นพคุณ รัฐผไท เสนอแนะว่ากฎหมายฉบับนี้อาจไม่สามารถแก้ปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ได้อย่างสมบูรณ์ เนื่องจากมีปัจจัยที่ทำให้ไม่สามารถมองเห็นปัญหาที่แท้จริง และไม่สามารถกำหนดนโยบายและแผนงานที่เหมาะสมในการแก้ไขปัญหา นอกจากนี้ยังแสดงความกังวลเกี่ยวกับโครงสร้างและอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการพัฒนาการเกษตรและอาหารแห่งชาติ และเรียกร้องให้แก้ไขปรับปรุงเพิ่มเติมเพื่อให้สภาเสริมสร้างสันติสุขมีบทบาทมากขึ้นในการแก้ปัญหาโดยประชาชน
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นพคุณ รัฐผไท ส.ส. พรรคเพื่อไทยจากจังหวัดเชียงใหม่ ท่านประธานครับ ผมได้ มีโอกาสมานั่งในสภานี้ ๕-๖ ปี ตลอดระยะเวลา ๕-๖ ปี ก็ได้ฟังความคิดเห็นของ เพื่อนสมาชิกที่พูดถึงปัญหาของจังหวัดชายแดนภาคใต้นะครับ แต่ว่าเมื่อประเมินดูแล้วก็ คิดว่ายังมีปัญหาเหมือนเดิมอยู่ จนกระทั่งบัดนี้คณะรัฐมนตรีก็ได้เสนอกฎหมายเกี่ยวกับ การแก้ปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยเริ่มที่มีกฎหมายที่เกี่ยวกับโครงสร้างราชการ ผมก็มองว่าในฐานะที่เคยรับราชการ ประเทศไทยเราถ้ามีปัญหาก็จะเริ่มแก้ปัญหา ที่โครงสร้าง เอาโครงสร้างเป็นตัวปัญหา แล้วก็เอางบประมาณใส่เข้าไปนะครับ ก็คิดว่า ไม่น่าจะเกิดสัมฤทธิผลเท่าไรนัก ถ้าเรามองในแง่ว่าเราชอบที่จะแก้ปัญหาต่าง ๆ ด้วย โครงสร้างนะครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผมเกิดความไม่มั่นใจโดยมีเหตุผล ๒-๓ ประการ นะครับว่ากฎหมายนี้จะสัมฤทธิผลในการแก้ปัญหาหรือไม่ ถึงแม้ว่าบางท่านที่อภิปรายไป จะบอกว่าเป็นส่วนหนึ่งเท่านั้น เป็นกลไกเล็ก ๆ กลไกหนึ่ง แต่ก็เป็นกลไกที่ว่าต้องใช้ งบประมาณเป็นแสนล้านบาท ซึ่งก็พิสูจน์ได้แล้วว่าตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาเพียง ไม่กี่เดือนนี้ ใช้งบประมาณเป็นแสนล้านบาทในการแก้ปัญหานะครับ เราก็ไม่เคยมีการ ประเมินผลจากหน่วยราชการที่เกี่ยวข้องว่าที่ไม่เป็นผลนั้น ทั้งที่ใช้งบประมาณไปมากมาย มันแก้ปัญหาตรงจุดหรือไม่ กฎหมายฉบับนี้นั้นได้ร่างขึ้นมาบนพื้นฐานของต้นเหตุของ ปัญหาที่แท้จริงหรือไม่ เราได้ละเลยแนวพระราชดําริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว หรือไม่ที่พระองค์ท่านได้พูดถึงหลักในการแก้ปัญหา เข้าถึง เข้าใจ และพัฒนา ผมว่า ๓ คํานี้มีความหมาย แต่ว่าเมื่อตรวจสอบในร่างกฎหมายฉบับนี้ทุกมาตราไม่ได้เกี่ยวข้อง กับมวลชนเลยแม้แต่นิดเดียวนะครับ เจอแต่การใช้งบประมาณ การตั้งองค์กร การตั้ง คณะกรรมการ การเพิ่มอํานาจต่าง ๆ นานา อันนี้ก็เป็นที่น่าเสียดายที่รัฐบาลชุดนี้ มีความพร้อมอยู่มาก แทนที่จะทําได้มากกว่านี้นะครับ แต่ก็ทําได้เพียงแค่นี้
ประการแรก ในเรื่องของคณะกรรมการในพื้นที่ ประทานโทษในมาตรา ๓ ทําให้ผมเกิดความไม่มั่นใจ เพราะว่ารัฐบาลกําหนดพื้นที่ที่จะดําเนินการแก้ปัญหา เดิมทีเดียวก็มี ๓ จังหวัด ต่อไปก็เพิ่มไปอีก ๒ จังหวัด ก็เป็น ๕ จังหวัด อันนี้ทําให้เกิด ความไม่มั่นใจว่ารัฐบาลต้องการขยายพื้นที่เพื่ออะไร หรือว่าไม่สามารถจะกําจัดพื้นที่ให้ แคบลงได้ หรือว่ามันเกี่ยวข้องกับงบประมาณที่จะเอาไปใช้ก็มองไม่ออก มองเจตนารมณ์ ของรัฐบาลไม่ออกว่าทําไมถึงได้เปิดช่องในการที่จะเอางบประมาณไปดําเนินการเพิ่ม ขยายพื้นที่ให้กว้างขึ้น ต่อไปก็อาจจะถึงจังหวัดชุมพรของท่านสุวโรช พะลัง ที่ผมเคารพ นับถือนะครับ พอไปถึงจังหวัดนั้นก็ถือว่าประสบความไม่สําเร็จอย่างแน่นอนนะครับ เพราะว่าไปเพิ่มขยายพื้นที่ได้หลายจังหวัด หลายอําเภอ อันนี้เป็นประเด็นแรกที่ผม ไม่มั่นใจในกฎหมายฉบับนี้
ประการที่สอง เรามามองดูเรื่องของโครงสร้าง กฎหมายนี้ได้เพิ่มอํานาจ หรือได้สร้างโครงสร้างขึ้นมาใหม่ คือ ศอ.บต. นอกจากนั้นไม่ให้เป็นองค์กรถาวร ให้เป็น องค์กรที่เป็ นนิติบุคคลที่มีอํานาจมากมายมหาศาลนะครับ ถ้าหากว่า ศอ.บต. ตามรูปแบบนี้ยังทํางานไม่สําเร็จนี่เราจะไปพึ่งใครละครับ เพราะว่าไม่มีส่วนราชการใด ตัวเลขาธิการหรือ ศอ.บต. เองในภาพรวม องค์กรรวมนี่มีอํานาจมากกว่ารัฐมนตรีด้วยซํ้าไป ซึ่งกระผมจะได้ถือโอกาสนําเรียนชี้แจงเพิ่มเติมนะครับ
ประการที่สาม ที่เกิดความไม่มั่นใจก็คือ คณะกรรมการ กพต. ตามมาตรา ๖ ส่วนใหญ่เป็นหัวหน้าส่วนราชการ เป็ นรัฐมนตรี เป็นปลัดกระทรวง เป็นอธิบดี ท่านเหล่านี้เป็นโครงสร้างเดิม ๆ ของระบบราชการทั้งนั้น ถ้ามีเรื่องอะไรสําคัญ ๆ ก็จะตั้ง บุคคลเหล่านี้เป็นองค์ประกอบ ภารกิจของบุคคลเหล่านี้มีมากมายมหาศาล ซึ่งส่วนใหญ่ ก็อยู่ในกรุงเทพมหานครในส่วนกลางอยู่แล้ว คงไม่มีแนวคิดที่จะไปคิดสร้างสรรค์ หรือเอาไปคิดที่จะไปแก้ไขปัญหาของภาคใต้ ซึ่งเป็นปัญหาที่ละเอียดอ่อนดังที่หลายท่าน ได้พูดไปแล้วนะครับ ภาคเอกชนมีเพียง ๓-๔ ท่าน ซึ่งส่วนใหญ่ก็มีตําแหน่งเหมือนกัน ไม่ว่าจะเป็นผู้แทนกรรมการอิสลาม ไม่ว่าจะเป็นจุฬาราชมนตรีนะครับ มีที่เป็นชาวบ้าน จริง ๆ ก็อาจจะเป็นแค่ตัวแทนของสภาเสริมสร้างสันติสุขเท่านั้นเอง