สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๒๗ · ๒๕ พฤศจิกายน ๒๕๕๒

อารีเพ็ญ อุตรสินธุ์ หารือเรื่องการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยเน้นย้ำว่าปัญหานี้มีความซับซ้อนและต้องมีการแก้ไขในหลายมิติ เช่น การเมือง การปกครอง ความมั่นคง และเศรษฐกิจ โดยไม่ควรจำกัดเฉพาะสังคมเท่านั้น และเสนอแนวทางแก้ไขปัญหาที่คล้ายคลึงกับปัญหาไอร์แลนด์เหนือของอังกฤษ โดยเสนอให้มีทบวงเพื่อแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นในพื้นที่นั้น นอกจากนี้ยังเสนอแนะแก่รัฐบาล โดยเฉพาะอย่างยิ่งการยกเลิกกฎอัยการศึกใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ และจ้างหรือตั้งองค์การส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (อส.) ให้แต่ละหมู่บ้าน 20 คน เพื่อให้คัดเลือกคนในพื้นที่เองในการแก้ไขปัญหา

นายอารีเพ็ญ อุตรสินธุ์ แบบสัดส่วน

ท่านประธานที่เคารพ กระผม อารีเพ็ญ อุตรสินธุ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบสัดส่วน พรรคมาตุภูมิ ผมในนาม พรรคมาตุภูมิ ไม่ได้เป็นผู้เสนอร่างพระราชบัญญัติการบริหารราชการจังหวัดชายแดน ภาคใต้ พ.ศ. .... ทั้ง ๖ ฉบับ ที่ไม่ได้เสนอร่างทั้ง ๖ ฉบับนี้ก็เพราะว่าไม่เห็นด้วยกับ ศูนย์อํานวยการบริหารราชการจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหลายพรรค ได้เสนอมาในครั้งนี้ เหตุผลเพราะว่าขณะนี้ปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้นั้นเป็นปัญหา ที่มีปัญหาใหญ่หลวง แล้วก็เป็นปัญหาที่มีการแพร่ขยายไปอย่างกว้างขวางไม่ว่าจะเป็น ในระดับภายในประเทศหรือต่างประเทศ เหตุการณ์แต่ละครั้งที่เกิดขึ้นที่นั่นก็จะเป็นที่ เผยแพร่ของสื่อข่าวไปยังต่างประเทศอย่างใหญ่โต เพราะฉะนั้นผมยังมองเห็นว่าทั้ง ๖ ฉบับของผู้ที่เสนอมาในครั้งนี้นั้น ผมเห็นว่าเป็นการตั้งหน่วยราชการหรือว่าส่วนราชการ ที่เล็กนิดเดียว ถ้าเทียบกับปัญหาที่ใหญ่หลวงในขณะนี้ คือว่าตลอดระยะเวลา ๕ ปี ที่ผ่านมาตั้งแต่ปี ๒๕๔๗ ถึงปัจจุบันมีการต่อสู้ มีคนตายประมาณ ๔,๐๐๐ คน ๕ ปี ๔,๐๐๐ กว่าคนท่านประธาน แต่ถ้าท่านประธานได้ไปศึกษาดูการต่อสู้ของชาวไอร์แลนด์เหนือ ที่ประเทศอังกฤษนั้น เขาต่อสู้มา ๓๐ ปี คนตายแค่ ๓,๐๐๐ กว่าคน ๓๐ ปี ๓,๐๐๐ กว่าคน ของประเทศอังกฤษ ทุกวันนี้ไอร์แลนด์เหนือ กับ ๕ ปี ๔,๐๐๐ กว่าคนของประเทศไทยเรานั้น ผมถือว่าเป็นการเปรียบเทียบแล้วของเรานั้นมีความรุนแรง