภาษีเหล้า และบุหรี่ ท่านถึงไม่กล้าที่จะไปแตะส่วนนั้น แต่กับเรื่องหวยซึ่งเปึนอบายมุข ท่านก็เล่นงาน เอา เล่นงานเอา นี่เปึนเรื่องที่อยากจะฝากไว้
ท่านประธานครับ เรื่องสุดท้ายที่อยากจะกราบเรียน ก็คือเรื่องบทบาทของ คณะกรรมการนโยบาย คณะกรรมการนโยบายนี่เปึนคณะกรรมการก็เปึนเหมือนกับบอร์ด ของสถานีโทรทัศน์อื่น ๆ ซึ่งมีบทบาทในการกํากับดูแลงานทางด้านบริหาร เพื่อให้เปึนไป ตามนโยบาย มีข้อวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับบทบาทของคณะกรรมการนโยบายมาก ตั้งแต่ เรื่องที่มาของคณะกรรมการนโยบายตามกฎหมาย ซึ่งหลายคนก็ถึงขั้นว่าถ้าที่มามี ลักษณะที่ไม่ค่อยมีความกระชับ เข้มแข็งเท่าใดนัก ก็น่าที่จะมีการปรับปรุงแก้ไขในส่วนนี้ เช่น การมีคณะกรรมการสรรหา ซึ่งไม่มีสถานะทางกฎหมายที่แท้จริง ไม่เปึนที่ยอมรับใน แต่ละภาคส่วนอย่างแท้จริงทั้ง ๑๔-๑๕ ที่มานี่ อันนี้เปึนข้อกังวลประการหนึ่ง แต่ว่าเอาละ เมื่อมันเปึนกฎหมายแล้ว ท่านได้มาตามกระบวนการนี้แล้วก็ว่ากันไป แต่ข้อวิพากษ์ วิจารณ์ที่ตามมาก็คือว่าการควบคุมงานของฝ์ายบริหารเพื่อให้เปึนไปตามนโยบายที่ คณะกรรมการนโยบายวางไว้เปึนเรื่องที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่า ท่านได้แสดงบทบาทที่ ล้วงลูกลงไป มีบทบาทครอบงํากับฝ์ายบริหาร กับฝ์ายปฏิบัติการ กับฝ์ายเจ้าหน้าที่ ที่ปฏิบัติงานมากเกินความจําเปึน จนกลายเปึนท่านมีบทบาทในการครอบงําคนเหล่านี้ ซึ่งเกินอํานาจหน้าที่ตามที่กฎหมายกําหนด และอาจจะขัดต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา ๔๖ ซึ่งท่านจะต้องให้อิสระของผู้ปฏิบัติงานมากกว่าที่เปึนอยู่ ท่านประธานที่เคารพครับ ข้อกังวลในเรื่องของการบริหารอีกส่วนหนึ่ง ก็คือเรื่องของบทบาทในการจัดซื้อจัดจ้าง เช่น รายการ หรือว่าเนื้อหาสาระของรายการที่จะต้องซื้อจากต่างประเทศ ก็มีลักษณะ ที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์แล้วก็นินทาว่า ถูกสั่งตรงมาจากคณะกรรมการนโยบาย โดยที่ทาง ฝ์ายผู้ปฏิบัติจะต้องรับไป โดยที่ไม่สามารถมีข้อโต้แย้งได้ ทุกอย่างเปึนไปตามรสนิยม ของคณะกรรมการนโยบาย ถ้าคณะกรรมการนโยบายเห็นชอบ ก็ผ่านสะดวกนะครับ เรื่องนี้ควรที่จะต้องทบทวน เรื่องของการใช้เงิน เรื่องการเช่าพื้นที่ที่วิพากษ์วิจารณ์มาก ก็คือเรื่องยังคงเช่าพื้นที่อาคารชินวัตร ๓ อยู่ และแน่นอนครับว่าเปึนความต่อเนื่อง ที่ท่านจะต้องใช้ตามสัญญาเก่า ที่ท่านจะต้องอยู่กับอาคารชินวัตร ๓ แต่ว่ามีข้อพิรุธ บางอย่างก็คือว่าท่านไม่ละเอียดรอบคอบ ในการเช่าพื้นที่นั่นก็คือเช่าพื้นที่ เกินความจําเปึน และไม่ได้นําประโยชน์มาใช้อย่างเต็มที่ มีการนินทากันว่ามีการเช่าพื้นที่ ไว้จํานวนมาก เพื่อจะสร้างห้องทํางานส่วนตัวให้กับคณะกรรมการนโยบาย แล้วอยู่ ๆ นี่ ก็ไม่ได้สร้างห้องนั้น แต่ว่าเมื่อเช่ามาทั้งพื้นที่ทั้งหมดแล้วนี่ ก็ทําให้ค่าเช่าพื้นที่มันมาก เกินความจําเปึน แล้วก็ไม่ได้ใช้ประโยชน์ เท็จจริงอย่างไร ผมก็ไม่มีโอกาสที่จะเข้าไป ตรวจสอบท่านตรงนั้น แต่ว่านํามาสะท้อนให้ท่านฟังว่ามีเรื่องเหล่านี้ที่พูดกันอยู่นะครับ
