ฐิติมา ฉายแสง เสนอแนะให้ชาวภาคใต้ดูแลปัญหาและงบประมาณของพื้นที่ตนเอง ไม่ให้ข้าราชการที่ไม่เข้าใจพื้นที่ดูแล และวิพากษ์วิจารณ์ร่างพระราชบัญญัติที่รัฐบาลเสนอ เพราะไม่แก้ปัญหาได้จริง และอาจทำให้ปัญหานั้นกลับกลายเป็นปัญหาเพิ่มเติม
ค่ะ นี่ละค่ะเข้าสู่ร่างพระราชบัญญัติเลย นะคะว่าประชาชนยังคงรับรู้ข่าวสารถึงระเบิดเกิดขึ้นบ่อยครั้งในภาคใต้ เพราะฉะนั้น นั่นคือปัญหาชายแดนใต้ที่เป็นพื้นที่ของพรรคประชาธิปัตย์แท้ ๆ ยังทําไม่ได้ ดิฉันจึงสงสัยว่า รัฐบาลชุดนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นั้น ไม่รู้จริงในการแก้ปัญหาชายแดนภาคใต้ หรือว่าไม่จริงใจในการแก้ปัญหาชายแดนภาคใต้กันแน่ ดิฉันเองไม่รู้จริงแน่ท่านประธาน ดิฉันเป็นคนภาคกลาง แต่ดิฉันมีความจริงใจในการที่อยากจะให้พื้นที่ภาคใต้นั้นได้รับ การแก้ปัญหา ให้ประชาชนทางภาคใต้นั้นมีความสุขเสียที เพราะฉะนั้นดิฉันจึงพยายาม สอบถามผู้รู้คนโน้น คนนี้มากมาย ไม่ว่าจะเป็นคุณครู นักธุรกิจ ตํารวจ ทหาร หรือ ส.ส. ด้วยกัน ก็ได้ความรู้อยู่บ้างนะคะว่ามันมีความหลากหลายในแนวคิดทีเดียว แต่อย่างไร ก็ตามก็พอจะประมวลกันได้ว่าหลายคนนั้นเขาให้ความคิดที่เหมือน ๆ กันว่าปัญหา ภาคใต้เป็นปัญหาที่มีสะสมมายาวนาน แต่ประเด็นปัญหาที่พูดเหมือน ๆ กันแน่ ๆ ก็คือว่า เป็นการลงโทษข้าราชการจากถิ่นอื่นให้ไปปฏิบัติหน้าที่ราชการใน ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ นั่นก็คือให้คนภาคกลาง ภาคเหนือ หรือภาคตะวันออกเฉียงเหนือไปปฏิบัติหน้าที่ แต่คน พวกนี้อาจจะเป็นคนที่กระทําความผิดไว้ หรือเป็นคนที่เข้ากับพรรคพวกไม่ได้ ก่อเกิด ปัญหาอย่างนั้น อย่างนี้เป็นต้น จึงถูกให้ย้ายไปอยู่ที่ไกล ๆ เสียนั่นคือการลงโทษ ท่านประธานคะ ข้าราชการที่ถูกลงโทษนั้นอาจจะไปก่อปัญหาต่ออีกก็ได้ เพราะฉะนั้น คนชายแดนใต้จึงถือว่าเป็นคนที่รับเคราะห์กรรมนั่นเอง ไม่รู้เรื่องอะไรเลย ก็ต้องมาเจอ กับข้าราชการที่มีปัญหา หรือคนที่ถูกย้ายไปก็ต่างภาษา ต่างศาสนา หรือต่างวัฒนธรรม จึงไม่เข้าใจชีวิตความเป็นอยู่ของพี่น้องจังหวัดชายแดนใต้ดีพอ เขาอาจจะพูดจาสื่อสาร ไม่เข้าใจ หรือกระทําการใด ๆ ที่ลบหลู่ดูหมิ่นเขาก็ได้ มีทัศนคติที่ไม่ดีต่อประชาชนภาคใต้ ก็ได้ เพราะฉะนั้นความรู้สึกพวกนี้มันจึงเป็นความรู้สึกในทางลบ ที่มันสะสมมายาวนั้น หมายความว่ามันคือความไม่เข้าใจซึ่งกันและกัน มันคือความที่เข้ากันไม่ได้ หรือมันคือ การรวมตัวกันของข้าราชการที่จากหลาย ๆ หน่วยงานนั้นก่อเกิดปัญหาในชายแดนใต้ จนบางคนบอกว่านี่เป็นนิยายดึกดําบรรพ์เลย แต่อย่างไรก็ตามดิฉันขอยกตัวอย่าง จากท่าน ส.