สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๒๗ · ๒๕ พฤศจิกายน ๒๕๕๒

ถาวร เสนเนียม อภิปรายเกี่ยวกับปัญหาภาคใต้ และการแก้ไขปัญหาที่ผ่านมา รวมถึงการเปลี่ยนแปลงขององค์กรที่เกี่ยวข้อง โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการมีนโยบายและวิธีการแก้ไขปัญหาอย่างถูกต้องและไม่ให้ความรุนแรง นอกจากนี้ยังหารือเรื่องการตรวจสอบการใช้จ่ายงบประมาณ ความไม่เหมาะสมของการบัญญัติกฎหมายที่ให้อำนาจเลขาธิการ ศอ.บต.ในการย้ายข้าราชการ ร่าง พ.ร.บ. และการแก้ไขปัญหาภาคใต้ โดยเน้นการปรึกษาหารือและไม่ใช้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมาแก้ไขปัญหา และการสร้างองค์กรที่มีหน้าที่รับผิดชอบด้านความมั่นคงและการพัฒนา โดยมีนายกรัฐมนตรีเป็นผู้อำนวยการ และเรียกร้องให้สมาชิกสภาให้การสนับสนุนกฎหมายฉบับนี้เพื่อความสันติสุขในภาคใต้

นายถาวร เสนเนียม รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย

กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ เพื่อนสมาชิกทุกท่านครับ ๖ ชั่วโมงของการให้ความสนใจในการ ร่วมแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ ซึ่งมีผู้เสนอหลายฉบับ ผม ถาวร เสนเนียม ในฐานะตัวแทนของรัฐบาลและเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดสงขลา ซึ่งเกิดที่นั่น โตที่นั่น เรียนหนังสือที่นั่น และประกอบอาชีพที่นั่น ท่านประธานครับ วิธีการแก้ไขปัญหาของทุก ๆ รัฐบาลจะใช้นโยบายและเครื่องมือ ที่แตกต่างกัน แต่ที่สําคัญที่สุด ทุกครั้งที่มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรชุดใหม่ และรวมทั้งชุดที่ ๒๓ ซึ่งเป็นชุดของเราก็ได้ตั้งคณะกรรมาธิการขึ้นมาศึกษาทุก ๆ ครั้ง ศึกษาเสร็จ นําไปสู่การปฏิบัติบ้าง ไม่ได้นําไปสู่การปฏิบัติบ้าง แต่อย่างไรก็ตามปัญหา ภาคใต้เป็นปัญหาที่เรื้อรังมานานต้องยอมรับความจริง ปัญหานี้ถ้ารัฐบาลใดใช้นโยบาย ถูกต้อง ใช้วิธีการที่ถูกต้อง ปัญหาก็จะเบาบางลง แต่ถ้ารัฐบาลชุดใดใช้นโยบายที่ผิด นํานโยบายไปสู่การปฏิบัติที่ผิด สถานการณ์ก็จะรุนแรงขึ้น ผมขอกราบเรียนท่านประธานว่า ในปี ๒๕๑๘ รัฐบาลชุดนั้นได้ใช้องค์กรในการแก้ไขปัญหาเรียกว่า ศูนย์ประสานราชการ จังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่เรียกว่า ศปต. สถานการณ์ก็ค่อย ๆ ดีขึ้น จนกระทั่งถึงปี ๒๕๒๔ เป็นรัฐบาลที่ภายใต้การนําของ ฯพณฯ พลเอก เปรม ติณสูลานนท์ ก็ได้มีมติคณะรัฐมนตรี เปลี่ยนองค์กรนี้เป็นองค์กร ศอ.