อับดุลการิม เด็งระกีนา หารือเรื่องการบริหารราชการจังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยเห็นด้วยที่จะให้มีพระราชบัญญัติในการบริหารราชการจังหวัดชายแดนภาคใต้ และเรียกร้องให้รัฐบาลชุดนี้แก้ไขปัญหาความไม่สงบในพื้นที่ด้วยการให้การสนับสนุนและความช่วยเหลือแก่ประชาชนในพื้นที่
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายอับดุลการิม เด็งระกีนา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดยะลา พรรคประชาธิปัตย์ กระผมเห็นด้วยที่จะให้มีพระราชบัญญัติการบริหารราชการจังหวัด ชายแดนภาคใต้ ในฐานะที่กระผมเป็นคนในพื้นที่จังหวัดยะลามาโดยกําเนิดได้รู้ ได้สัมผัสถึงวิถีชีวิต ความรู้สึก ความเป็นอยู่ของพี่น้องประชาชนในพื้นที่มาโดยตลอด ผมจําได้ว่าเหตุการณ์ความไม่สงบในพื้นที่จังหวัด ทั้งจังหวัดยะลา จังหวัดปัตตานี จังหวัดนราธิวาส นั้น มีเหตุการณ์ความไม่สงบมาอย่างยาวนาน หลายปีมาแล้ว แล้วก็ หลาย ๆ รัฐบาลที่ผ่านมาก็ได้มีความพยายามที่จะแก้ไขปัญหาดังกล่าวให้เกิดความสงบ ในพื้นที่ในหลาย ๆ มาตรการ และหลายรูปแบบด้วยกัน ผมจําได้ว่าในสมัยรัฐบาล พลเอก เปรม ติณสูลานนท์ ท่านได้มองถึงปัญหาที่เกิดขึ้นใน ๓ จังหวัดอย่างทะลุปรุโปร่ง เพราะเห็นว่าจะต้องมีหน่วยงานหลักในการบริหารราชการ ๓ จังหวัดขึ้นมาโดยเฉพาะ ท่านจึงได้ก่อตั้งศูนย์อํานวยการบริหารราชการจังหวัดชายแดนภาคใต้หรือ ศอ.บต. ขึ้นมา มีหน้าที่หลักในการดูแลด้านนโยบายและยุทธศาสตร์ควบคู่กับการก่อตั้งหน่วยงานพล เรือน ตํารวจ ทหาร ที่ ๔๓ หรือ พตท. ๔๓ ขึ้นมาดูแลด้านความมั่นคง ทั้ง ๒ หน่วยงานนี้ได้ ทํางานอย่างสอดประสานกันด้วยดี ประชาชนในพื้นที่ที่มีความเดือดร้อนถูกกลั่นแกล้ง หรือถูกรังแกไม่ว่าจะเรื่องใดก็ตาม ก็สามารถที่จะมาพึ่งพาหน่วยงานของทั้ง ๒ หน่วยงาน นี้ได้ และหน่วยงานนี้ก็ได้ดําเนินการให้การช่วยเหลือตามอํานาจหน้าที่ที่มีอยู่ในขณะนั้น ให้กับพี่น้องประชาชนจนได้รับความพึงพอใจ ซึ่งปัญหาต่าง ๆ ก็ได้บรรเทาแล้วลดลง รวมทั้งสถานการณ์ความรุนแรงก็ลดลงตามไปด้วย จนเป็นที่พอใจและเกือบจะสงบลง โดยเฉพาะในช่วงสมัยรัฐบาลท่านชวน หลีกภัย ประชาชนเริ่มมีความสุขไม่มีความ หวาดระแวงซึ่งกันและกัน พี่น้องต่างศาสนิกก็สามารถที่จะไปมาหาสู่กันอย่างสบายใจ หลาย ๆ อย่างเกิดความพอใจกับพี่น้องประชาชนในพื้นที่ ท่านประธานครับ ในขณะที่ พี่น้องประชาชนในพื้นที่ดําเนินชีวิตอยู่อย่างปกติสุข มีความสะดวกสบายไม่มีความ หวาดระแวงซึ่งกันและกันนั้น นโยบายที่ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้นครับ สมัยรัฐบาลท่าน พันตํารวจโท ทักษิณ ชินวัตร ก็ได้มีนโยบายยกเลิกหน่วยงานทั้ง ๒ หน่วยงานนี้ คือได้ มีการยกเลิกทั้ง ศอ.บต. และ พตท. ๔๓ ที่เป็นหน่วยงานหลักในการดําเนินการแก้ปัญหา ใน ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งได้ดําเนินการมาจนเหตุการณ์เกือบจะสงบลง หลังจาก ที่มีการยกเลิกหน่วยงานดังกล่าวนั้น พี่น้องประชาชนในพื้นที่ก็ขาดหน่วยงานที่จะพึ่งพาได้ อย่างที่ผ่านมา และประกอบกับรัฐบาลในขณะนั้นได้มีนโยบายเกี่ยวกับการอุ้มฆ่า ทําให้ สถานการณ์เริ่มประทุความรุนแรงขึ้น ประชาชนมีความสูญเสียทั้งชีวิตและทรัพย์สิน มากขึ้น เหตุการณ์ความไม่สงบในแต่ละปี จากมีเหตุการณ์ปี ละไม่ถึง ๑๐๐ ครั้ง ก้าวกระโดดขึ้นมาเป็นจํานวนเกิน ๑,๐๐๐ ครั้งต่อปี สูญเสียชีวิตนับพันคน ทั้งนี้ทั้งนั้น ก็เป็นผลมาจากนโยบายที่ผิดพลาดในรัฐบาลสมัยนั้น ท่านประธานครับ ฟ้ำเริ่มเปิดขึ้น เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๕๐ สมัยรัฐบาล พลเอก สุรยุทธ์ จุลานนท์ ท่านมีอํานาจในการบริหาร ราชการแผ่นดิน ท่านได้รู้ถึงปัญหาและสาเหตุความรุนแรงที่เกิดขึ้น ท่านได้รื้อฟื้น ศอ.บต. ขึ้นมาใหม่ แต่ในขณะนี้มันก็ยังไม่มี พ.ร.บ. ที่มารองรับที่ชัดเจน เพื่อทําหน้าที่และบริหาร ราชการในพื้นที่ ๓ จังหวัด และในขณะนี้ประกอบกับรัฐบาลชุดนี้ได้มีนโยบายที่มีความ จริงใจและตั้งใจที่จะแก้ปัญหาในพื้นที่ ๓ จังหวัด จึงได้มีการตั้ง ครม. เศรษฐกิจขึ้นมา เพื่อดูแลพื้นที่ ๓ จังหวัดโดยเฉพาะ มีรัฐมนตรีในรัฐบาลชุดนี้ปรับเปลี่ยนกันลงพื้นที่ อย่างต่อเนื่องเพื่อที่จะได้รับทราบถึงปัญหา และดําเนินการแก้ปัญหาให้ทันท่วงที ทําให้ สถานการณ์เหตุการณ์ความรุนแรงมีทิศทางที่ดีขึ้น สถานการณ์การก่อเหตุก็ลดลง ความสูญเสียชีวิตและทรัพย์สินก็ลดลงตามไปด้วย ท่านประธานครับ ในช่วงที่มีเหตุการณ์ ความรุนแรงนับตั้งแต่ปี ๒๔๕๗ เป็นต้นมานั้น หลาย ๆ ฝ่ายได้ทําการสืบเสาะแสวงหา รากเหง้าที่แท้จริงว่าเหตุการณ์ความรุนแรงใน ๓ จังหวัดนั้น แท้ที่จริงเกิดจากอะไร ซึ่งหลาย ๆ หน่วยงานได้มีการจัดทําสัมมนาก็ดี มีการวิจัยก็ดี ต่างก็มีเหตุผลสรุปออกมา ในหลาย ๆ ด้าน หลาย ๆ มิติด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นมุมมองด้านประวัติศาสตร์บ้าง วิถีชีวิตบ้าง ขนบธรรมเนียมประเพณีที่แตกต่างกันบ้าง การขาดการพัฒนาบ้าง การที่ถูกเอารัด เอาเปรียบบ้าง ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นปัญหาที่เกิดขึ้นใน ๓ จังหวัดทั้งสิ้น แต่หลาย ๆ ฝ่ายที่ ทําการสืบเสาะแสวงหาด้วยการสัมมนาก็ดี ด้วยการวิจัยก็ดี ต่างก็มีความเห็นที่สอดคล้อง ตรงกันในประเด็นหลักก็คือ การที่พี่น้องประชาชนในพื้นที่นั้นไม่ได้รับความเป็นธรรม หลาย ๆ ฝ่ายมองเห็นประเด็นนี้เป็นประเด็นหลัก ในการที่ปัญหาใน ๓ จังหวัดเกิดเหตุความรุนแรงขึ้น และโดยเฉพาะนโยบายการอุ้มฆ่า เป็นชนวนต้นเหตุที่รุนแรงที่สุด ซึ่งนํามาซึ่งความรุนแรงที่สูญเสียอย่างหนักที่สุดในพื้นที่ ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ ฉะนั้นเมื่อเราทราบถึงปัญหาที่แท้จริงว่าเหตุการณ์ใน ๓ จังหวัดนั้น ประเด็นหลักก็คือการที่ประชาชนไม่ได้รับความเป็นธรรม เพราะฉะนั้น เราก็ควรที่จะมุ่งเน้นแก้ไขปัญหาในเรื่องของการไม่ได้รับความเป็นธรรมเป็นหลัก ผมเห็นใน พ.ร.บ. ศอ.บต. ชุดนี้ในมาตรา ๙ (๖) กําหนดให้คุ้มครองสิทธิเสรีภาพและอํานวย ความเป็นธรรมแก่ประชาชน โดยการรับเรื่องราวร้องทุกข์ให้ความช่วยเหลือและประสาน การปฏิบัติกับหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งตรวจสอบและแก้ไขปัญหาพฤติกรรม ที่ไม่เหมาะสมของเจ้าหน้าที่ของรัฐ ท่านประธานครับในประเด็นนี้ผมอยากจะเสนอให้ทาง หน่วยงาน ศอ.บต. ได้ทํางานในเชิงรุกให้มากขึ้น เมื่อเราทราบว่าปัญหาประเด็นหลัก คือพี่น้องประชาชนไม่ได้รับความเป็นธรรม การที่จะแก้ปัญหาตรงนี้ได้เราจะต้องติดอาวุธ ทางปัญญาให้เขา นั่นก็คือ ศอ.บต. จะต้องมีหน่วยงานหลักในการที่จะเข้าไปชี้แนะ แนะนําให้พี่น้องประชาชนในพื้นที่ได้รับทราบถึงข้อกฎหมาย ไม่ว่าจะเป็นกฎหมายแพ่ง เบื้องต้น กฎหมายอาญาเบื้องต้น หรือกฎหมายอาญาที่เกี่ยวกับวิถีชีวิตที่เกิดขึ้นกับความ เป็นอยู่ของเขาในแต่ละวัน เมื่อพี่น้องประชาชนในพื้นที่ได้รู้ถึงหลักข้อกฎหมายแล้ว การที่ หน่วยงานอื่นหรือเจ้าหน้าที่ก็แล้วแต่ การที่จะเข้าไปกลั่นแกล้งหรือรังแกพี่น้องประชาชน ในพื้นที่นั้นก็ทําได้ยากขึ้น