อรรถพร พลบุตร หารือเรื่องร่างพระราชบัญญัติการบริหารราชการจังหวัดชายแดนภาคใต้ และเรียกร้องการสนับสนุนให้ปัญหาสันติภาพใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้เกิดความปลอดภัยสันติสุข
กราบเรียนท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ กระผม อรรถพร พลบุตร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบสัดส่วน จากเพชรบุรี พรรคประชาธิปัตย์ กราบขอบพระคุณท่านประธานนะครับที่ได้อนุญาตให้ ผมได้อภิปรายในร่างพระราชบัญญัติการบริหารราชการจังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งผมมี ความเชื่อมั่นว่าเมื่อกฎหมายฉบับนี้ได้ถูกปรับปรุงแก้ไขในกระบวนการแปรญัตติในวาระที่สอง และวาระที่สามแล้ว เราก็จะมีเครื่องมืออันหนึ่งซึ่งจะสร้างให้สันติสุขซึ่งเป็นสุดยอด แห่งความปรารถนาของเราได้เกิดขึ้นใน ๓ จังหวัดภาคใต้ โดยไม่จําเป็นที่จะต้องถูก แบ่งแยกแผ่นดินออกไป หรือไม่จําเป็นต้องสร้างระบบการปกครองที่วิปริต วิปลาส ซึ่งจะเป็นการเติมเชื้อไฟแห่งความสับสนให้ลุกโชนมากยิ่งขึ้น ท่านประธานที่เคารพครับ ผมไม่ใช่ ส.ส. ที่เป็ นมุสลิม แต่ที่ผมต้องขออนุญาต ท่านประธานอภิปรายในวันนี้เพราะที่จังหวัดเพชรบุรีบ้านผมมีพี่น้องชาวมุสลิมใช้เป็น บ้านเกิด เป็นเรือนตายหลายหมื่นคน มีมัสยิดมากกว่า ๒๐ แห่ง และสายเลือดของ พี่น้องมุสลิมจังหวัดเพชรบุรีก็ล้วนแล้วแต่สืบโยงมาจากจังหวัดปัตตานีทั้งสิ้น ร่วมประวัติศาสตร์เดียวกันมาทั้งสิ้น ความเจ็บปวด วิกฤตการณ์ที่เกิดขึ้นใน ๓ จังหวัด ชายแดนภาคใต้ จึงมีผลโยงใยในเชิงความรู้สึกมาถึงพี่น้องมุสลิมที่จังหวัดเพชรบุรี เป็นอย่างยิ่ง พี่น้องมุสลิมจังหวัดเพชรบุรีจํานวนมากมายเหมือนพี่น้องของผม ต่อสู้ ร่วมกันมา เจ็บปวดร่วมกันมา เพียงแต่ดูตาผมก็รู้ว่าเขารู้สึกอย่างไร ช่วงเวลาที่เกิด วิกฤตการณ์ร้ายแรงในช่วงปี ๒๕๔๗ พี่น้องของผมเหล่านี้อยู่ในภาวะหวาดวิตก ลากผม ไปคุย กระซิบบอกผมว่าอรรถพร สิ่งที่เรากลัว เรากลัวว่าวันหนึ่งที่เราต้องออกไปเดินที่ ตลาดเพชรบุรีแล้วเรานุ่งโสร่งนี่ เราจะถูกทําร้ายด้วยคนพุทธ ทั้ง ๆ ที่ผืนแผ่นดินจังหวัด เพชรบุรี เย็น ๆ ไปนั่งไหว้พระอยู่ที่วัดกุฏิ ตําบลท่าแร้ง ก็ได้ยินเสียงละหมาดจากมัสยิด ซึ่งมีอยู่ ๓-๔ แห่งใกล้ ๆ นี่ครับ ก็ผสมผสานกลมกลืนเป็นหนึ่ง เป็นเนื้อเดียวกันมา ตลอดเวลา แล้วไม่เคยมีปัญหากันเลยโดยสิ้นเชิง แต่ปัญหามันก็เกิดขึ้น เช่นเดียวกับ เมื่อ ๒ เดือนก่อน ผมเดินทางไปจังหวัดนราธิวาสร่วมกับคณะกรรมาธิการการต่างประเทศ ของท่านต่อพงษ์ ไชยสาส์น ท่านดอกเตอร์เจริญ คันธวงศ์ ท่านเจะอามิง โตะตาหยง ท่านผู้ช่วยศาสตราจารย์พีรยศ ราฮิมมูลา