สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๓ · ๑๙ สิงหาคม ๒๕๕๒

ไพจิต ศรีวรขาน พูดว่า รัฐบาลไม่ควรขึ้นภาษีน้ำมัน เนื่องจากจะทำให้ประชาชนต้องแบกรับภาระหนัก และไม่สนใจกับคนจน นอกจากนี้ยังบอกว่ารัฐบาลมีการกู้ยืมเงินเพิ่มขึ้น แต่ไม่ได้ใช้เงินเพื่อประโยชน์ของประชาชน

นายไพจิต ศรีวรขาน นครพนม

ท่านประธานที่เคารพ ผม ไพจิต ศรีวรขาน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดนครพนม พรรคเพื่อไทย ท่านประธานครับ ผมต้องแสดง ความชื่นชมรัฐบาลที่มีความกล้าหาญทําในสิ่งที่จะเกิดความทุกขเวทนากับประชาชน อย่างอเนจอนาถด้วยความจริงใจ ภาวะแบบนี้ผมไม่เชื่อว่ารัฐบาลจะกล้าหาญขึ้นภาษี ถ้าเทียบเคียงกับ ๓ เดือนก่อนเปึนช่วงที่ท่านบอกว่ามีความจําเปึนต้องฟุ๋นฟูเศรษฐกิจ เงินไม่มี วันนี้ท่านกู้เงิน กู้เงินแล้วก็กู้เงิน ผมไม่คิดไม่ฝันว่าจะต้องมาพิจารณาเรื่องการขึ้น ภาษีน้ํามัน ซึ่งเปึนความทุกข์ยาก เปึนความจําเปึนของพี่น้องทั้งประเทศ ท่านประธานครับ ถ้าหากเราบอกว่าปูมันไม่มีเลือด วันนี้รัฐบาลโดยท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ซึ่งเปึนคนหนุ่ม คนรุ่นใหม่ที่มีฝ้มือ เปึนมือเศรษฐกิจ ที่มีชื่อเสียงของพรรคประชาธิปัตย์จะทําแบบนี้ผมไม่เชื่อ แล้วไม่อยากฟังด้วยว่ามัน ไม่กระทบต่อคนจน ไม่เดือดร้อน อย่าพูดนะครับ อันนี้เปึนการโกหกในสภาที่ไม่อยากฟัง ท่านประธานครับ เขาบอกว่าเปึนการผลักภาระให้กับประชาชน ก็บอกแน่นอน ก็ยอมรับ กันทั้งหมดว่าถ้าขึ้นภาษีน้ํามัน ท่านประธานครับต้องบอกว่าภาษีที่ขึ้นจาก ๕ บาท เปึน ๑๐ บาท ท่านประธานครับ แม้ว่าขณะนี้บอกว่าขึ้นเพียง ๕ บาท เปึน ๗ บาท มันก็ขึ้นแล้ว นะครับ แล้ว ๗ บาท คนจนมันมีความหมาย การจับจ่ายใช้น้ํามันเพื่อการคมนาคมขนส่ง การผลิตทางภาคเกษตรกรรมมีความจําเปึนหมด ทีนี้ถ้าท่านบอกว่าขึ้น ๒ บาท แล้วเพดานก็จะขึ้นอีก ๓ บาท คอยเวลาและโอกาสอยู่ ผมคิดว่าอย่างไรก็คงจะต้องขึ้นถึง ๑๐ บาท ท่านประธานครับถ้าดูเรื่องภาษีน้ํามันที่แพงแล้วก็เพิ่มขึ้น ลําพังแค่ ๕ บาท ก็มาก อยู่แล้ว เรื่องภาษีที่เก็บจากคนยากคนจน ผมไม่เชื่อว่าการพูดอย่างหนึ่งและทําอีกอย่างหนึ่ง จะเกิดจากนโยบายของรัฐบาลนี้ บอกว่ากองทุนน้ํามันจะหยุดเมื่อครบเวลา ที่ท่านบอกว่า เวลานาทีทองผ่านไป แต่วันนี้ก็กลับเพิ่มขึ้น แล้วถ้าเราดูการเก็บเรื่องของกองทุนน้ํามัน วันนี้เงิน ๑๘,๐๐๐–๑๙,๐๐๐ ล้านบาทที่มีอยู่ในกองทุนน้ํามัน มันมากเกินพอ พอที่จะ ทําให้เกิดความมั่นคงในเรื่องการค้า การขายเรื่องน้ํามัน ในการที่จะเข้ามาช่วยเหลือ เกื้อกูลในช่วงที่น้ํามันโลกแพง ผมไม่เชื่อว่าเก็บเข้าไปแล้วจะทําให้มีความสุข มีความ เจริญรุ่งเรืองให้กับพี่น้องประชาชนคนยาก คนจน