สุเทพ เทือกสุบรรณ อธิบายเรื่องการตรวจจับเครื่องบินล้ำกินและปฏิบัติภารกิจของกองทัพอากาศในวันที่ 15 พฤศจิกายน 2552 ที่ไม่เกี่ยวข้องกับการกระทําใดๆ ที่ถูกกล่าวหา และหารือเรื่องสถานการณ์ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไทยกับกัมพูชา
ท่านประธานครับ ผม สุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ก่อนอื่นผมจะเรียนว่าเรื่องที่ผมได้แสดง ความชัดเจนว่าวิศวกรของเรา คือคุณศิวรักษ์ไม่ได้ไปจารกรรมข้อมูล ผมไม่ได้เพิ่งแสดง ความชัดเจนวันนี้ครับ ผมแสดงความชัดเจนตั้งแต่วันแรกที่มีข่าว โดยการให้สัมภาษณ์ สื่อมวลชนทุกแขนงที่ประเทศไทย แล้วก็ที่พยายามพูดมาทั้งหมดเพื่อจะให้เห็นว่า ผมได้สั่งการให้เครื่องบินที่มีอาวุธ จรวดสังหาร ป๋นกลอากาศขนาด ๒๐ มิลลิเมตร อะไรขึ้นไป เพื่อเตรียมจัดการกับเครื่องบินลํานี้ ผมกราบเรียนท่านประธานอย่างนี้ครับว่า ถ้าท่านประธานได้ฟังที่ผมกราบเรียนชี้แจงเมื่อสักครู่จะได้เห็นว่าผมได้ปฏิบัติตามขั้นตอน ถูกต้องทุกประการ เครื่องบินลํานั้นเขาขออนุญาตบินไปและบินกลับ ขาไปเราไม่ทราบว่า มีบุคคลที่หนีศาล หนีคําพิพากษาอยู่ เมื่อเรารู้เราก็สั่งว่าที่อนุญาตว่าให้กลับมาด้วยนี่ ก็ไม่อนุญาตอีกต่อไปแล้ว แล้วก็สั่งว่าถ้าเครื่องบินของเขาซึ่งบรรทุกผู้โดยสารคนนี้มาด้วย เราไม่อนุญาตให้เข้าประเทศเรา อันนี้เปึนการกระทําที่ถูกต้องครับ บอกกับบริษัทการบิน บอกกับเจ้าของเครื่องบินนี้ชัดเจน ถ้าผมมีเจตนาร้ายอย่างที่ท่านกล่าวหา ผมก็ปล่อยให้ เขาบินเข้ามา แล้วผมก็ให้เขาไปดําเนินการ ซึ่งเปึนการดําเนินการที่ชอบด้วยกฎหมายครับ มีกฎหมายไทยครับว่าด้วยการปฏิบัติต่ออากาศยานที่ทํากระผิดกฎหมาย พ.ศ. ๒๕๒๒ ออกไว้ บอกไว้ชัดเลยครับว่า ในกรณีที่อากาศยานเครื่องใดมีพฤติกรรมที่ผิดกฎหมาย ฝ์าฝ๋นไม่ปฏิบัติตามกฎหมายทั้งหลาย ทหารอากาศมีอํานาจสั่ง หรือบังคับให้อากาศยาน ที่ตรวจพบนั้นลงที่สนามบินแห่งหนึ่งแห่งใดในประเทศไทยได้ แล้วก็มียาวครับ ผมไม่ต้อง อ่านหมด ในกรณีที่จําเปึนให้มีอํานาจใช้อาวุธประจําอากาศยานบังคับได้ อันนี้เปึนเรื่อง กฎหมายโดยทั่วไปที่กําหนดเอาไว้ แล้วผมเรียนกับท่านประธานว่าผมไม่ได้มีการสั่งการให้ เขาขึ้นไปดําเนินการอย่างที่ท่านกล่าวหา แต่ว่านี่คือรายงานที่อยู่ในมือผม กองทัพอากาศ ได้รายงานเรื่องนี้ต่อผมอย่างนี้ครับ
