วรรณรัตน์ ชาญนุกูล อธิบายว่าขึ้นภาษีสรรพสามิตครั้งแรกเมื่อ 1 กุมภาพันธ์ 2552 และครั้งที่ 2 เมื่อ 14 พฤษภาคม 2552 เพื่อช่วยรับมือกับวิกฤติเศรษฐกิจ และลดภาษีสำหรับพลังงานทดแทน
ท่านประธานที่เคารพ ผม นายแพทย์วรรณรัตน์ ชาญนุกูล รัฐมนตรีว่าการกระทรวง พลังงาน ในนามของนายกรัฐมนตรี ความจริงผู้ที่มีบทบาทหน้าที่รับผิดชอบในการ พิจารณาขึ้นภาษีสรรพสามิตนั้นเปึนเรื่องของกระทรวงการคลังอย่างที่ทุกท่านคงทราบ แล้วก็บังเอิญวันนี้ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังก็ดี รัฐมนตรีช่วยว่าการ กระทรวงการคลังก็ดีท่านติดภารกิจ ผมก็ขออนุญาตที่จะตอบคําถามหนึ่งแทน กระทรวงการคลังแล้วกันนะครับ ถ้าถามว่าขึ้นภาษีสรรพสามิตกี่ครั้งของรัฐบาลนี้ ตอบตรงไปตรงมาก็คือขึ้น ๒ ครั้ง ครั้งแรกวันที่ ๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๒ ครั้งที่ ๒ วันที่ ๑๔ พฤษภาคม ๒๕๕๒ แต่ครั้งแรกนั้นจะถือว่าตั้งใจขึ้นก็คงไม่ถูกนัก เพราะว่าก่อนหน้านี้ สมัยที่รัฐบาลท่านสมัคร สุนทรเวช ราคาน้ํามันขึ้นปรับตัวสูงมาก สูงถึงขนาดบาร์เรลละ ๑๔๗ เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล ณ ตรงนั้น รัฐบาลท่านสมัคร สุนทรเวช ก็เลยแบ่งเบาภาระ ความเดือดร้อนของประชาชนด้วยการปรับลดภาษีสรรพสามิตลงตั้งแต่วันที่ ๒๕ กรกฎาคม ตามมาตรการ ๖ เดือน ๖ มาตรการเพื่อประชาชน แล้วโครงการนี้ก็สิ้นสุดลง เมื่อวันที่ ๓๑ มกราคม ๒๕๕๒ รัฐบาลของท่านอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ มาบริหารต่อ สถานการณ์ทางด้านราคาน้ํามันตอนนั้นเริ่มคลี่คลายลงไปมาก จากเดิมที่ราคาน้ํามัน ในตลาดโลก และน้ํามันดิบสูงสุดถึงขนาด ๑๔๗ เหรียญสหรัฐต่อ ๑ บาร์เรล ในเดือนกรกฎาคม เดือนสิงหาคม ป้ ๒๕๕๑ แต่มาถึงเดือนกุมภาพันธ์ ๒๕๕๒ ราคาน้ํามันดิบในตลาดโลกลดลงมากเหลือประมาณ ๓๐ กว่าเหรียญสหรัฐต่อ ๑ บาร์เรล เท่านั้น เพราะฉะนั้นรัฐบาลก็เห็นว่าไม่มีความจําเปึนที่จะดําเนินมาตรการในส่วนนี้ต่อไป คงเหลือไว้เพียง ๕ มาตรการที่ดําเนินการต่อมา เมื่อเปึนเช่นนี้ก็จึงได้มีการปรับภาษี สรรพสามิตกลับมาสู่สถานะเดิมจากที่เคยลดไปแล้วให้กลับมาสู่สถานะเดิม แต่เนื่องจาก เมื่อปรับมาสู่สถานะเดิมแล้วสัดส่วนความต่างของน้ํามันแต่ละชนิดนั้นยังไม่เหมาะสม เท่าที่ควร จึงมีการปรับให้เหมาะสมยิ่งขึ้น โดยเก็บภาษีเฉพาะส่วนที่เปึนน้ํามันจริง ๆ จะเปึนเบนซินก็ดีหรือเปึนดีเซลก็ดี แต่ส่วนที่เปึนพืชพลังงานทดแทน เช่น เอทานอล (Ethanol) ก็ดีหรือไบโอดีเซล บี ๑๐๐ (Bio-diesel B 100) ปกตินั้นไม่เก็บ ก็เลย มีการปรับสัดส่วนของแต่ละตัวให้เหมาะสมยิ่งขึ้น ก็ถือได้ว่าเปึนการปรับขึ้นจากเดิม เล็กน้อย ผมขออนุญาตเรียนชี้แจงทําความเข้าใจนะครับว่า ตอนช่วงที่มีการปรับลดภาษี สรรพสามิตตามมาตรการ ๖ เดือน ๖ มาตรการนั้นนะครับ เบนซินเก็บภาษีลิตรละ ๓.๖๘ บาท เรามาปรับกลับสู่สภาพเดิมเราก็ปรับขึ้นอีก ๑.๓๒ บาท เปึน ๕ บาท แก๊สโซฮอล์ อี ๒๐ (Gasohol E 10) เดิมเก็บอยู่ ๐.๐๑ บาท ก็มาเก็บเปึน สถานะเดิมคือ ๔.๕๐ บาท เก็บเพิ่มจากเดิม ๑.๑๘ บาท ดีเซลหมุนเร็ว บี ๒ (B 2) เดิมเก็บ ๐.๐๐๕ บาท กลับสู่สถานะเดิม ๓.๓๐ บาท เก็บเพิ่มจากเดิมอีก ๑ บาท สรุปแล้วเก็บเฉพาะ ๓ ตัวเท่านั้น เบนซิน แก๊สโซฮอล์ อี ๑๐ แล้วก็ดีเซลหมุนเร็ว บี ๒ นอกนั้นก็กลับสู่สภาวะเดิม ครั้งที่ ๒ วันที่ ๑๔ พฤษภาคม ๒๕๕๒ ในตอนนั้นราคาน้ํามันก็อยู่ประมาณ ๕๐ กว่าเหรียญสหรัฐ ๖๐ เหรียญสหรัฐ ต่อ ๑ บาร์เรล ซึ่งก็ถือว่ายังไม่สูงนัก รัฐบาลก็มีความจําเปึนที่ต้องดําเนินมาตรการกระตุ้น เศรษฐกิจเพื่อให้รับมือกับวิกฤติเศรษฐกิจ ก็ได้ปรับขึ้นภาษีสรรพสามิต เบนซินลิตรละ ๒ บาท แก๊สโซฮอล์ลิตรละ ๑.๘๐ บาท ดีเซลหมุนเร็ว บี ๒ ลิตรละ ๒ บาท ดีเซลหมุนเร็ว บี ๕ (B 5) ลิตรละ ๒.๘๕ บาท ซึ่งกระทรวงการคลังได้พิจารณาเห็นว่าการปรับอัตราภาษี ครั้งที่ ๒ เมื่อวันที่ ๑๔ พฤษภาคม ๒๕๕๒ นั้น รัฐบาลได้พิจารณาจากความเหมาะสม ทางด้านเศรษฐกิจเปึนหลัก เพื่อรักษาเสถียรภาพทางการคลังและส่งเสริมนโยบาย ประหยัดพลังงาน จึงมีการปรับภาษีให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมยิ่งขึ้น อย่างไรก็ตาม การปรับขึ้นอัตราภาษีทั้ง ๒ ครั้งนี้มิได้ปรับสูงขึ้นจนเกินไป ตัวอย่างเช่น น้ํามันที่ใช้เปึน พลังงานทดแทน อี ๘๕ (E 85) เมื่อเปรียบเทียบกับก่อนปรับอัตราภาษีทั้ง ๒ ครั้งแล้วก็จะ เห็นได้ว่ารัฐบาลปัจจุบันได้ลดภาษีจากเดิม ไม่ได้ปรับทั้งหมดนะครับ อี ๘๕ ลดนะครับ จากเดิมก่อน ๖ มาตรการ ๖ เดือนฝ์าวิกฤติ เก็บภาษีแก๊สโซฮอล์ อี ๘๕ ลิตรละ ๓.๓๑ บาท แต่วันที่ ๑๔ พฤษภาคม ๒๕๕๒ เราเก็บเพียง ๑.๐๕ บาทเท่านั้น สําหรับ อัตราภาษีน้ํามันชนิดอื่น ๆ ก็ปรับอัตราภาษีให้เปึนไปตามสัดส่วนเชื้อเพลิงที่มาจาก ผลผลิตทางการเกษตร โดยเฉลี่ยแล้วปรับขึ้นอยู่ประมาณลิตรละ ๒ บาท ทําให้โครงสร้าง สอดคล้องเหมาะสมกับการสนับสนุนนโยบายด้านพลังงานของประเทศมากยิ่งขึ้นครับ ขออนุญาตตอบชี้แจงแค่นี้ครับ ขอบคุณมากครับ