สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๒๗ · ๒๕ พฤศจิกายน ๒๕๕๒

พีรยศ ราฮิมมูลา พูดถึงการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยกล่าวถึงความผูกพันของตนเองกับพื้นที่นั้น และความกังวลเกี่ยวกับการแก้ไขปัญหาในพื้นที่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งปัญหาความขัดแย้งและความรุนแรงที่ยังไม่ได้รับการแก้ไขอย่างแท้จริง

ผู้ช่วยศาสตราจารย์พีรยศ ราฮิมมูลา แบบสัดส่วน

เรียนท่าน ประธานสภาที่เคารพ กระผม นายพีรยศ ราฮิมมูลา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ระบบ สัดส่วน พรรคประชาธิปัตย์ ก่อนอื่นก็ต้องขอบคุณท่านประธานที่ให้โอกาสนะครับ วันนี้เราได้มาพิจารณาร่างพระราชบัญญัติบริหารราชการจังหวัดชายแดนภาคใต้ พ.ศ. .... ซึ่งมีคณะ ส.ส. ท่านผู้มีเกียรติได้นําเสนอทั้งหมด ๖ ร่าง กระผมก็ต้องชื่นชมทุกท่านที่มี เจตนาที่ดีในการที่จะแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ ในส่วนตัวกระผมขอรับหลักการ ไปก่อนนะครับ ส่วนในรายละเอียดนั้นค่อยไปแปรญัตติในขั้นกรรมาธิการเพราะเวลา มีน้อยนะครับ ท่านประธานที่เคารพ กระผมเองในฐานะเป็นคนในพื้นที่รับราชการอยู่ที่ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานีตั้งแต่ปี ๒๕๒๒ ได้มีโอกาสสัมผัสกับ หน่วยงานหลายหน่วยงานในพื้นที่ที่จะแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้นับตั้งแต่การมี ศปต. ศูนย์ประสานงานราชการจังหวัดชายแดนภาคใต้ก่อนปี ๒๕๒๔ ที่จะมีคําสั่ง ๖๖/๒๓ ให้มีการจัดตั้งหน่วยงานพิเศษขึ้นมา ๒ หน่วยงานก็คือ ศอ.บต. และ พตท. ๔๓ ในฐานะที่เป็นนักวิชาการมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ก็ได้รับเกียรติจากศูนย์ประสานงาน ราชการจังหวัดชายแดนภาคใต้ไปเป็นวิทยากรบรรยายอบรมข้าราชการ ผู้นําท้องถิ่น กํานัน ผู้ใหญ่บ้าน ผู้นําศาสนาและนักธุรกิจในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ เมื่อมีการจัดตั้ง ศอ.บต. ขึ้นมา กระผมก็ได้รับเกียรติจาก ศอ.บต. อีก ๓ ปีที่ทําหน้าที่เป็นทั้งที่ปรึกษา แล้วก็เป็นวิทยากรในการฝึกอบรมปฐมนิเทศข้าราชการหลาย ๆ หน่วยงานนะครับ เพราะฉะนั้นความผูกพันที่มีต่อหน่วยงานในพื้นที่นั้นแน่นอนกระผมเป็นคนหนึ่งที่มี ความผูกพันตรงนั้น อยากจะเรียนให้ท่านประธานและเพื่อนสมาชิกผู้ทรงเกียรติทุกท่านว่า ตลอดระยะเวลาหลายสิบปีที่มีหน่วยงานต่าง ๆ ที่อยู่ในพื้นที่ในการแก้ไขปัญหา แน่นอนครับ ปัญหาบางอย่างก็ได้รับการแก้ไขลุล่วงไปได้บ้าง ปัญหาบางอย่างก็ยังไม่ประสบผลสําเร็จ เท่าที่ควร แต่ต้องยอมรับว่าระยะเวลา ๒๐ ปีเศษ ๆ การตั้ง ศอ.บต. ก็ดี พตท. ๔๓ ปัญหา ความขัดแย้ง ปัญหาความรุนแรงในจังหวัดชายแดนภาคใต้นั้นได้ลดลงเป็นลําดับ แต่ก็ เกิดการเปลี่ยนแปลงในพื้นที่มีการยุบ ศอ.บต. พตท. ๔๓ ขึ้นมา วันนี้เราก็จะมีการพูดถึง การจัดตั้งองค์กร ศอ.บต. หรืออาจจะมีการตั้ง ศบ.