ส. ภาคใต้สักคนหนึ่งที่ได้อภิปรายไว้ในช่วงของการที่พูดถึงเรื่องของความ ไม่สงบภาคใต้โดยตั้งกระทู้ถามท่านนายกรัฐมนตรี ก็คือคุณหมอแว ท่านพูดไว้ดีนะคะ แต่ท่านบอกว่ามันมีหลักฐานให้ผู้ที่ก่อเกิดความรุนแรง คือเจ้าหน้าที่รัฐ แต่ท่านไม่ได้ ขยายความต่อค่ะว่ามันเป็นอย่างไร หรือว่าจะแก้ไขกันอย่างไร แต่มันก็เกิดความคําถาม ได้ว่าแล้วแบบนี้มันทําเพื่ออะไร หรือมีแผนการอะไร แล้วรัฐบาลรู้เรื่องไหม นี่คือจากข้อมูล ต่าง ๆ ที่ดิฉันไปถามมา เพราะฉะนั้นแนวคิดที่ดิฉันนํามาพูดในวันนี้ถึงแม้ว่าบางคนอาจจะ ดูว่าเป็นความคิดที่พื้น ๆ ก็ตาม แต่ถ้าเกิดมันเป็นความจริงละท่านประธาน มันเป็นความจริง ก็แสดงว่าคณะรัฐมนตรีชุดนี้ไม่ได้เข้าใจปัญหาภาคใต้เลย นั่นคืออะไร ร่าง พ.ร.บ. การบริหารราชการจังหวัดชายแดนภาคใต้ พ.ศ. .... นั้น ที่สภาเรากําลังพิจารณาอยู่ใน วาระที่หนึ่งนี้ กลับเป็นการตอกยํ้าให้คนต่างถิ่นไปบริหารจัดการ ไปกําหนดยุทธศาสตร์ ไปวางแผน ไปปฏิบัติงานในจังหวัดชายแดนภาคใต้อยู่ดี ไม่ว่าร่างนี้จะเป็นชื่อ กพต. คือคณะกรรมการยุทธศาสตร์ด้านการพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ ชื่อสวยหรูก็ตาม แต่ฟังดูแล้วเหมือนกับว่าสวยหรูแต่มอบอํานาจเยอะ ซึ่งจะแก้ปัญหาได้หรือเปล่าก็ไม่รู้ อํานาจล้นฟ้ำแบบนี้ข้าราชการระดับสูงอาจจะไม่ได้เข้าใจ ท่านประธานมีปลัด มีอธิบดี เต็มไปหมดเลย ล้วนแล้วแต่เป็นคนกรุงเทพมหานครทั้งนั้นเลย จะไปเข้าใจอะไรกับคนที่ อยู่ทางภาคใต้ ปัญหาชายแดนใต้อย่างแท้จริง เพราะฉะนั้นให้คนพวกนี้มาแก้ปัญหา มันก็เป็นการที่ว่าให้เขามาพิจารณาให้ความเห็นชอบยุทธศาสตร์ มากํากับ เร่งรัด ติดตาม แก้ไขกฎ ระเบียบที่สําคัญท่านประธานมาดูแลงบประมาณ เพราะฉะนั้นตรงนี้ที่ดิฉันเอะใจว่าเมื่อมาดูแลงบประมาณ แล้วกลายเป็นงบประมาณ เป็นของข้าราชการ งบประมาณโดยข้าราชการ และงบประมาณเพื่อข้าราชการ ดิฉันจึงขอ เสนอกลับกันคะว่า ในร่าง พ.ร.บ. นี้ มีการกําหนดว่ามีสภาเสริมสร้างสันติสุขของรัฐบาล เสนอไว้ว่า สภาเสริมสร้างสันติสุขให้เป็นที่ปรึกษา แต่ให้ กพต. มาทําเยอะแยะไปหมดเลย ดิฉันอยากจะเสนออย่างนี้คะว่ากลับทางกันเสีย กลับทางก็คือว่าให้คนที่อยู่ในพื้นที่ภาคใต้ จริง ๆ เลย คือสภาสันติสุขนั่นละ หรือจะสมัชชาประชาชนนั่นละ ให้เขามาดูแลพวกนี้ มาแก้ปัญหา มาดูแลงบประมาณ มาเร่งรัด ติดตาม และให้ กพต. ไปเป็นที่ปรึกษาแทนเสีย