๑. เมื่อกระทรวงการต่างประเทศได้ดําเนินมาตรการทางการทูตต่อกรณี ที่เกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไทยและประเทศกัมพูชา สถานการณ์มีความตึงเครียด เพิ่มขึ้นตามลําดับ กองทัพอากาศได้มีการเตรียมการในการเฝัาระวังรักษาเขต โดยเฉพาะ ในห้วงอากาศของประเทศไทย โดยมีคําสั่งยุทธการให้เครื่องบินเตรียมพร้อมของกองทัพอากาศ ทําการบินลาดตระเวนรักษาเขตตั้งแต่วันที่ ๑๒ พฤศจิกายน ๒๕๕๒ เปึนต้นมา
๒. หลังจากมีข่าวสื่อมวลชนนําเสนอการเดินทางของ พันตํารวจโท ทักษิณ โดยบินไปลง ณ สนามบินโปเชียงตง ประเทศกัมพูชา ซึ่งเปึนการนําเสนอข่าวโดยทั่วไป มีภาพถ่ายอากาศยานเช่าเหมาลําแบบ ซีแอล ๓๐ ที่ใช้ในการเดินทาง ปรากฏตามสื่อ ทั่วไปนั้น ต่อมาทางรัฐบาลได้ตรวจสอบแผนการบินพบว่าบริษัทเครื่องบิน ลําดังกล่าวใช้เส้นทางบินผ่านจากประเทศอินเดีย ผ่านน่านฟัาประเทศไทยเข้าสู่ประเทศ กัมพูชา และจะใช้เส้นทางเดียวกันนั้นเพื่อเดินทางกลับ
๓. กองทัพอากาศได้รับทราบว่ากรมการขนส่งทางอากาศ ซึ่งเปึนหน่วยงาน รับผิดชอบในการอนุญาตให้อากาศยานเช่าเหมาลําบินผ่านน่านฟัาของประเทศไทย ได้แจ้งยกเลิก โดยไม่อนุญาตให้เครื่องบินเช่าเหมาลําบินผ่านประเทศไทยตามแผนการบิน ที่ส่งไว้เดิมว่าจะเดินทางกลับวันที่ ๑๔ พฤศจิกายน ๒๕๕๒ เวลา ๑๐.๐๐ นาฬิกา
๔. ศูนย์ยุทธการทางอากาศจึงได้เฝัาติดตาม เนื่องจากกองทัพอากาศต้อง ปฏิบัติตามกฎหมายว่าด้วยการปฏิบัติต่ออากาศยานที่กระทําผิดกฎหมาย ป้ ๒๕๑๙ มาตรา ๖
๕. วันที่ ๑๕ พฤศจิกายน ๒๕๕๒ ศูนย์ยุทธการทางอากาศได้รับทราบว่า เครื่องบินลําดังกล่าวมีแผนการบินผ่านประเทศไทยตามวัน เวลาเดิม ซึ่งกรมการขนส่ง ทางอากาศไม่อนุญาต ศูนย์ยุทธการทางอากาศจึงได้สั่งให้เครื่องบินเตรียมพร้อม ขึ้นทําการบินในห้วงเวลาที่แผนการบินของเครื่องบินเช่าเหมาลําดังกล่าวจะวิ่งขึ้น เพื่อปัองกันไม่ให้เครื่องบินดังกล่าวฝ์าฝ๋นในการบินผ่านประเทศ รวมทั้งได้สั่งให้เครื่องบิน แบบ เอฟ ๕ (F5) ขึ้นปฏิบัติภารกิจร่วมกัน ทั้งนี้ เครื่องบินเช่าเหมาลําดังกล่าวไม่ได้บินเข้า ประเทศไทย เครื่องบินของกองทัพอากาศจึงปฏิบัติหน้าที่ลาดตระเวนตามปกติ ท่านประธานครับนี่เปึนรายงานที่เปึนทางการ แล้วก็จะได้เห็นได้ชัดว่าไม่ได้มีการกระทํา อย่างที่ได้มีการกล่าวหากันแต่อย่างใดทั้งสิ้นครับ