นัจมุดดีน อูมา หารือเรื่องร่างพระราชบัญญัติจัดตั้งทบวงการบริหารกิจการชายแดนภาคใต้ โดยเน้นย้ำถึงความจำเป็นของการจัดตั้งทบวงเพื่อให้การบริหารจัดการในพื้นที่ชายแดนภาคใต้มีความเหมาะสมและเป็นธรรม นอกจากนี้ยังหารือเกี่ยวกับการบังคับใช้กฎหมายในพื้นที่ชายแดนภาคใต้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการบังคับใช้กฎหมายต่อข้าราชการฝ่ายพลเรือนในพื้นที่ที่มีกำลังติดอาวุธมาก และเรียกร้องให้รัฐบาลยกเลิกกฎหมายฉุกเฉินในพื้นที่ชายแดนภาคใต้
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายนัจมุดดีน อูมา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดนราธิวาส พรรคมาตุภูมิ ท่านประธานที่เคารพ กระผมเองนั้นไม่ได้เป็นผู้เสนอร่างพระราชบัญญัติ ศอ.บต. ฉบับนี้ สืบเนื่องจากว่ากระผมและท่านอารีเพ็ญ อุตรสินธุ์ ได้เสนอร่างพระราชบัญญัติจัดตั้งทบวง การบริหารกิจการชายแดนภาคใต้เมื่อวันที่ ๑๑ สิงหาคม ปี ๒๕๕๒ แล้วก็ได้รับแจ้งจาก รัฐบาลว่าเมื่อวันที่ ๑๒ พฤศจิกายน สํานักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีมีบัญชาไม่ให้การ รับรองร่างพระราชบัญญัติของผม โดยอ้างเหตุว่าเป็นการจัดตั้งหน่วยงานใหม่ มีรัฐมนตรี ทบวงเป็นการเฉพาะ ย่อมส่งผลกระทบต่องบประมาณของประเทศเป็นอย่างมาก ท่านประธานที่เคารพครับ เป็นที่น่าเสียดายว่าร่าง พ.ร.บ. ฉบับนั้น ผมไม่ได้คิดคนเดียว เป็ นร่างกฎหมายที่ภาคประชาชน นักวิชาการจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี ได้รับการสนับสนุนงบประมาณจาก สถาบันสันติวิธีของมหาวิทยาลัยมหิดลไปทําวิจัย สอบถามข้อมูลประชาชนจาก ทุกภาคส่วน ก็ปรากฏว่ารูปแบบที่มีความเหมาะสมในการบริหารจัดการใน ๓ จังหวัด ชายแดนภาคใต้นั้น ก็คือใช้รูปแบบให้มีทบวงการบริหารกิจการชายแดนภาคใต้เป็น การเฉพาะ วันนี้จะเห็นได้ว่าเอกภาพในการทํางานยังไม่เกิด ฝ่ายทหาร ฝ่ายตํารวจ ฝ่ายพลเรือนต่างคนต่างเดิน โดยเฉพาะอย่างยิ่งวันนี้ ๒๐ กระทรวง ๖๐ กรม เกือบทุกกรม ได้มีการจัดตั้งงบประมาณแผนงานรักษาความไม่สงบใน ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ เป็นงานที่ซํ้าซ้อน ดังนั้นรูปแบบที่เราคิดว่ามีความเหมาะสมที่สุดคือมีการจัดตั้งทบวง โดยบูรณาการ งบประมาณทุกบาททุกสตางค์ จะเป็นจํานวนเท่าไรก็อยู่ในทบวงนี้ เมื่อวันที่ ๓๑ มีนาคม ปีนี้ ท่านประธานได้ไปร่วมในการสัมมนาของคณะกรรมาธิการที่โรงแรมรอยัลริเวอร์ ก็มี ข้อเสนอของคณะกรรมาธิการศึกษาปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้มีความเห็นด้วยกับ รูปแบบที่ผมเสนอไปข้างต้น ซึ่งด้วยเวลาที่จํากัดนี้ผมขออนุญาตที่จะเสนอสั้น ๆ ว่าทบวงนี้ ก็จะมีรัฐมนตรีว่าการทบวง ๑ คน มีปลัดทบวง แล้วก็จะมีสมัชชาประชาชนจังหวัด ชายแดนภาคใต้ สมัชชาแห่งนี้จะทําหน้าที่เป็นสภาที่ปรึกษาและกลั่นกรองนโยบาย ภาคประชาชน ประสานนโยบายและแผนอํานวยความยุติธรรม กลั่นกรองการจัดสรร งบประมาณเงินอุดหนุนให้กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น นอกจากมีสมัชชาประชาชน แล้วยังจะให้มีสภาผู้รู้ทางศาสนาระดับตําบล ซึ่งสภานี้จะทําหน้าที่เป็นสภาที่ปรึกษา ในการขับเคลื่อนการพัฒนาในระดับฐานราก สนับสนุน เชื่อมโยงกับองค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่นและสมัชชาประชาชนในระดับภูมิภาค ท่านประธานครับ ผมถึงเสียดายว่า ฯพณฯ นายกรัฐมนตรีน่าที่จะมีการศึกษาเรื่องพระราชบัญญัติฉบับนี้อย่างละเอียดถี่ถ้วน ผมอยากจะฝากให้คณะกรรมาธิการวิสามัญที่จะตั้งในคืนนี้ได้นํา พ.ร.บ. ฉบับนี้ไปศึกษา ดูว่ามีข้อดี ข้อเสียอย่างไรบ้าง ท่านประธานครับ ผมได้มีโอกาสอ่านร่างพระราชบัญญัติ ทั้ง ๖ ร่างแล้ว ผมมีความกังวลเป็นอย่างมากใน ๒ มาตราด้วยเวลาที่จํากัด มาตรา ๓ นิยามของคําว่า จังหวัดชายแดนภาคใต้ จังหวัดปัตตานี จังหวัดยะลา จังหวัดนราธิวาส จังหวัดสงขลาและบางพื้นที่ตามที่ ครม. จะประกาศในอนาคต ท่านประธานครับ เมื่อวันที่ ๑๓ พฤศจิกายนที่ผ่านไป ผมได้รับหนังสือฉบับหนึ่งจากประธานสภาเสริมสร้าง สันติสุขจังหวัดชายแดนภาคใต้ซึ่งเป็นที่ปรึกษาที่ ศอ.บต. แต่งตั้ง สภานี้มีความเห็นว่า การที่รัฐบาลได้เสนอร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้รวมเอาจังหวัดสงขลามาด้วย เอาจังหวัดสตูล มาด้วย เป็นการเสนอร่างพระราชบัญญัติที่มีวาระซ่อนเร้น มีการแอบแฝงเรื่องการใช้จ่าย งบประมาณ นี่คือเป็นข้อห่วงใย เพราะสภาเสริมสร้างสันติสุขเห็นว่ามิติทางความมั่นคงก็ดี มิติในการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคมก็ดี มิติการบริหารบุคลากรภาครัฐและมิติความเป็นมา ในเชิงประวัติศาสตร์ในทุกมิติเหล่านั้น ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้กับจังหวัดสตูล จังหวัดสงขลามีความต่างโดยสิ้นเชิง ผมจึงสนับสนุนแนวคิดของท่านอารีเพ็ญว่านิยาม ของคําว่า จังหวัดชายแดนภาคใต้ ก็คือจังหวัดปัตตานี จังหวัดยะลา จังหวัดนราธิวาส และ ๔ อําเภอจังหวัดสงขลาเท่านั้นเอง นี่คือข้อห่วงใยข้อที่ ๑
ข้อที่ ๒ ในมาตรา ๑๑ ที่ท่านเขียนว่า ในการดําเนินการของเจ้าหน้าที่ของ รัฐฝ่ายพลเรือนหากมีพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม ถ้าเลขาธิการสอบสวนแล้วมีความผิดจริง ก็อาจจะต้องถูกย้ายออกจากพื้นที่โดยด่วน ท่านประธานครับ วันนี้ในพื้นที่จังหวัด ชายแดนภาคใต้มีกําลังที่ติดอาวุธทั้งหมด ๖๖,๐๐๐ คน มากกว่าข้าราชการฝ่ายพลเรือน หลายเท่า ถ้าร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้ถูกบังคับใช้ไปแล้วจะเห็นได้ว่ากฎหมายนี้จะไปบังคับ เฉพาะข้าราชการฝ่ายพลเรือนเท่านั้นเอง ฝ่ายอื่นไม่ถูกบังคับตรงนี้ ผมก็เลยขอฝาก ข้อห่วงใยตรงนี้ไปถึงท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการถาวร ไปถึงท่านคณะกรรมาธิการว่า ท่านต้องดูตรงนี้ให้รอบคอบ เพราะผมมีความเป็นห่วงจริง ๆ