นี่คือแนวคิดหนึ่ง หรือไม่ก็จัดให้พื้นที่ภาคใต้เป็นพื้นที่ที่เรียกว่า เขตปกครองส่วนท้องถิ่น พิเศษที่คล้ายคลึงกับ กทม. และพัทยา ที่มีหน้าที่เป็นศูนย์รวมในการดูแล ดูแลทั้งสังคม เศรษฐกิจ การเมือง อยากจะเสนอแบบนี้ เพราะว่าอะไร เพราะว่าคนภาคใต้ของเขาเอง เขาต้องเข้าใจของเขาเอง แต่ไม่ใช่เอาคนกรุงเทพมหานครที่ไม่รู้เรื่องอะไรเท่าไรนัก เพียงแต่มีตําแหน่งที่สวยหรูไปเป็นคณะกรรมการกําหนดทุกสิ่งทุกอย่าง ให้อํานาจล้นฟ้ำ กันไป เพราะฉะนั้นปัญหามันจึงไม่ได้แก้ ไขอะไรเลย หลายคนจึงบอกว่า ร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้เป็นร่างพระราชบัญญัติที่ไม่ได้ช่วยเหลือในการแก้ปัญหา ภาคใต้
ท่านประธานมีอีกเรื่องหนึ่ง ดิฉันได้เวลาเพิ่มขึ้นจากท่านวิรุฬห์ พื้นแสน ๗ นาที ท่านประธานคะ มาดูพื้นที่ของร่างในรัฐบาลกําหนดไว้ มีจังหวัดที่เพิ่มขึ้นมาคือ จังหวัดสตูล และจังหวัดสงขลา ท่านประธานทราบไหมคะว่าวันก่อนดิฉันได้คุยกับ คุณหมออสิ ท่านเป็น ส.ส. ภาคใต้ จังหวัดสตูล ดิฉันถามคําถามว่า คุณหมอจังหวัดสตูล ของท่านนั้นมีปัญหาที่น่ากลัวเหมือนจังหวัดชายแดนภาคใต้ไหม คุณหมอบอกว่าไม่มี น่าเที่ยวเสียด้วยซํ้าไป จังหวัดสงขลาดิฉันยังไม่ได้ไปถามท่านไตรรงค์ สุวรรณคีรี ท่านอาจจะตอบว่าไม่มีปัญหาอะไรเลยก็ได้ เพราะฉะนั้นทําไมถึงต้องรวมจังหวัดสตูล และจังหวัดสงขลาเข้าไปด้วย ทําให้มันเกิดคําถามว่าเมื่อรวมเข้าไปจึงนําปัญหาชายแดน ใต้นั้นขยายไปสู่จังหวัดสตูลกับจังหวัดสงขลาด้วยหรือเปล่า กําลังขยายพื้นที่ให้มันมี ปัญหามากขึ้นไปอีกหรือเปล่า ทําไม รัฐบาลชุดนี้คิดได้อย่างไร และยังมีคําพูดอีกนะคะว่า เป็นพื้นที่ของจังหวัดอื่น จะพัฒนาพื้นที่จังหวัดอื่นในภาคใต้ หรือพื้นที่ของจังหวัดอื่น ๆ ในภาคใต้อีก ตามที่รัฐมนตรีกําหนด หมายความว่าอะไร หมายความว่าต้องการใช้ งบประมาณสู่ภาคใต้กันอย่างเต็มที่กันไปเลยหรืออย่างไร ขณะนี้ควรที่จะเน้นไปที่ ๓ จังหวัดชายแดนใต้ที่เขาเดือดร้อน แล้วหาคําตอบนั้นให้เจอ ไม่ใช่ว่าทําในลักษณะแบบนี้ ท่านประธานคะ การเสนอกฎหมายตัวนี้จึงถือว่าเป็นการเสนอความล้มเหลวอย่างถาวร จริง ๆ ดิฉันจึงไม่สามารถที่จะรับ ไม่เห็นด้วยกับการที่ร่าง พ.ร.บ. นี้จะเข้าสู่สภา แล้วผ่านวาระที่หนึ่ง ดิฉันไม่เห็นด้วย ไม่สนับสนุนอย่างยิ่ง เพราะว่าแก้ปัญหาไม่ถูกจุด ทําให้การแก้ปัญหานั้นแท้จริงแล้วอาจจะกลับกลายเป็นการก่อให้เกิดปัญหาเพิ่มเติมก็ได้ และขยายปัญหาไปสู่จังหวัดที่ไม่ควรจะมีปัญหาอีกด้วยค่ะ ขอบพระคุณค่ะท่านประธาน