บต. และจัดตั้ง พตท. ๔๓ ขึ้นมาเพื่อรับผิดชอบในการ แก้ไขปัญหา สถานการณ์ก็ค่อยดีขึ้นมาอีก จนกระทั่งปี ๒๕๓๙ ยุคของ ฯพณฯ บรรหาร ศิลปอาชา ได้ปรับปรุงองค์กรนี้ให้เหมาะสมกับการแก้ไขปัญหาและได้นํามาสู่การแก้ไข ปัญหาจนถึงปีสุดท้ายของการแก้ไขปัญหาที่ใช้ศูนย์อํานวยการบริหารราชการชายแดน ภาคใต้และมีกองกําลังผสมพลเรือน ตํารวจ ทหาร ที่ ๔๓ ยุคท่านชวน หลีกภัย ชวน ๒ ปัญหาเกิดขึ้นใน ๕ จังหวัดชายแดนภาคใต้เพียง ๑๕ ครั้ง องค์กรที่ผมพูดถึงมาตั้งแต่ ปี ๒๕๑๘ จนถึงปี ๒๕๔๓ เราใช้องค์กรนี้แก้ไขปัญหาทั้ง ๕ จังหวัดครับ ไม่ได้เลือกเอา ๔ อําเภอกับ ๓ จังหวัดตามที่เข้าใจกัน อย่างไรก็ตามในปี ๒๕๔๕ ยุคของ ฯพณฯ พันตํารวจโท ทักษิณ ชินวัตร ก็ได้ประกาศยกเลิกศูนย์อํานวยการบริหารราชการชายแดนภาคใต้ และกองกําลังผสมพลเรือน ตํารวจ ทหาร ที่ ๔๓ จนกระทั่งเหตุการณ์ค่อย ๆ มีความรุนแรง ขึ้นมาอีก ดังนั้นในปี ๒๕๔๖ รัฐบาลในขณะนั้นท่านทักษิณก็ได้ตั้งกองอํานวยการ เสริมสร้างสันติสุขจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่เรียกว่า กอ.ศสส.จชต. ขึ้นมา เหตุการณ์ก็ยิ่ง ทวีความรุนแรงยิ่งขึ้น ยิ่งพอถึงปี ๒๕๔๗ มีการปล้นปืนเมื่อวันที่ ๔ มกราคม ๒๕๔๗ และ มีการเผาโรงเรียนพร้อมกันทีเดียว ๒๐ โรง และที่สําคัญที่สุด ทางราชการจับได้ว่ามีขบวนการ บีอาร์เอ็น โคออร์ดิเนท (BRN-Coordinate) ได้จัดตั้งขบวนการขึ้นมาเพื่อแบ่งแยกดินแดน และปกครองตนเองภายใต้ยุทธศาสตร์การประกาศต่อประชาคมโลกเพื่อต้องการให้ โอไอซี และ ยูเอ็น (UN) เข้ามาแก้ไขปัญหา สิ่งที่เราพบมีการปลุกระดม สร้างจิตสํานึก ความเป็นมลายู รัฐปัตตานี และถูกรัฐสยามยึดครอง ดังนั้นต้องลุกขึ้นมาต่อสู้ไถ่ถอน ดินแดนคืน มีการสาบานตนที่เรียกว่า ซูเปาะฮ์ มีการจัดตั้งองค์กรในระดับเขตที่เรียกว่า กัส (KAS) มีการจัดตั้งในระดับจังหวัดที่เรียกว่า วิลายะห์ (WELAYAH) อําเภอเรียกว่า แดอาเราะห์ (DAERAH) ตําบลเรียกว่า ลีการัน (LEKARAN) และหมู่บ้านเรียกว่า อาเยาะห์ (AJAK) สิ่งเหล่านี้ทุกคนทราบ ทุกคนเห็นว่าเหตุการณ์รุนแรงเกิดขึ้น ประกอบกับการใช้ นโยบายที่ผิดพลาดนั่นคือการใช้ความรุนแรงและมีการอุ้มฆ่า จนกระทั่งปี ๒๕๔๘ รัฐบาลทักษิณก็จัดตั้งองค์กรขึ้นมาใหม่เรียกว่า คณะกรรมการนโยบายเสริมสร้างสันติสุข จังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่เรียกว่า กสชต. อย่างไรก็ตามครับท่านประธาน ในปี ๒๕๔๙ เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงอํานาจรัฐไปอยู่ภายใต้คณะรัฐมนตรี พลเอก สุรยุทธ์ ก็ได้จัดตั้ง ศอ.