อีกเรื่องหนึ่งก็คือเรื่องของที่ผมเกริ่นไว้ตั้งแต่ตอนแรก ก็คือเรื่องของการนํา ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในสถานการณ์ ในข่าว ในความขัดแย้งต่าง ๆ มามีโอกาสในการออก สถานีโทรทัศน์ มีการพูดกันว่ามีการขึ้นแบล็คลิสท์ (Blacklist) ผู้ที่ควรจะได้ออก หรือไม่ได้ออก รายการโทรทัศน์ทางทีพีบีเอส มีนักการเมืองระดับรัฐมนตรีระดับรองนายกรัฐมนตรี ด้วยซ้ําของรัฐบาลนี้ มีความรู้สึกว่าถูกห้ามออกรายการในทีพีบีเอส มีนักวิชาการที่แสดง ความคิดความเห็นทางการเมืองหลายท่านไปบ่น ไปตัดพ้อตัดต่อว่าถึงการที่ถูกขึ้นชื่อ ขึ้นแบล็คลิสท์ไม่ให้ออกรายการ ข้อเท็จจริงเปึนอย่างไรผมก็อยากจะทราบเหมือนกัน ผมก็ไม่อยากจะระบุชื่อท่านเหล่านั้นละครับ แต่ว่าก็ได้มีโอกาสตรวจสอบในระดับหนึ่ง ก็อยากจะได้คําตอบในส่วนนี้ ที่ร้ายแรงยิ่งกว่านั้นก็คือว่า ซึ่งผมไม่ปรารถนาจะได้ยิน เรื่องนี้เลย เรื่องนี้เกิดขึ้นมานานพอสมควร คือในช่วงเดือนเมษายนที่ผ่านมา ช่วงที่ สถานการณ์การเมืองกําลังร้อนแรง มีเหตุการณ์ชุมนุมประท้วง และมีการก่อจลาจล วุ่นวายทั้งในกรุงเทพมหานครและพัทยา มีรายงานบอกว่าในกองบรรณาธิการ ฝ์ายข่าวของทีวีไทยนี่มีผู้ปฏิบัติงานข่าวส่วนหนึ่งจงใจใส่เสื้อแดงมาปฏิบัติงาน และมี พฤติกรรมที่น่ารังเกียจในห้องปฏิบัติงานข่าว นั่นก็คือการส่งเสียงไชโยโห่ร้อง อย่างออกหน้าออกตา เมื่อมีการล้มประชุมที่พัทยา ภาวะอย่างนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร เรื่องนี้ ผมไม่มีทางจะไปเห็นเอง ถ้าคนภายในไม่เอามาเล่าให้ฟัง ไม่มีทางรู้หรอกครับ และภาวะ อย่างนี้ทราบว่าในฝ์ายปฏิบัติการของทีวีไทยเองก็มีความคิดความเห็นที่แตกแยกกันอยู่ ภายใน แน่นอนครับความคิดความอ่านทางการเมือง ความเชื่อต่าง ๆ มันแตกต่างกันได้ แต่ห่วงเหลือเกินว่าถ้าภาวะแบบนี้ดํารงอยู่ในองค์กรสื่อสาธารณะที่ควรจะมีการเคี่ยวกร่ํา ความคิดความเห็นให้มีมาตรฐานทางวิชาชีพ มีจริยธรรมคุณธรรมทางวิชาชีพ มันปรากฏ สิ่งเหล่านี้อยู่ในองค์กรสื่อสาธารณะไม่ได้ ท่านต้องไปปรับปรุง ต้องไปแก้ไข คณะกรรมการนโยบาย คณะกรรมการบริหารนี่ปล่อยให้ภาวะอย่างนี้เกิดขึ้นไม่ได้ ท่านต้องกลับไปดูแลแก้ไข นะครับ ทั้งหมดนี้ผมคิดว่าได้ใช้รบกวนเวลาของท่านประธานมามากพอสมควร แล้วก็ อยากจะฟังคําตอบจากท่านผู้บริหารทีวีไทย แล้วก็ขอย้ําไปในสุดท้ายว่า ผมไม่ได้มี เจตนารมณ์ที่จะกล่าวร้าย ในทางตรงกันข้ามก็คือชื่นชมมาโดยตลอด แล้วก็ไม่อยากให้ ข้อผิดพลาดบกพร่องและข้อติฉินนินทาเหล่านี้ติดอยู่กับทีวีไทย และองค์การกระจายเสียง และแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย ซึ่งเปึนความหวังของสื่อมวลชนของประเทศนี้ ขอบคุณครับ