ซึ่งอาจจะเป็น ผู้นําท้องถิ่นท่านใดท่านหนึ่งก็ได้ สรุปแล้วก็ไม่หนี หนีไม่พ้นวงราชการทั้งสิ้นนะครับ ยากที่จะมองเห็นปัญหาที่แท้จริงของปัญหาภาคใต้ เมื่อไม่สามารถที่จะมองเห็นปัญหา ของภาคใต้ที่แท้จริง นํามากําหนดเป็นนโยบาย แผนงาน โครงการ แล้วก็แนวปฏิบัติ ก็ไม่สามารถที่จะแก้ปัญหาที่แท้จริงของคนจังหวัดชายแดนภาคใต้ได้ อันนี้ก็เป็นเรื่องที่ น่าเสียดาย แล้วก็เป็นเหตุผล ๒-๓ ประการที่ทําให้ผมไม่มั่นใจว่ากฎหมายฉบับนี้นั้น ซึ่งจะต้องใช้งบประมาณเป็นแสน ๆ ล้านบาทมันจะแก้ปัญหาของคนภาคใต้ได้สําเร็จ หรือไม่ อย่างไรก็ดีนะครับท่านประธาน ผมขออนุญาตพูดถึงองค์ประกอบ ๒-๓ ประเด็น ที่เกี่ยวกับกฎหมายฉบับนี้
ประเด็นแรกก็คือ โครงสร้างและอํานาจหน้าที่ของ กพต. คือคณะกรรมการ ซึ่งมีท่านนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน และที่สําคัญที่สุดก็คือมีเลขานุการก็คือเลขาธิการ ศอ.บต. นั่นเองนะครับ ๒ ท่านนี้จะเป็นองค์ประกอบสําคัญนะครับ ส่วนกรรมการอื่นนั้น เป็นแค่องค์ประกอบเท่านั้นเองนะครับ เป็นรูปแบบเท่านั้นเอง เพราะฉะนั้นหัวใจก็คือ เลขาธิการที่จะป้ อนงาน ป้ อนโครงการ ป้ อนแผนงานให้นายกรัฐมนตรีในฐานะเป็น ประธานได้อนุมัติ ได้เห็นชอบนะครับ อันนี้ก็คือหน้าที่ ที่สําคัญที่สุดก็ของ กพต. โครงสร้าง อันนี้สามารถบังคับส่วนราชการ กระทรวง ทบวง กรมต่าง ๆ ให้เดินตามแนวแผนปฏิบัติ การที่ ศอ.บต. กําหนดได้ อันนี้ทําให้เป็นการทําลายโครงสร้างการบริหารราชการ ส่วนภูมิภาคไปอย่างสิ้นเชิงนะครับ อันนี้เป็นสิ่งที่น่ากลัวมากนะครับ
ประการต่อมาก็คือ อํานาจหน้าที่ของ ศอ.บต. หน้าที่ของ ศอ.บต. นั้น มีมากมายมหาศาล อาจจะนับได้ว่ามีอํานาจมากกว่ารัฐมนตรีเสียอีกนะครับ ดังเช่น อํานาจในการแนะนําส่วนราชการต่าง ๆ ให้เปลี่ยนหรือปรับปรุงแผนปฏิบัติการนะครับ เมื่อนําแผนปฏิบัติการนั้นให้ กพต. อนุมัติแล้ว สํานักงบประมาณต้องจัดสรรงบประมาณ ให้ตามนั้นด้วยนะครับ นอกจากจัดสรรงบประมาณให้แล้ว ศอ.บต. ยังกําหนดระเบียบ การเงิน การพัสดุเองได้ อันนี้นะครับไม่น่าเชื่อเลยว่ากฎหมายฉบับนี้จะเป็นแบบนี้ได้ เมื่อกําหนดการเงิน การพัสดุเองได้นั้น สตง. คตง. ก็มาตรวจสอบไม่ได้เพราะว่าไม่มี ระเบียบ ไม่มีอํานาจตามหน้าที่ของตัวเองนะครับ ผมจึงเห็นว่ากฎหมายนี้อันตรายมาก สําหรับในเรื่องของการงบประมาณ แล้วก็ที่มีจุดเสียมากที่สุดก็คือการมีส่วนร่วมของ ประชาชนในการแก้ปัญหานะครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งภารกิจหลักที่แท้จริงก็คือ การกําหนดยุทธศาสตร์การพัฒนาจังหวัดนะครับ ซึ่งเป็นแง่เดียว มุมเดียวแล้วจะสามารถ แก้ปัญหาภาคใต้ได้อย่างไร ในเมื่อปัญหาภาคใต้ไม่ได้อยู่ที่ปัญหาการพัฒนาอย่างเดียว นะครับ อันนี้ก็เป็นสิ่งที่ผมเสียดายอีกเป็นประการที่ ๒ นะครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งอํานาจ ของเลขาธิการ มีอํานาจมากกว่าปลัดกระทรวง มีอํานาจมากกว่ารัฐมนตรีนั่นก็คือ สามารถโยกย้ายข้าราชการที่สร้างความเดือดร้อนหรือสร้างความไม่เป็นธรรมให้กับ ประชาชนในพื้นที่ โดยให้ย้ายออกจากพื้นที่ได้ภายใน ๗ วัน รัฐมนตรีว่าการยังไม่มีอํานาจ เลยนะครับ แต่น่าเสียดายอีกเช่นกันครับท่านประธาน เพราะว่าคนไม่ดีแบบนี้รัฐบาลมอง ว่าเอาย้ายออกจากพื้นที่เท่านั้นเอง แทนที่จะตั้งกรรมการสอบวินัยให้ไล่ออก ปลดออก ให้ออก อย่าให้ไปสร้างความเดือดร้อนให้กับพื้นที่อื่น อันนี้น่าจะแก้ไขปรับปรุงเพิ่มเติม มิฉะนั้นคนไม่ดี ข้าราชการที่ไม่ดีก็จะไปปฏิบัติราชการที่ไปสร้างความเดือดร้อนให้กับ พื้นที่อื่นอีก เราถ้าจะล้างบางแล้วควรจะทําให้มันจริงๆ จัง ๆ เราคิดถึงประโยชน์ของ ประชาชนเป็นหลักเถอะครับ อันนี้ก็เป็นเรื่องของอํานาจของเลขาธิการซึ่งมีอํานาจ มากมายมหาศาลนะครับ
สุดท้ายนี้ก็คือในกฎหมายฉบับนี้บทบาทของสภาเสริมสร้างสันติสุข ประกอบด้วยประชาชนจากหลายหมู่เหล่า หลายฝ่าย อันนี้ถูกต้องแต่น่าเสียดายว่าสภา เสริมสร้างสันติสุขไม่มีอํานาจ ไม่มีบทบาทอะไรเลย เมื่ออ่านดูในร่างกฎหมายนี้มีแค่ เสนอแนะในเรื่องของยุทธศาสตร์แนวทางพัฒนาจังหวัดเท่านั้นเอง ซึ่ง ศอ.บต. อาจจะ ไม่รับฟังก็ได้ อาจจะไม่ให้ความสําคัญเลยแม้แต่นิดเดียวก็ได้ ก็เป็นสภาที่ตั้งขึ้นมาให้เป็น องค์ประกอบกฎหมายพระราชบัญญัตินี้ว่า แสดงว่าให้ประชาชนมีส่วนร่วมในระดับหนึ่ง เท่านั้น ก็อยากจะให้มีการปรับปรุงกฎหมายโดยเอาสภาเสริมสร้างสันติสุขเข้ามา มีบทบาทให้มากขึ้นให้เป็นเจ้าของพื้นที่ ให้เป็นเจ้าของปัญหา แล้วก็ให้มีสมรรถภาพ ในการแก้ปัญหาโดยประชาชนมากขึ้นครับ ผมก็หวังเป็นอย่างยิ่งว่ารัฐบาลก็น่าจะเอา แนวทางโดยยึดหลักของแนวทางพระราชดําริ คือการแย่งชิงมวลชน การสร้างมวลชนให้ เกิดความพอใจในระบบราชการ ให้มีความสามัคคีกันภายใต้อุดมการณ์หรือแนวคิด ที่ให้เข้าถึง เข้าใจแล้วก็พัฒนาเอา ๓ อย่างนี้มารวมกัน ผมก็คิดว่าน่าจะแก้ปัญหาของ ๓ จังหวัดหรือ ๔-๕ จังหวัดชายแดนภาคใต้ได้สําเร็จในระดับหนึ่งครับ ขอบพระคุณครับ