เนื่องจากพี่น้องประชาชนในพื้นที่รู้ถึงข้อกฎหมาย เมื่อมีใคร มากระทําที่ไม่ถูกกฎหมายเขาก็สามารถที่จะอ้างเหตุหรืออ้างข้อกฎหมายเพื่อเข้าถึง กระบวนการยุติธรรมได้ การที่คนอื่นจะมารังแกก็ไม่กล้าขึ้น เมื่อเขารู้ถึงข้อกฎหมายแล้ว เขาสามารถที่จะดําเนินการในกระบวนทางยุติธรรมได้ แล้วนอกจากจะมีหน่วยงาน ที่จะไปคอยชี้แนะ แนะนําเรื่องข้อกฎหมายให้กับพี่น้องประชาชนในพื้นที่แล้ว หน่วยงาน ศอ.บต. จะต้องมีหน่วยงานหลักที่เป็นนิติกรประจําของ ศอ.บต. เช่นเดียวกับหน่วยงานอื่น ของราชการ อย่างเช่น กรมสรรพากรก็ดี การไฟฟ้ำก็ดี หน่วยงานเหล่านี้เขามีนิติกร ประจําของเขาทําหน้าที่เหมือนกับทนายความ เมื่อมีเหตุมีคดีที่เกิดขึ้นระหว่างหน่วยงาน ของเขา เขาก็สามารถที่จะใช้ทนายความประจําของเขานําคดีขึ้นฟ้ องร้องต่อศาลได้ ผมอยากจะให้หน่วยงาน ศอ.บต. มีหน่วยงานลักษณะอย่างนี้เช่นเดียวกัน มีไว้ทําไมครับ เมื่อพี่น้องประชาชนมาร้องเรียนกับ ศอ.บต. เกี่ยวกับการที่เจ้าหน้าที่ของรัฐไปรังแก ประชาชนแล้ว เมื่อมาร้องเรียนกับ ศอ.บต. แล้วจะต้องให้นิติกรหรือทนายความคนนี้ สืบเสาะหาข้อเท็จจริงให้กระจ่าง ถ้าเกิดว่าคดีระหว่างเจ้าหน้าที่ของรัฐกับพี่น้องประชาชน มีการกระทําที่ผิดกฎหมายอาญาจะต้องมีการดําเนินการฟ้ องร้องต่อศาลให้คดีนั้นปรากฏ ไม่ใช่แต่เพียงว่าเมื่อเจ้าหน้าที่ของรัฐไปกระทําหรือไปรังแกพี่น้องประชาชนในพื้นที่แล้วมี เพียงแค่การย้ายออกจากพื้นที่เท่านั้น ซึ่งการย้ายออกจากพื้นที่ตรงนี้มันเป็นดาบ ๒ คม นะครับ คือเจ้าหน้าที่ที่ไม่อยากอยู่ในพื้นที่ ๓ จังหวัด ไม่อยากอยู่ในพื้นที่ตรงนั้น เขาก็ได้ หาเหตุไปกลั่นแกล้งพี่น้องประชาชนเพื่อจะให้พี่น้องประชาชนไปร้องเรียน แล้วจะมีเหตุ ให้ย้ายออกจากพื้นที่ได้ ตรงนี้มันก็เป็นผลที่เสียหายกับพี่น้องประชาชนที่ถูกกลั่นแกล้ง นะครับ แต่ถ้าเกิดเรามีนิติกรประจํา เนื่องจากเขาถูกกลั่นแกล้งแล้ว เราก็ดําเนินคดีให้ถึง ที่สุด หากมีการกระทําความผิดทางอาญาก็ต้องได้รับโทษตามที่เขากระทําความผิด เหล่านี้นะครับจะเป็นการแก้ปัญหาในเรื่องของการที่พี่น้องประชาชนไม่ได้รับความ ยุติธรรมได้ดีที่สุด แล้วก็จะนํามาซึ่งเหตุการณ์หรือว่าการที่จะอ้างเหตุในเรื่องจะก่อเหตุ ความรุนแรงก็อาจจะหมดไป แล้วความสันติสุขก็จะคืนสู่พี่น้องประชาชนในพื้นที่ ๓ จังหวัดครับ