ผมได้มีช่วงเวลาหนึ่งที่ได้เดินออกไปสู่พื้นที่ คนเดียวเพื่อไปสัมผัสแก่นแท้ ความรู้สึกลึก ๆ ในหัวใจของพี่น้องชาวนราธิวาสและ ชาว ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ว่าเขาคิดอย่างไร เขาถามผมว่าไม่กลัวหรือ เขาบอกว่า ชวนคนมาเที่ยวเยอะ ๆ เพราะวันนี้เขาค้าขายฝืดเคือง ไม่ต้องไปกลัวหรอก ในตลาดไม่มี อะไรหรอก ที่อําเภอเจาะไอร้องไม่แน่ ที่อําเภอตากใบไม่แน่ อีกหลายที่หลายทางไม่แน่ แต่ในตลาดไม่มีอะไร ตลาดที่เขาบอกไม่มีอะไรนี่นะครับ เมื่อปีที่แล้วระเบิดลง ตายไป หลายคน หน้าธนาคารที่เขาพาผมขี่รถเครื่องเข้าไปเยี่ยมมัสยิดกลางก็มีระเบิดลง คนตาย หลายคน ผมสบดวงตาของเขา ผมก็รู้สึกว่าเขาก็มีดวงตาเดียวกับพี่น้องมุสลิมจังหวัด เพชรบุรี นั่นคือดวงตาแห่งความหวาดวิตกและรอคอยว่าวันหนึ่งจะมีใครสักคนหนึ่ง คณะหนึ่งมาทําให้ความปลอดภัย สันติสุขได้เกิดขึ้นใน ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ ผมสบตา กับพี่น้องมุสลิมใน ๒ ดินแดน มันเป็นดวงตาเดียวกันทั้งนั้นละครับ ผมยังเกิดความรู้สึกว่า ถ้าหากว่าในชะตากรรมเดียวกันตรงนี้ ถ้าเราสามารถเชื่อมโยงความเข้าใจ ความรู้สึกถึง จิตวิญญาณเป็นหนึ่ง เป็นเนื้อเดียวกัน สันติสุขเกิดขึ้นใน ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ได้ ผมอยากให้พี่น้องทั้งประเทศที่ไม่ได้อยู่ใน ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ได้เข้าใจจิตวิญญาณ และความรู้สึกเจ็บปวดของพี่น้องมุสลิม ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ เขาเจ็บปวดนะครับ พ.ศ. ๒๔๔๕ เจ้าเมืองปัตตานีของเขาครับ ตนกูอับดุลกาเดร์ พระยาวิชิตภักดี ก็ถูกจับกุม ไปจองจําอยู่เมืองเหนือ ๒ ปี กลับมาก็ไปตายอยู่กลันตัน เขาเจ็บปวด สมัยฮัจญีสุหลง อับดุลกาเดร์นั่นละครับ คนปัตตานี คน ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้เขาจะรู้สึกอย่างไรครับ ผู้นําจิตวิญญาณของเขาไปถูกฆ่าถ่วงนํ้าที่จังหวัดสงขลานะครับ ยังไม่พูดถึงฮัจญีอามีน ไม่พูดถึงหนังสือแสงสว่างแห่งสันติภาพที่เกิดขึ้น เผาหนังสือเล่มนั้น วันนี้แสงสว่าง แห่งสันติภาพมันเลยไม่เกิดครับ หรือที่กรือเซะ ลูกหลานของพี่น้องมุสลิมเหล่านั้น จะทําถูกทําผิดอย่างไร เขาไม่ควรถูกประหัตประหารอย่างไร้ทางสู้อย่างนั้น แล้วเขาก็ ไปตายเกลื่อนหมดในศาสนสถาน ซึ่งเป็นศูนย์รวมจิตใจของพี่น้อง ๓ จังหวัดชายแดน ภาคใต้มานานนับพันปี กรือเซะครับ ภายใต้การสั่งการของ พลเอก พัลลภ ปิ่นมณี ภายใต้ รัฐบาลภายใต้การนําของ พันตํารวจโท ทักษิณ ชินวัตร และ พลเอก ชวลิต ยงใจยุทธ เป็นรองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง