อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี หารือเรื่องราคาน้ำมัน และอธิบายว่าราคาน้ำมันไม่ได้เพิ่มขึ้นในประเทศไทย แต่เพิ่มขึ้นในต่างประเทศ จากนั้นเสนอแนวทางแก้ไขด้วยการชดเชยเงินคงคลังและขึ้นภาษีเพื่อลดเงินกู้ 400,000 ล้านบาท
ท่านประธานที่เคารพ ผม อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ ท่านประธานครับ ก่อนอื่นผมขอสร้างความเข้าใจร่วมกันก่อน เพราะว่าวันนี้เรามีพี่น้อง ประชาชนรับฟังอยู่ด้วย ถ้าสภาผ่านวันนี้ไม่ได้แปลว่าราคาน้ํามันพรุ่งนี้จะขึ้น ราคาน้ํามัน นั้นได้มีการปรับในเรื่องของภาษีมาตั้งแต่วันที่ ๑๔ พฤษภาคม ๒๕๕๒ ก็หลายเดือนแล้วครับ เพราะฉะนั้นแปลว่าวันนี้กฎหมายผ่านหรือไม่ เอาเปึนว่าถ้าวันนี้กฎหมายผ่าน ไม่ได้ แปลว่าพรุ่งนี้น้ํามันจะแพงขึ้นครับ เพราะสิ่งที่เรากําลังพิจารณาอยู่นี้เปึนพระราชกําหนด พระราชกําหนดนั้นเปึนกฎหมายที่ฝ์ายบริหารเปึนคนออก มีผลใช้บังคับแล้ว เพียงแต่ตาม เงื่อนไขจะต้องกลับมาให้ความเห็นชอบโดยที่สภาแห่งนี้ก่อน ท่านประธานที่เคารพครับ ผมเองเมื่อได้ทําความเข้าใจอย่างนั้นต้องอธิบายว่า ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ ๑๔ พฤษภาคม ๒๕๕๒ ที่กฎหมายฉบับนี้มีผลใช้บังคับ วันนั้นมีการจัดเก็บภาษีสรรพสามิตเพิ่มขึ้น ๒ บาท ภาษีมหาดไทยเพิ่มขึ้น ๒๐ สตางค์ รวมกันเปึน ๒ บาท ๒๐ สตางค์ในวันนั้น ในวันนั้นเอง กองทุนน้ํามันก็ได้ชดเชยเงินกลับมาให้ ๒ บาท ๒๐ สตางค์เช่นเดียวกัน หมายความว่า อย่างไรครับ พูดอย่างนี้แล้วก็แปลว่าในวันที่ ๑๔ พฤษภาคมที่ผ่านมาที่ได้มีการขึ้นราคา น้ํามันนั้นพี่น้องประชาชนไม่ได้กระทบ คือไม่ได้จ่ายภาษีสรรพสามิต ไม่ได้จ่ายภาษี มหาดไทยเพิ่มขึ้นในวันนั้น เพราะเอาเงินกองทุนน้ํามันไปจ่ายแทน ถ้าพูดอย่างนี้แล้วคง ต้องอธิบายว่าโครงสร้างราคาน้ํามันเปึนอย่างไร โครงสร้างราคาน้ํามันมันประกอบที่ราคา หน้าโรงกลั่นบวกกับภาษีสรรพสามิต ภาษีมหาดไทย เงินนําเข้ากองทุนน้ํามัน เงินนําเข้ากองทุนอนุรักษ์พลังงาน กลายเปึนราคาขายส่งหน้าโรงงาน และบวก ภาษีมูลค่าเพิ่มกลายเปึนราคาขายส่งบวกภาษีครับ บวกค่าการตลาด บวกแวทอีกทีเปึน ราคาขายปลีก เพราะฉะนั้นถ้าพูดปัูบก็ขออนุญาตอธิบายโครงสร้างก่อน แล้วเดี๋ยวจะ เข้าใจต่อไปว่ามันเกิดอะไรขึ้น เอาละครับ ย้อนกลับไปว่าวันนั้นยังเปึน ๒.๒๐ บาท แล้ว ประชาชนไม่ได้เข้าไปจ่ายภาษีเองแต่เปึนกองทุนจ่ายให้ แต่ยอมรับครับว่าหลังจากนั้น กองทุนน้ํามันเองก็ไม่ได้เข้าไปช่วยใน ๒.๒๐ บาท แบบเต็มเม็ดเต็มหน่วย ยอมรับครับ ทําไมถึงไม่สามารถที่จะเข้าไปช่วย ๒.๒๐ บาท แบบเต็มเม็ดเต็มหน่วยแบบที่เรียกว่า พี่น้องประชาชนไม่ต้องจ่ายเลย เพราะกองทุนน้ํามันมันไม่ได้ไปอุดหนุนเฉพาะแต่น้ํามัน มันไปอุดหนุน แอลพีจี (LPG) ด้วยครับ หรือก๊าซหุงต้ม ท่านทราบไหมครับก๊าซหุงต้มวันนี้ เราตรึงราคาอยู่ที่ ๑๑ บาทต่อกิโลกรัม เราต้องนําเข้าก๊าซ แอลพีจี มาใช้ในประเทศ แล้ว ราคาที่ชดเชยอยู่ระหว่าง ๔ บาท ถึง ๗ บาทต่อ ๑ กิโลกรัม นึกภาพเอาเองว่าวันนี้ ประเทศของเราบริโภค แอลพีจี ขนาดไหนครับ มีมหกรรมเปลี่ยนรถจากเปึนรถน้ํามัน มาเติมแก๊ส แก๊สหุงต้ม ผมคิดว่าถ้าไม่อุ้ม แอลพีจี ปัญหาเกิด ๑. ราคาค่าขนส่งโดยเฉพาะ ค่าแท็กซี่ ผมเชื่อว่าค่าแท็กซี่มีปรับราคาขึ้น พี่น้องแท็กซี่เดือดร้อน ผมเชื่อว่าถ้ากองทุนน้ํามัน ไม่อุ้ม แอลพีจี ก๊าซหุงต้ม ร้านค้า แม่ค้าเขาเดือดร้อนครับ นี่เปึนความจริงที่เกิดขึ้น ผมเองต้องบอกว่าขึ้นมายืนวันนี้ไม่ดีหรอกครับ เพราะว่าเวลาพูดอยู่ฟากโน้นแล้วบอกว่า ไม่ขึ้นภาษีน้ํามันมันดูดีกว่า แต่พอมาพูดฝัืงนี้บอกขึ้นภาษีน้ํามันก็ต้องบอกว่าทําไมต้องขึ้น ก็อย่างที่เรียนครับ มันมีความจําเปึนจริง ๆ ไม่อย่างนั้นแล้วคนที่เดือดร้อนมีอีกเยอะครับ กองทุนน้ํามันไม่ได้อุ้มน้ํามันอย่างเดียว ต้องอุ้ม แอลพีจี ด้วย เพราะฉะนั้นผมก็ต้องกราบเรียน ให้ท่านเข้าใจ
อีกเรื่องหนึ่งครับ ผมน้อย ๆ ไม่กินเวลาท่านประธานเยอะครับ ท่านเคยบ่น ครับ จําได้ไหมครับ พ.ร.ก. เงินกู้ ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ไม่นานนี้เอง แล้วผมก็ยืนอภิปราย ในที่นี้บอกว่าเราต้องใช้เพื่อชดเชยเงินคงคลัง ๒๐๐,๐๐๐ ล้านบาท เราต้องใช้เพื่อนําไปใช้ ในแผนไทยเข้มแข็งแบบเร่งด่วนป้ ๒๕๕๒ เชื่อมโยงป้ ๒๕๕๓ อีก ๒๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ประเด็นก็คือว่าการชดเชยเงินคงคลัง ๒๐๐,๐๐๐ ล้านบาทลดลง แปลว่าอะไร เงินคงคลัง ทําไมต้องชดเชย มันคืออะไรครับ เงินคงคลังก็คือเงินสดในมือ ผมบอกย้ําหลายทีแล้วว่า ประเทศไทยไม่ได้ถังแตก เรามีเงินทุนสํารองเงินตราระหว่างประเทศมหาศาลครับ ที่สนับสนุนการพิมพ์ธนบัตรเราอยู่ พิมพ์แบงก์เราอยู่ เพียงแต่ประเทศเรายังใช้ทองคํา ยังใช้สิ่งของมีค่าเข้าไปค้ําอยู่ครับ แตกต่างกับอเมริกา แตกต่างกับประเทศชั้นนําอีกหลาย ประเทศที่ไม่มีแบบนี้ เพราะฉะนั้นเราไม่ได้ถังแตก แต่เงินสดในมือเราพร่อง เงินสดในมือ ที่จะต้องป่ดทุกป้ ๆ นี่ละครับ นั่นละเขาเรียกว่า ตัวเงินคงคลัง ปรากฏว่าเงินคงคลัง เราบอกว่าเราป่ดไม่ลง ที่บอกป่ดหีบไม่ลง พูดง่าย ๆ คือว่าเงินสดในมือมันมีไม่พอ จนกระทั่งถึงปลายงบประมาณ ทําไมเปึนอย่างนั้น เพราะการจัดเก็บไม่เข้าเปัา รายจ่าย มันมาก รายรับมันน้อย เพราะฉะนั้นนั่นละครับ มันทําให้เราจะต้องมีการชดเชยเงินคงคลัง ในคราวนั้น หรือเงินสดในมือถึง ๒๐๐,๐๐๐ ล้านบาท วันนี้คาดว่าอย่างร้ายที่สุดเหลือแค่ แสนเดียวครับ เห็นไหมครับ เงินไม่ต้องกู้แล้วครับ ที่บอกวันนั้นต้องกู้ ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ไม่ใช่แล้วนะครับ เหลือแค่ ๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาทแล้วนะครับ ลดไปแสนหนึ่งแล้ว เพราะการจัดเก็บมันดีขึ้น อะไรดีขึ้น ภาษีแวท ที่เรียกว่าเปึนภาษีมูลค่าเพิ่ม เกิดจากคน จับจ่ายใช้สอยเพิ่มมากขึ้น ภาษีแวทเก็บได้เพิ่มมากขึ้น แล้วแน่นอน ภาษีสรรพสามิต ตัวนี้ ก็เก็บได้เพิ่มมากขึ้นเช่นเดียวกัน ท่านเชื่อไหมครับ ๒ เดือนที่ผ่านมาเดือนมิถุนายนกับ เดือนกรกฎาคมนี่ การที่เราเพิ่มขึ้น ๒.๒๐ บาท ถ้าพูดถึงซีกเดียวคือสรรพสามิต ๒ บาท เราได้เงินเพิ่มขึ้นหมื่นล้านบาทครับ ผมขอตัวเลขนิดหนึ่งนะครับ ท่านประธาน ปกติแล้ว เราจะเก็บภาษีสรรพสามิตอยู่ได้โดยเฉลี่ยแล้วนี่ เดือนละ ๘,๐๐๐ ล้านบาท แต่ครั้งนี้ เราเก็บได้เพิ่มเปึน ๑๓,๐๐๐ ล้านบาทต่อเดือน เก็บเกี่ยวเข้ามาเพิ่มเกือบ ๕,๐๐๐ ล้านบาท หมื่นล้านบาทครับ ๒ เดือน ยอมรับครับ มันต้องใช้ครับ แต่แน่นอน มันก็เปึนการลดเงินกู้ อีก ๑๐๐,๐๐๐ ล้านบาทที่เราคุยกัน แล้วหลีกเลี่ยงได้ไหมที่จะไม่ทําแบบนี้ หลีกเลี่ยงได้ไหม ที่จะไม่กู้ หลีกเลี่ยงได้ไหมที่จะไม่ขึ้นภาษี ท่านอยากให้การพัฒนาในประเทศนี้หยุด หรือเปล่าครับ รัฐบาลนี้เปึนรัฐบาลอยู่เฉย ๆ ก็ได้ครับ ไม่ต้องให้เพื่อนด่า ไม่ต้องไปกู้มาก ไม่ต้องไปขึ้นภาษีครับ อยู่แบบแกน ๆ อยู่ได้ ผมคิดว่าคนที่ท่านเอ่ยถึงเมื่อสักครู่นี้จากแดนไกล ถ้าวันนี้ท่านมานั่งที่นี่ พร้อมข้อมูลที่ครบมือ ผมก็เชื่อว่าท่านต้องคิดแนวทางเดียวกัน แต่วันนี้คนอยู่ไกล ทีมงานไม่มี ข้อมูลไม่พร้อม ถึงแม้จะเปึนคนที่ได้ชื่อว่าเคยเก่ง ข้อมูลไม่มี ทีมงานไม่พร้อม มีปัญหาเหมือนกันครับ วันนี้อย่าพูด ที่เรียกว่าไม่คํานึงถึงประโยชน์จริง ๆ ของประเทศว่ามันจะเกิดอะไรขึ้นครับ ถ้ามุ่งแต่ที่จะบอกว่าทําลายความน่าเชื่อถือ ทางการเมืองแล้วนี่ ก็ถูกครับ วันนี้รัฐบาลบอกว่าเราขึ้นภาษี ผมพูดอย่างไรก็คงไม่เท่ห์เท่า ท่าน เพราะท่านบอกว่าให้ลดครับ ท่านบอกว่าไม่ให้เพิ่มครับ แต่ความเปึนจริงที่เกิด เงินกู้ แสนล้านบาทไม่ได้ใช้ ผมว่าตรงนี้ตอบโจทย์ได้ดี ผมมีประเด็นอย่างนี้ละครับท่านประธาน แล้วก็อย่างไรผมคิดว่าสิ่งที่รัฐบาลดําเนินแนวทางมาเปึนเรื่องที่ถูกต้อง สิ่งที่ผมอยากให้ รัฐบาลทํามากที่สุดในขณะนี้ในเรื่องเกี่ยวกับน้ํามันที่ผมเปึนห่วง คือเรื่องเดียวเท่านั้นคือ เรื่องของค่าการตลาด ส่วนเรื่องของขึ้นภาษีนั้น ผมคิดว่าต้องตอบโจทย์ เมื่อท่านขึ้นภาษี แล้ว ท่านก็ไม่ต้องกู้ ผมคิดว่าตอบโจทย์ครับ แต่ในส่วนของค่าการตลาดที่เปึนห่วง ในวันนั้นวันที่ ๑๓ คาบเกี่ยววันที่ ๑๔ วันที่ ๑๔ เปึนวันที่ราคาน้ํามันเราปรับขึ้นภาษี ในวันนั้นนะครับ วันนั้นแน่นอนที่ผมเรียนไปแล้วว่ามีการชดเชยภาษีและต้องจ่ายเพิ่มมาก ขึ้น ๒.๒๐ บาท แต่มีการชดเชยกลับมาจากกองทุนน้ํามัน ๒.๒๐ บาทเหมือนกัน แต่ปรากฏว่า ราคาขายปลีกขึ้นที่ ๖๐ สตางค์ แล้ว ๖๐ สตางค์ที่ขึ้นนี้ขึ้นจากค่าการตลาด ค่าการตลาดนี้ต้องบอกว่าราคาค้าปลีกกระทรวงพาณิชย์เขาดูครับ กรมการค้าภายใน ส่วนราคาน้ํามันโดยภาพรวมแล้วสํานักนโยบายและแผนพลังงาน กระทรวงพลังงาน ดูครับ ท่านช่วยผมหน่อยเถอะครับ เพราะว่า ปตท. มาร์เกต แชร์ (Market Share) หรือว่า ส่วนแบ่งตลาดใหญ่มาก บางจากส่วนแบ่งตลาดมีมาก ท่านสร้างกลไกในการชี้นําอย่างไร ในการควบคุมราคาตลาด ผมอยากดู เรื่องนี้อยากฟังท่านรัฐมนตรีพูดให้ฟังว่า ถ้าเราจะ ลดค่าการตลาดลงมาหรือควบคุมค่าการตลาดให้เหมาะสมจะอยู่ในทิศทางใด แต่เรื่อง ของภาษีย้ําอีกครั้งครับ ต่อให้วันนี้กฎหมายนี้ผ่าน พรุ่งนี้ก็ไม่ได้เพิ่มครับ มันเพิ่มมาแล้ว ตั้งแต่วันที่ ๑๔ พฤษภาคม แล้วที่มีความจําเปึนต้องทําแบบนี้ เราไม่ได้อุ้มเฉพาะน้ํามัน ครับ แอลพีจี ต้องอุ้มครับ แท็กซี่จะเดือดร้อน แม่ค้าจะเดือดร้อน ค่าครองชีพจะเพิ่มถ้าไม่ เดินแบบนี้ ผมมีแค่นี้ท่านประธาน ขอบคุณครับ