แล้วก็มีคนตายมากกว่าของ ไอร์แลนด์เหนือมากมาย ท่านประธานทราบไหมครับว่ากรณีไอร์แลนด์เหนือนั้น ขณะนี้ ถ้าท่านได้ดูข่าวคราวท่านจะไม่ได้เห็นการระเบิดที่กรุงลอนดอน ไม่มีการยิงกันตาย ที่ไอร์แลนด์เหนือ เพราะว่าไอร์แลนด์เหนือนั้นเขาได้มีการสร้างสันติสุข ได้มีการพูดคุยกัน ระหว่างผู้ที่ก่อการที่จะไปแยกดินแดนไอร์แลนด์เหนือกับรัฐบาลอังกฤษ แล้วก็ได้มีการ ตั้งองค์กร องค์กรหนึ่งระดับกระทรวง เขาตั้งกระทรวงไอร์แลนด์เหนือ กระทรวงไอร์แลนด์เหนือนั้น เป็นกระทรวงที่แก้ไขปัญหาในไอร์แลนด์เหนือขณะนี้ จนกระทั่งเสียงปืนที่ไอร์แลนด์เหนือ ขณะนี้แทบจะไม่ได้ยิน ผมจึงอยากจะเทียบว่าคนตาย ๓,๐๐๐ คน ในระยะเวลา ๓๐ ปี ของไอร์แลนด์เหนือนั้นเขาแก้โดยใช้กระทรวง แต่ของเรา ๕ ปี ตายประมาณ ๔,๐๐๐ กว่าคน เราแก้เพียงแต่ให้มีเครื่องมือระดับหน่วยราชการเล็ก ๆ ซึ่งผมถือว่ามันไม่ทันกาลกับ สถานการณ์ที่เป็นอยู่ในขณะนี้ ด้วยเหตุนี้เองผมกับท่านนัจมุดดีน อูมา กับคุณฟาริดา สุไลมาน ได้เสนอร่างพระราชบัญญัติทบวงการบริหารกิจการจังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งเราได้เสนอระดับทบวงน้อง ๆ ของกระทรวง ไม่ใหญ่เท่ากระทรวง แต่กินเนื้อที่ พื้นที่ ที่มีปัญหาแค่ ๓ จังหวัดกับ ๔ อําเภอ คือ อําเภอจะนะ อําเภอนาทวี อําเภอเทพา อําเภอ สะบ้าย้อย ของจังหวัดสงขลา เราพยายามจํากัดวงของจังหวัดที่มีปัญหาและอําเภอที่มีปัญหาให้มาอยู่ที่ทบวงจะเป็น ผู้ดูแลรับผิดชอบในการแก้ไขปัญหา ท่านประธานที่เคารพ ร่างทั้ง ๖ ร่างของรัฐบาลแล้วก็ ของสมาชิกจากทางฝ่ายค้านและฝ่ายรัฐบาล ผมอ่านแล้วว่าเป็นร่างที่ไม่ได้ครอบคลุมมิติ ของการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ทั้งกระบวนการหรือว่าทุกมิติ เพียงแต่เน้นใน มิติของสังคมกับเศรษฐกิจเท่านั้น ในมิติของการเมืองการปกครองก็ดี มิติด้านความมั่นคง ก็ดีไม่ได้ปรากฏในร่างทั้ง ๖ ฉบับ เพราะฉะนั้นผมจึงไม่เห็นด้วยกับของทั้งรัฐบาลและทาง สมาชิกพรรคฝ่ายค้านที่ได้มาเสนอในรูปแบบและเนื้อหาเดียวกัน ท่านประธานที่เคารพ ผมอยากจะเรียนว่าเรื่องของปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้นั้น ถ้าเราจะแก้ไขให้มันครบ ทุกมิติ เราต้องเลือกมิติใหญ่ ๆ ๔ มิติด้วยกัน

มิติที่ ๑ คือมิติทางการเมืองการปกครอง

มิติที่ ๒ คือมิติทางสังคม สังคมนี่หมายถึงการศึกษา ขนบธรรมเนียม ประเพณี ศาสนา ประวัติศาสตร์ ตลอดจนกระทั่งวิถีชีวิตของคนที่นั่น

มิติที่ ๓ มิติทางด้านเศรษฐกิจ เกี่ยวกับเรื่องความยากจน คุณภาพชีวิต ของคนที่นั่น ซึ่งคนที่นั่นถ้าเขามองไปยังฝั่งประเทศมาเลเซีย แล้วก็มองฝั่งประเทศไทย ที่เขาอยู่ใจของเขานั้นหดหู่ เพราะว่าทางประเทศมาเลเซียนั้นมีความเจริญเกือบทุก ๆ ด้าน มีความเจริญมากกว่าฝั่งประเทศไทยนะครับ

มิติที่ ๔ นั้นเป็นมิติของความมั่นคง ผมอยากจะเรียนให้ท่านประธานทราบ นะครับว่า นี่เรื่องของทบวงบริหารราชกิจจังหวัดชายแดนภาคใต้นี้ ไม่ใช่เป็นความคิด ความอ่านของผม นัจมุดดีน และฟาริดาอย่างเดียว เรื่องทบวงนี้เป็นเรื่องที่นักวิชาการ กลุ่มหนึ่งได้มีการศึกษามานาน ผมอยากจะเอ่ยชื่อท่านก็ได้นะครับ ท่านเป็ น บุคคลภายนอกต้องขออนุญาตท่านประธานนะครับ ท่านดอกเตอร์โคทม อารียา ท่านดอกเตอร์ฉันทนา หวันแก้ว แล้วก็ท่านดอกเตอร์ศรีสมภพ ดอกเตอร์ศรีสมภพนั้น เป็นอาจารย์ในมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี ได้เป็นอาจารย์ที่นั่นประมาณ ๗-๘ ปี ส่วนอาจารย์โคทม อารียา กับอาจารย์ฉันทนา หวันแก้ว นั้นเป็นอาจารย์ที่ มหาวิทยาลัยจุฬาลงกรณ์ เพียงแต่ชื่อท่าน ๓ คนนี้ในวงงานของวิชาการนั้นเป็นคนที่มีคน รู้จักมากมาย บุคคลเหล่านี้ได้รับทุนจากมูลนิธิต่างประเทศแล้วก็ได้ไปศึกษา วางรูปแบบ ว่าจะทําอย่างไรให้จังหวัดชายแดนภาคใต้นั้นให้มีความสงบ ซึ่งเรื่องนี้ผมอยากจะเรียน ท่านประธานว่าทุกรัฐบาลที่ผ่านมาในอดีต ตั้งแต่สมัย จอมพล ป. พิบูลสงคราม หลังจากที่ เกิดเหตุการณ์ที่กบฏดุซงญอมีการฆ่าคนตายเป็นร้อยที่หมู่บ้าน หมู่บ้านหนึ่งที่หมู่บ้าน ดุซงญอขณะนี้ยกฐานะเป็นตําบล อยู่ในอําเภอจะแนะ จังหวัดนราธิวาส เมื่อปี ๒๔๙๑ เมื่อมีเหตุการณ์สู้กันตายระหว่างเจ้าหน้าที่รัฐกับประชาชนที่นั่น จอมพล ป. ได้ส่งคน ซึ่ง เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข ในขณะนั้นคือ นายเจ๊ะ อับดุลลา หลังปูเต๊ะ ซึ่งเป็นอดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดสตูล เป็นหัวหน้าคณะไปสอบข้อเท็จจริง เมื่อมีการสอบข้อเท็จจริงก็ได้มารายงานต่อรัฐบาลในขณะนั้นนะครับว่า ข้อเท็จจริงที่ เกิดขึ้นมีการปะทะนั้นความผิดคือเจ้าหน้าที่ตํารวจเป็นคนทําความผิดก่อน เพราะว่าได้ไป ยิงคนที่กําลังทําพิธีเกี่ยวกับเรื่องที่เขาอยากจะปลุกคนเพื่อต่อสู้กับโจรจีนคอมมิวนิสต์ มาลายาขณะนั้น