ชต. สุดแล้วแต่ สําหรับชื่อนั้นมันไม่มี ความสําคัญเท่าไรละครับ สิ่งที่กระผมเป็นห่วงก็คือในแง่ของการแก้ไขปัญหา ถ้าตราบใด ปัญหาพื้นฐานในพื้นที่นั้นยังไม่ได้รับการแก้ไขและปัญหาต่าง ๆ ที่ผ่านมายังไม่ได้รับ การยอมรับความจริงว่าเกิดขึ้นจากอะไร เพราะอะไร แน่นอนครับแม้ว่าเราจะมีองค์กรใหม่ ขึ้นมาผมเกรงว่าจะเป็นการแจวเรือในอ่างเหมือนเดิมจึงรู้สึกเป็นกังวลและเป็นห่วง อย่างใน พ.ร.บ. พระราชบัญญัติที่เรากําลังพูดถึงนี้ก็ยังมีข้อจุดด้อย จุดแข็งอยู่บ้าง แต่เรา ต้องอาศัยเวลาในการแปรญัตติในขั้นกรรมาธิการ อย่างที่กระผมได้กล่าวไว้แล้วว่าเวลา ค่อนข้างจะมีจํากัด เพราะฉะนั้นถ้าถามผมวันนี้ว่าการมีองค์กรกับการไม่มีองค์กร แน่นอน ผมตอบได้เต็มปากเลยครับว่า การมีองค์กรดีกว่าไม่มี แต่สิ่งที่กระผมเป็นห่วงก็คือเกรงว่า ทุกอย่างนั้นจะกลับไปสู่สภาพเดิม ๆ โดยที่ปัญหาพื้นฐานที่มีอยู่ในพื้นที่ยังไม่ได้รับการ แก้ไข ยังไม่กล้าที่จะพูดความจริงออกมา ปัญหาทั้งหมดนั้นแน่นอนส่วนหนึ่งเกิดจาก ปัญหาของความขัดแย้งในพื้นที่ แต่ส่วนใหญ่ปัญหาที่เกิดความขัดแย้งในพื้นที่จังหวัด ชายแดนภาคใต้นั้นมันไม่ได้เกิดจากคนในพื้นที่เป็นคนสร้างปัญหา ปัญหานั้นถูกนํามาที่อื่น แต่ใช้เวทีในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของการเมืองที่มีความ ขัดแย้งก็จะได้อ้างปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้มาเป็นข้ออ้างอิงในการกระทําสิ่งใด สิ่งหนึ่งขึ้นมา ท่านประธานที่เคารพครับ การที่เราจะมีองค์กรใหม่ภายใต้รัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์นั้น ผมขอสนับสนุนตรงนี้ แต่ว่าต้องมีองค์ประกอบอีกหลาย ๆ อย่างที่เราจะต้องนํามา พิจารณา โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลายท่านได้พูดไปแล้วคํานิยามของคําว่า จังหวัดชายแดน ภาคใต้ จริง ๆ เดิมทีนั้นเราเรียกว่า ๓ จังหวัดภาคใต้ แล้วก็มีการพัฒนาเรียกว่า ๓ จังหวัด ชายแดนภาคใต้ โดยยึดพื้นที่ของจังหวัดที่มีชายแดนติดกับเพื่อนบ้านคือประเทศมาเลเซีย ต่อมาก็ขยายมาเป็นจังหวัดสตูล บังเอิญจังหวัดสตูลก็เป็นจังหวัดที่มีชายแดนกับประเทศ มาเลเซีย และต่อมาก็เอาจังหวัดสงขลามาร่วมด้วยเพราะมีชายแดนติดกับประเทศ มาเลเซีย ปัจจัยในการนํามาสู่การเป็นจังหวัดชายแดนภาคใต้ก็มี ๒ ประเด็น ๑. ปัญหา ชายแดน ๒. โดยยึดหลักประชากรส่วนใหญ่ในพื้นที่ ๕ จังหวัดนั้นมีประชากรมุสลิม ถ้ารวมจังหวัดสงขลาด้วยประมาณ ๕๓ เปอร์เซ็นต์ ซึ่งถือว่าเป็นประชากรมุสลิมมากที่สุด แต่ในร่าง พ.ร.บ. อันนี้หลายท่านได้กล่าวไปแล้วว่ามีการขยายออกไปในบางพื้นที่ ตรงนี้ ผมเป็นห่วงนะครับว่า เกรงว่ามันจะเป็นการขยายไปเรื่อย ๆ และไม่มีข้อจํากัดในเรื่องของ การขอสิทธิพิเศษในการพัฒนาต่อไป อาจจะทําให้เกิดการได้เปรียบเสียเปรียบของคน ในพื้นที่ แน่นอนครับตราบใดที่สถานการณ์ในจังหวัดชายแดนภาคใต้นั้นยังไม่มีความสงบ โอกาสที่จะนําโครงการต่าง ๆ ไปพัฒนาก็มีน้อย โครงการต่าง ๆ ก็อาจจะเกิดขึ้นในจังหวัด ที่ไม่ได้อยู่ในส่วนนั้นจะได้ประโยชน์ อันนี้ก็เป็นสิ่งที่ผมคิดว่าต้องไปพูดในขั้นกรรมาธิการ เวลามีจํากัดแค่นี้ละครับ ผมขอใช้เวลาเพียงแค่นี้ ขอบคุณท่านประธานครับ