ท่านประธานครับ เขาบอกว่าประชาชน ต้องมาก่อน ผมไม่ทราบว่าพรรคไหนบอก ประชาชนต้องมาก่อน วันนี้ประชาชนเดือดร้อน ก่อนนะครับ เผลอ ๆ ประชาชนจะตายก่อนไหม ผมฝากไว้ด้วยว่าพูดแล้วต้องทํา มันมี ภาษิตที่บอกว่าอุ้มคนรวย แล้วไม่ช่วยคนจน ก็เช่นเดียวกัน ผมว่าการขึ้นภาษีน้ํามัน แปลว่าเปึนการไม่ช่วยคนจน เปึนภาระที่จะไปเกื้อกูลกลุ่มคนค้า คนขายเรื่องน้ํามัน ผมไม่ทราบว่าคิดได้อย่างไรนะครับ มีหลายอย่างที่สะท้อนให้เห็นว่ารัฐบาลไม่สนใจคนจน การขึ้นภาษีน้ํามันเปึนอีกอุทาหรณ์หนึ่งที่ผมเชื่อว่ารัฐบาลได้ละเลยต่อภาระหน้าที่อันนี้ ท่านประธานครับ สร้างหนี้ กู้หนี้ ยืมสินท่านทําไปเถอะครับ ทําด้วยความกล้าหาญโดยไม่ ฟังเสียงทักท้วงจากพวกผม แต่ว่าขณะเดียวกันก็กลับมายืนยันจะขึ้นภาษีน้ํามันอีก ผมเปึนนักการเมืองในช่วง ๒๐ กว่าป้ครับท่านประธาน ไม่เคยมีปรากฏการณ์ ทางการเมืองแบบนี้เกิดขึ้น การที่วุฒิสภาเขายับยั้ง เขาใช้สิทธิ เขาไม่ได้เปึนสมาชิก พรรคการเมือง เปึนผู้ที่มองเห็นบ้านเห็นเมือง แล้วก็ใช้สิทธิยับยั้งท่าน ใช้สิทธิยับยั้ง ตีกฎหมายนี้ตก โดยมารยาททางการเมือง ผมก็เพิ่งเห็นว่าถ้ารัฐบาลมีมารยาท มีความรับผิดชอบ ต้องฟัง แล้วครับ การทักท้วงกัน ต้องหาช่องทางการแก้ปัญหาอย่างอื่น แปลว่าเมื่อเขายับยั้ง เขาทําให้กฎหมายตก แม้ว่ารัฐธรรมนูญจะบอกว่าสามารถที่จะเข้ามายืนยันจากสภาได้ แต่ว่าความรับผิดชอบทางการเมืองที่ควรจะต้องฟังการทักท้วงของท่านสมาชิกวุฒิสภา ต้องแสดงความชื่นชมในความกล้าหาญ ผมไม่เคยเจอ และวันนี้ก็ได้เจอแล้วว่าเขาทํา หน้าที่ในการที่จะรักษาประโยชน์คนยากคนจน เขามองเห็นว่าถ้าธุรกิจที่ได้การขึ้น การค้า การขาย กิจการเหล่านี้เปึนประโยชน์ของใคร และควรที่จะรักษาให้กับใคร ท่านประธาน ครับ ผมจะบอกว่าวันนี้เปึนวันที่รัฐบาลจะต้องทบทวนความจริงที่ปรากฏ ที่เกิดขึ้น ก็ได้ เห็นแล้วว่าเงิน ๘๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ๙๐๐,๐๐๐ ล้านบาท หรือ ๑,๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท เปึนภาระของคนไทยทั้งประเทศ เช่นเดียวกันถ้าขึ้นภาษีน้ํามัน ผมฟังจากการปราศรัยของ อดีตนายกรัฐมนตรีของประเทศไทย ท่านทักษิณ ชินวัตร ท่านบอกมาเมื่อสัปดาห์ก่อน ๒–๓ ครั้งติดต่อกันบอกว่าน้ํามันของเราลดได้ถึง ๑๐ บาท ท่านประธาน ๑๐ บาท ลดได้ อย่างไร ผมก็มาฟังการอภิปรายของท่านสมาชิก ผมถึงบางอ้อแล้วครับท่านประธาน มันลดได้จริง ๆ ก็ภาษีสรรพสามิตที่ท่านเก็บ ๗ บาท ขึ้นจาก ๕ บาท แล้วมาเก็บเปึน ๗ บาท แล้วจะเปึน ๑๐ บาทในอนาคตในเวลาที่เหมาะสม แล้วก็เรื่องของกองทุนน้ํามัน ที่เก็บมากที่สุดนะครับ แล้วก็มีเงินจนล้นแล้ว ก็อีก ๓ บาท ๔ บาท แล้วค่าการตลาดอีก ๒ บาท ๓ บาท ท่านประธานครับ รวมเบ็ดเสร็จแล้วมันก็ ๑๐ บาทแล้ว ถ้าหากยกเลิก สิ่งเหล่านี้ ดอกผลที่จะเกิดกับคนยากคนจนป้หนึ่งประมาณ ๒๖,๐๐๐ ล้านบาท ที่สามารถที่จะประหยัดเงินของคนยากคนจน ทําไมไม่ทําล่ะครับ ท่านนายกรัฐมนตรีครับ ทําไมไม่ทําในสิ่งที่มันเปึนความหวัง มันเปึนความสุขของคนจน ทําไมทําแต่ในสิ่งที่เปึน ความทุกข์ของคนยากคนจน ผมว่าเลิกเสียเถอะครับ ถ้าไร้ฝ้มือ ถ้าไม่มีฝ้มือ ให้คนอื่น มาทํา ช่องทางในการบริหารงานมันมี เวลาที่ผ่านไป นาทีทองของประชาชนทั้งหมดที่เปึน เจ้าภาพในการบริหารบ้านเมืองของท่าน ค่าการตลาดมีสมาชิกบอกชัดนะครับว่าเก็บแพง ที่สุด มากที่สุดในสมัยท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์นี่ล่ะครับ ในสมัยท่านสมัครยังเก็บ น้อยกว่า ต้นทุนการนําเข้าน้ํามันใกล้เคียงกัน แต่ว่าค่าการตลาดถ้าเบนซิน ๖.๑๗ บาท สมัยท่านอภิสิทธิ์ ถ้าสมัยท่านสมัคร ๒ บาทเศษ ๆ ห่างกันอยู่ ๔ บาท ๕ บาท มันอะไร หนักหนาครับ แล้วค่าการตลาด คนที่ได้ประโยชน์คือคนค้าคนขาย ไม่ใช่คนยากคนจน ผมจึงบอกว่าวันนี้ถึงเวลาที่หลายฝ์ายจะต้องช่วยกันทบทวน ท่านประธานครับ วันนี้ วันเกิดท่านบรรหารนะครับ นักการเมืองมีความสุขที่สุดเมื่อประชาชนมีความสุข ผมเชื่อว่า ท่านบรรหารก็ไม่แตกต่างจากผมที่อยากเห็นพี่น้องประชาชนมีความสุข ผมวิงวอนไปยัง ลูกพรรคชาติไทยพัฒนา ให้ความสุขท่านบรรหารเถอะครับ อย่าเพิ่มภาระหนี้สินให้มันเกิด กับคนยากคนจน อย่าไปเห็นชอบหรืออนุมัติ วันนี้เสียดายไม่ได้ถ่ายทอดครับท่านประธาน ผมอยากให้พี่น้องประชาชนจําชื่อนักการเมือง ส.ส. ที่ยกมือขึ้นภาษีน้ํามัน เราได้ทักท้วง ท่านแล้ว และก็ทําหน้าที่ ผมเชื่อว่าสิ่งเหล่านี้จะเปึนคุณูปการต่อนักการเมือง หัวหน้า พรรคการเมืองก็จะได้ดอกผลเช่นเดียวกัน ก็หวังว่าอย่าทําเถอะครับ อย่าซ้ําเติมคนยาก คนจน ขอให้ยุติเสียนะครับ จะงดออกเสียงหรือจะกลับบ้านไปนอนก็ขอบพระคุณนะครับ พวกผมจะคัดค้าน ไม่เห็นชอบอย่างเด็ดขาดนะครับ ขอยืนยันเคียงข้างความสุขของคน ยากคนจน น้ํามันขึ้น ปุิยแพง ข้าวถูก ยางถูก ทุกอย่างเปึนความจน เปึนความทุกข์ของคน ไม่มีโอกาสทั้งหมดครับ ท่านประธานครับ แต่น้ํามันต้องล้วงกระเปิากันทุกคน เดือดร้อน กันไปหมด ท่านประธานเองอยู่บุรีรัมย์ก็คงจะทราบ ผมเชื่อว่าวันนี้ถึงเวลาที่เราจะต้อง ทบทวน อะไรที่ควรทําก็ทํา อะไรที่ต้องยับยั้งก็ต้องยับยั้งกันอีกครั้งหนึ่งนะครับ พวกผม ก็อยู่เพื่อทําหน้าที่ในการคัดค้าน ไม่ให้รัฐบาลออกกฎหมายไปซ้ําเติมความทุกข์ยากของ ประชาชน ท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการครับ ท่านมีอนาคตนะครับ ผมฝากว่าท่านอย่าทําในสิ่งที่มันเปึน ความยาก ความจน เปึนความทุกข์ยากของประชาชนเถอะครับ หยุดได้หยุดนะครับ ขอบพระคุณครับ