บต. ขึ้นมาใหม่ และ พตท. ขึ้นมาใหม่ แต่ไม่เหมือนกับรูปแบบในยุคของ ฯพณฯ พลเอก เปรม เนื่องจาก ศอ.บต. และ พตท. อยู่ภายใต้การบังคับบัญชาของ กอ.รมน. ภาค ๔ และ ศอ.บต. ไม่มีความเป็นนิติบุคคล นั่นคือลําดับความเป็นมา ท่านประธานครับ ในส่วนของคําอภิปรายก่อนที่ผมจะชี้แจงเรื่องของโครงสร้างของการ บริหารการจัดการ และที่สําคัญที่สุดก็คือเรื่องที่เกิดปัญหาขึ้น ท่านประธานครับ ในยุคของ ท่านชวนผมบอกแล้วเราใช้ ศอ.บต. กับ พตท. ในยุคของท่านทักษิณยกเลิก ศอ.บต. พตท. และไปใช้ พ.ร.ก. หรือพระราชกําหนดบริหารราชการภายใต้ภาวการณ์ฉุกเฉิน ยุคของ ท่านสมัคร ท่านสมชายก็เช่นกัน ยุคของท่านสุรยุทธ์ประกาศใช้กฎอัยการศึกแล้วก็ใช้ พ.ร.ก. มาถึงยุคนี้เราเสนอ พ.ร.บ. ตามที่มีการอภิปรายกัน คําอภิปรายของเพื่อนบางคน ที่เหมือนกับการแสดงละครทางวิทยุบอกว่าพรรคประชาธิปัตย์คุยโวโอ้อวดในการแก้ไข ปัญหา บอกว่า ๙๙ วันจะจัดตั้งองค์กรเพื่อแก้ไขปัญหา เราจัดตั้งแล้วครับ เราตั้ง คณะรัฐมนตรีเขตพัฒนาพิเศษ ๕ จังหวัดชายแดนภาคใต้ ไม่มีโกหก ไม่มีคุยโวโอ้อวดครับ และนอกจากนั้นก็ตั้งคณะกรรมการ รชต. ที่เรียกว่า คณะกรรมการการขับเคลื่อนนํา นโยบายไปสู่การปฏิบัติ ดังนั้นจากการกล่าวหาที่ว่าเก้าอี้นายกรัฐมนตรีไปขโมยเขามา ถ้ายังทําใจไม่ได้ก็ขอให้ตั้งสติทําใจเสียนับตั้งแต่วันนี้ ท่านประธานครับ เพื่อนสมาชิก ท่านหนึ่งบอกว่าร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้นําไปสู่การแก้ไขปัญหาเฉพาะความไม่สงบเท่านั้น ไม่ใช่ครับ เราแก้ไขปัญหาในเรื่องของการพัฒนาควบคู่ไปด้วย และที่สําคัญที่สุดปัญหา ในอดีตเราจะต้องคํานึงถึงว่าสาเหตุของการแก้ไขปัญหาเกิดจากการนํานโยบายไปสู่การ ปฏิบัติที่ผิดพลาด ผมขอยกตัวอย่าง หมอแวมาฮาดีวันนี้คงไม่ได้อยู่ หมอแวมาฮาดี ตกเป็นเหยื่อของการแก้ไขปัญหาที่ใช้ความรุนแรง ทนายสมชายตกเป็นเหงื่อเพราะการ แก้ไขปัญหาที่ใช้ความรุนแรง นายอุสมาน ปูโรง บ้านอยู่จังหวัดยะลาถูกอุ้มไปฆ่า หรือเจ๊ะอาด เต๊ะปูยู ถูกอุ้มไปฆ่า สิ่งเหล่านี้คือชนวนปัญหาที่เกิดขึ้นในยุคที่หลายท่าน เป็ นรัฐบาลและเป็ นสมาชิกพรรครัฐบาลในขณะนั้น นั่นคือยุคของทักษิณ ดังนั้น ท่านประธานครับ คําว่า โจรกระจอก และการใช้นโยบายไปสู่การปฏิบัติที่ผิดพลาด จึงเป็นปัญหาเรื้อรัง และเราจะต้องมาแก้ร่วมกันในวันนี้ นอกจากนั้นหลายท่านตั้งคําถามว่า การเอาประวัติศาสตร์ที่มีการตัดตอนมาพูด มายัดเยียดให้กับพี่น้องประชาชนนั้นจริง ๆ แล้ว ไม่ใช่ กระบวนการก่อความไม่สงบต่างหากที่ได้บิดเบือนประวัติศาสตร์หยิบยกเอา บางตอนมาปลุกระดมจนเป็นเหตุให้มีกระบวนการต่อต้านอํานาจรัฐ แต่อย่างไรก็ตาม ผมมั่นใจว่าองค์กร ศอ.