ประการที่ ๓ อยากจะเรียนว่า สภาพปัญหาในวันนี้ประชาชนมีความ เอือมระอากับการที่ต้องตกอยู่ภายใต้กฎหมายทั้ง ๓ ฉบับในเวลาเดียวกัน ฉบับแรก พระราชบัญญัติกฎอัยการศึก ปี ๒๔๕๗ ฉบับที่ ๒ พระราชกําหนดการบริหารราชการ ในสถานการณ์ฉุกเฉิน ปี ๒๕๔๘ วันที่ ๓๑ มีนาคม และที่สัมมนาที่โรงแรมรอยัลริเวอร์ เมื่อข้างต้น ฯพณฯ นายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ได้รับปากกับที่ประชุมว่า จะมีการพิจารณา ทบทวนการใช้ พ.ร.ก. ฉุกเฉิน ประมาณเดือนกรกฎาคม มา ณ วันนี้ รัฐบาลเขาต่อไป เรื่อย ๆ และมติ ครม. เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านไปนี้ได้ยกเลิกการใช้ พ.ร.ก. การบริหารราชการ ในสถานการณ์ฉุกเฉินในพื้นที่ ๔ อําเภอของจังหวัดสงขลา คือ อําเภอจะนะ อําเภอเทพา อําเภอสะบ้าย้อย อําเภอนาทวี แต่ยังคงใช้ พ.ร.ก. การบริหารราชการในสถานการณ์ ฉุกเฉินอยู่ในพื้นที่ ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ อย่างนี้จะทําให้ประชาชน ๓ จังหวัดมีความ สบายใจกับการบังคับใช้กฎหมายตรงไหน ท่านประธานครับ ท่านจะเห็นได้ว่ารัฐบาลพูด ตลอดเวลาว่าจะพยายามใช้การเมืองนําการทหาร จะพยายามประคับประคองให้มีการ บังคับใช้กฎหมายอย่างตรงไปตรงมา แต่ที่ผมพูดมาตั้งแต่ข้างต้นจะเห็นได้ว่า พ.ร.ก. การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน ๓ จังหวัดใช้อยู่ แต่ใน ๔ อําเภอจังหวัดสงขลานี้ ไม่ใช้แล้ว แม้แต่สภาสมัย สนช. ได้มีการออกพระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคง ภายในปี ๒๕๕๑ โดยเฉพาะมาตรา ๒๑ เป็นประโยชน์มาก ก็คือว่าถ้าหากประชาชน มีหมายจับตาม ป. วิ. อาญา ถ้าเข้าสู่กระบวนการแล้ว ๖ เดือนก็สามารถที่จะปลด หมายจับตาม ป. วิ. อาญา ได้ ตรงนี้ละเป็นการแก้ไขปัญหา แต่รัฐบาลยังไม่กล้าที่จะใช้ ผมไปเยี่ยมประชาชนได้รับคําถามมากมายจากประชาชนว่า เมื่อไรรัฐบาลที่มี พรรคประชาธิปัตย์เป็นแกนนํานี้ จะได้รีบยกเลิก พ.ร.ก. การบริหารราชการในสถานการณ์ ฉุกเฉิน ปี ๒๕๔๘ เสียที
ท่านประธานครับ สุดท้ายนะครับ ขอฝากให้กับคณะกรรมาธิการว่า ผมเคยคุยกับท่านถาวรว่าอยากจะให้คณะกรรมาธิการชุดนี้ลองศึกษาดูสิว่า รัฐบาลควรที่จะ มีการจัดตั้งศาลชั้นต้นแผนกคดีความมั่นคง เพื่อพิจารณาคดีที่เกิดขึ้นใน ๓ จังหวัด เป็นการเฉพาะ เพราะวันนี้ผมเคยประกอบอาชีพทนายความมา ผู้พิพากษาท่านไม่ได้ รู้เรื่องความมั่นคงเพิ่งย้ายไปใหม่ ทําคดีอาญาทั่ว ๆ ไป แต่พอเจอคดีความมั่นคงท่านไม่มี ความสันทัด ก็เลยอยากจะเสนอแนะต่อท่านประธานฝากไปถึงรัฐมนตรีช่วยว่าการถาวร แล้วก็ถึงคณะกรรมาธิการที่จะตั้งขึ้นว่าสมควรแล้วหรือยังที่จะให้มีการจัดตั้งศาลชั้นต้น แผนกคดีความมั่นคงเพื่อทําการพิจารณาพิพากษาคดีที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงล้วน ๆ นี่เป็ นข้อเสนอด้วยเวลาที่จํากัดผมขอฝากให้ท่านประธานไว้ ณ โอกาสนี้ด้วย ขอบคุณมากครับ