บต. ที่จะจัดตั้งขึ้นนั้นสามารถที่จะแก้ไขปัญหาได้ มีอีกท่านหนึ่ง ตั้งคําถามว่าเพิ่มจังหวัดสงขลา จังหวัดสตูลเข้าไปเป็นการเพิ่มโดยวิธีการที่จะนําเอาเงิน งบประมาณมาแก้ไขปัญหา ๒ จังหวัดนี้ด้วยใช่หรือไม่ และเป็นการบิดเบือนในการแก้ไข ปัญหาเป็นการชิงเอารัดเอาเปรียบในการจัดเงินงบประมาณ ผมอยากกราบเรียน ท่านประธานว่าในปีงบประมาณ ๒๕๕๓ ทั้ง ๕ จังหวัดซึ่งมีประชาชนอยู่ใน ๕ จังหวัดนี้ ประมาณ ๔,๐๐๐,๐๐๐ คนครับท่านประธาน เราจัดเงินงบประมาณให้กับ ๕ จังหวัดนี้ ๑๖,๐๐๐ ล้านบาท ถ้า ๔,๐๐๐,๐๐๐ คนหาร ๑๖,๐๐๐ ล้านบาทก็จะได้ถัวเฉลี่ยหัวละ ๔,๐๐๐ บาทต่อปีเท่านั้น ดังนั้นการแก้ไขปัญหาใน ๕ จังหวัดชายแดนภาคใต้ไม่ได้มีอะไร ปิดบังหรือซ่อนเร้นหรือการจัดหางบประมาณที่ผิดปกติที่มากเพิ่มขึ้นเป็นผิดปกติ ดังนั้นขอให้ท่านที่อภิปรายได้ทําความเข้าใจด้วย

ถัดไปครับท่านประธาน สิ่งสําคัญที่สุดที่ตั้งคําถามขึ้นมาก็คือองค์กรนี้จะ เป็ นองค์กรที่ซํ้าซ้อนในการจัดทําโครงการ หลายท่านบอกว่ามีแต่เลี้ยงแพะ ๆ ท่านประธานครับ ผมคิดว่าสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ๔๐๐ กว่าคนที่อยู่ในสภานี้ ท่านทําหน้าที่ตรวจสอบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งตอนที่ท่านเป็ นประธานหรือเป็ น คณะกรรมาธิการงบประมาณท่านสามารถตรวจสอบได้ ผมไม่ต้องการให้เข้าใจพี่น้อง ข้าราชการผิด ไม่ต้องการลบหลู่พวกเรากันเองว่าเราทําหน้าที่ตรวจสอบแบบไม่มี ประสิทธิภาพ ดังนั้นข้าราชการหน่วยใดตั้งเงินงบประมาณในการจัดทําโครงการซํ้าซ้อน ท่านสามารถตัดได้ แต่ผมมั่นใจว่า ๑๖,๐๐๐ ล้านบาทไม่มีการซํ้าซ้อน จึงขอทําความ เข้าใจด้วยครับ

ประการถัดไปครับ มีท่านหนึ่งอภิปรายบอกว่าการจัดตั้งร่าง พ.ร.บ. นี้ เป็นการจัดทําระบอบใหม่ขึ้นมาที่เรียกว่า ระบอบอํามาตยาธิปไตย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การบัญญัติกฎหมายไว้ในมาตรา ๑๑ ที่ให้อํานาจกับเลขาธิการ ศอ.บต. สามารถที่จะย้าย ข้าราชการที่ทําผิดไปละเมิดสิทธิของพี่น้องประชาชนหรือไปละเมิดส่วนได้เสียของ พี่น้องประชาชน ในขณะที่มีคําสั่งย้ายนั้น กฎหมายเขียนเอาไว้ว่าสามารถฟ้ องศาลปกครองได้ ไม่ได้ตัดสิทธินะครับท่านคงเข้าใจผิด ไม่ได้ตัดสิทธิ ถ้าหากว่าคําสั่งทางปกครองนั้น เป็นคําสั่งที่ไม่ชอบท่านสามารถฟ้ องศาลปกครองได้ แต่ที่สําคัญก็คือห้ามไม่ให้ใช้วิธีการ ชั่วคราวก่อนมีคําพิพากษา นั่นคือจะขออยู่ต่อไม่ได้ เพราะเมื่อพิสูจน์ทราบแล้วว่า ข้าราชการคนนั้นไปสร้างความเสื่อมเสีย ไปสร้างปัญหา ไปสร้างความเดือดร้อนให้กับ พี่น้องประชาชน หรือผู้อภิปรายต้องการที่จะให้ข้าราชการที่ไปสร้างความเสื่อมเสีย สร้างความเสียหาย สร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชนต้องอยู่ต่อเพื่อกดดันหรือกดขี่ พี่น้องประชาชนกระนั้นหรือ ดังนั้นผมขอทําความเข้าใจในประเด็นนี้ด้วยครับ

ประเด็นถัดไปครับ ที่สําคัญที่สุดหลังจากนั้นก็คือร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้บอกว่า พวกเราไม่ได้คุยกันกับ ส.ส. ในภาคใต้ซึ่งเป็นพรรคอื่น สอบถามเพื่อนร่วมพรรคท่านได้ ไม่ว่าจะคุณอารีเพ็ญ คุณนัจมุดดีน หมอแว หรือทุกคนในสภานี้ เราแก้ไขปัญหาด้วย การปรึกษาหารือซึ่งกันและกัน ดังนั้นผมขอทําความเข้าใจด้วยนะครับ

ประเด็นถัดไปครับ บางท่านถามผมว่าเราเคยคุยกันว่าจะจัดตั้งศาลชั้นต้น ให้มีแผนกคดีความมั่นคงในขณะที่ยังไม่สามารถจัดตั้งได้ ผมได้หารือกับฝ่ายอัยการว่า การส่งพนักงานอัยการไปพิจารณาคดีความมั่นคงที่จะสั่งฟ้ องหรือสั่งไม่ฟ้ องนั้น ขอให้ส่ง พนักงานอัยการที่ระดับมีความคิดความอ่านหรือมีอายุราชการที่เป็นอาวุโส เพื่อจะได้ กลั่นกรองสํานวนจากพนักงานสอบสวนก่อนที่จะนําคดีขึ้นสู่ศาล เพราะจะต้องคุ้มครอง สิทธิให้กับพี่น้องประชาชน สามารถสอบถามท่านอัยการสูงสุดหรือรองอัยการสูงสุด อรรถพล ใหญ่สว่าง ได้ว่าเราเคยคุยกัน และขณะนี้องค์กรอัยการแม้จะเป็นองค์กรตาม รัฐธรรมนูญก็ได้ดําเนินการที่จะคุ้มครองสิทธิในกระบวนการยุติธรรมให้กับพี่น้องประชาชน แล้วครับ นอกจากนั้นบางท่านอภิปรายว่าทฤษฎีดอกไม้หลากสีน่าจะนําเอามาใช้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งข้อเสนอของอดีตนายกรัฐมนตรีท่านหนึ่ง ขอกราบเรียนว่าไม่มีใคร คัดค้านถ้าเป็นการเสนอที่เกิดประโยชน์ แต่อย่างไรก็ตามการแก้ไขปัญหาโดยใช้องค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่นมาแก้ไขปัญหาภาคใต้นั้นไม่ตรงกับประเด็นปัญหา เพราะองค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่นรูปแบบพิเศษที่เหมือนกรุงเทพมหานครหรือเหมือนกับพัทยาเป็น การแก้ไขปัญหาในเรื่องของขยะ นํ้าเสีย ส่งเสริมอาชีพ ซึ่งสิ่งเหล่านี้องค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่นทําอยู่แล้ว เราไม่ได้กลัวเลยว่าพี่น้องประชาชนจะเลือกนายกองค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่นที่เป็นพี่น้องมุสลิม เพราะขณะนี้พี่น้องมุสลิมก็เป็นนายกองค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่นทุก ๆ จังหวัดอยู่แล้ว อบจ. ยะลา อบจ. ปัตตานี อบจ. นราธิวาส หรือ นายก อบต. ก็เป็นพี่น้องมุสลิมอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นข้อกังวลนี้ท่านกังวลไปเอง พรรคประชาธิปัตย์ หรือรัฐบาลไม่ได้กังวลครับ

สุดท้ายในเรื่องของการนําเสนอขององค์กรว่าเราจะทําอย่างไร ท่านประธาน ที่เคารพ องค์กรที่จัดตั้งขึ้นนี้ได้กําหนดนโยบายและยุทธศาสตร์รับผิดชอบด้านการพัฒนา ให้นายกรัฐมนตรีเป็นผู้อํานวยการ ศอ.บต. และนายกรัฐมนตรียังเป็นผู้อํานวยการ รับผิดชอบงานด้านความมั่นคงที่กํากับดูแล กอ.รมน. ดังนั้นจะเห็นได้ว่าเป็นการบัญญัติ กฎหมายที่ให้เกิดเอกภาพในการบริหาร เป็นการกําหนดกฎหมายที่จัดตั้งผู้นําให้ รับผิดชอบงานด้านความมั่นคงและงานด้านการพัฒนาไปด้วยกัน ไม่ขี้ขลาดตาขาวที่จะ ยกเรื่องของการแก้ไขปัญหาทั้ง ๒ ด้านไปให้คนอื่นหรือด้านหนึ่งด้านใดไปให้คนอื่น เป็นความรับผิดชอบอย่างกล้าหาญที่จะรับผิดชอบเพื่อให้เกิดความเป็นเอกภาพ ดังนั้น ศอ.บต. จะทําหน้าที่ด้านการพัฒนา ด้านการศึกษา ด้านการส่งเสริมอาชีพและ ส่งเสริมงานด้านจิตวิทยาสังคม นั่นคือสิ่งหนึ่งที่จะดําเนินการ ท่านประธานครับ นอกจากนั้นองค์กรในระดับนโยบายก็ให้ กพต. ซึ่งจะมาจากความหลากหลายของ ๕๐ คน นั่นคือคํานึงถึงการมีส่วนร่วมของพี่น้องประชาชน และที่สําคัญที่สุดอีกประการหนึ่ง ก็คือการมีส่วนร่วมของภาคประชาชน โดยการมีสภาเสริมสร้างสันติสุขในจังหวัด ชายแดนภาคใต้ การวิเคราะห์หรือศึกษาก่อนดําเนินการ วันที่ ๒๔ กรกฎาคมที่ผ่านมา สภาเสริมสร้างสันติสุขซึ่งเป็นองค์กรภาคประชาชนได้จัดสัมมนาที่โรงแรมรอยัลริเวอร์ กรุงเทพมหานคร ทุกคนเห็นตรงกัน ไม่มีใครโต้แย้งว่าควรจะมีองค์กรในการแก้ไขปัญหาที่ เรียกว่า ศอ.บต ดังนั้นท่านประธานที่เคารพครับ เพื่อให้เกิดความเข้าใจและร่วมกันแก้ไข ปัญหา เพราะจากการฟังคําอภิปรายแล้ว เพื่อนสมาชิก ๙๐ กว่าเปอร์เซ็นต์ที่ค่อนข้างจะ ให้ข้อเสนอแนะที่ค่อนข้างจะดี ผมขอรับเป็ นข้อสังเกตในฐานะที่ผมจะเป็ น คณะกรรมาธิการร่วมรับผิดชอบในการพิจารณากฎหมายฉบับนี้ด้วย จึงขอให้ เพื่อนสมาชิกทั้งหลาย ถ้าเห็นแก่ความสงบสุข เห็นแก่สันติสุขที่เกิดขึ้นตั้งแต่ปี ๒๕๔๕ จนถึงปัจจุบันนี้ที่อยากเห็นความสันติสุขเกิดขึ้นในภาคใต้ ผมขอให้ทุกท่านช่วยกัน สนับสนุนลงมติให้กฎหมายฉบับนี้ผ่านไปด้วยครับ ขอบคุณครับ ท่านประธานครับ