ซึ่งโจรจีนคอมมิวนิสต์มาลายาได้ไปคุกคามชีวิตพี่น้องประชาชนที่นั่น รัฐยังไม่เข้าถึงพี่น้องตามชนบท เขาจําเป็นต้องยกพวกขึ้นต่อสู้โดยการจัดกําลังของ ประชาชน แต่ทางการไทยเข้าใจผิดว่าจะต่อสู้กับรัฐ จึงมีการยิงกันแล้วก็มีการฆ่ากันตาย หลังจากนั้นท่าน จอมพล ป. พิบูลสงคราม ก็ได้มีการตั้งคณะกรรมการชุดหนึ่ง เพื่อที่จะ กําหนดรูปแบบการปกครองของจังหวัดชายแดนภาคใต้ขณะนั้นรวมทั้งจังหวัดสตูล จังหวัดปัตตานี จังหวัดนราธิวาส ไม่มีจังหวัดสงขลา แต่ว่า จอมพล ป. พิบูลสงคราม นั้น ได้สูญเสียอํานาจเสียก่อน เมื่อมีการเลือกตั้งปี ๒๕๐๐ ก็ได้มีการประท้วง จอมพล สฤษดิ์ ยึดอํานาจ จอมพล ป. ก็ต้องออกไปอยู่ต่างประเทศ ผมอยากจะเรียนให้ท่านทราบว่าปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้นั้นรูปแบบการปกครอง ที่นั่นเขาได้มีการศึกษาทุกยุคทุกสมัย ผมได้เป็น ส.ส. มาตั้งแต่ต้นมาปี ๒๕๒๙ จนถึง ปัจจุบัน ๒๓ ปี อยู่ในสภาแห่งนี้ สภาชุดนี้ได้มีการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญศึกษา ปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยมี ส.ส. ทุกพรรคมาเป็นคณะกรรมาธิการ ก็ได้มีการ สรุปแนวทางที่จะแก้ไขปัญหา ขณะนี้ก็ได้จัดทําเป็นรูปเล่ม เพียงแต่รอในการที่จะรายงาน ต่อสภา คิดว่าเมื่อมีการเปิดสภาในคราวหน้าก็จะมีการพิจารณาในสภา ซึ่งการศึกษาของ คณะเรานั้นได้เชิญนักวิชาการต่าง ๆ ให้ข้อคิดเห็น นักวิชาการที่มาให้ข้อคิดเห็นนั้น ก็เสนอแนะว่าควรจะแก้ไขในรูปแบบของการมีทบวงนะครับ ส่วนทบวงรายละเอียดเป็น อย่างนั้นผมคิดว่าเดี๋ยวคุณนัจมุดดีน อูมา ในฐานะที่เป็นรองประธานคณะกรรมาธิการ วิสามัญชุดนี้อาจจะเป็นคนอธิบายให้ชัดเจนว่าทบวงนั้นรูปแบบเป็นอย่างไร องค์กร ท้องถิ่นที่มีอยู่ปัจจุบันนั้นจะได้รับผลกระทบหรือไม่ อย่างไร แล้วก็รูปแบบของทบวงนั้น จะเป็นรูปแบบของการปกครองแบบรัฐเดี่ยว ซึ่งเป็นการปกครองที่ยังคงรักษาไว้ส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค และส่วนท้องถิ่น ซึ่งเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ผมคิดว่าเป็นเรื่องใหม่สําหรับประเทศ ไทยเรา จนกระทั่งมีนักการเมืองหลายท่าน แม้กระทั่งคนที่เป็นรองนายกรัฐมนตรี ขออภัย ที่ต้องเอ่ยชื่อ ท่านสุเทพ เทือกสุบรรณ ท่านบอกว่าทบวงนั้นเป็นเรื่องไร้สาระ ท่านยังไม่ได้ ดูในเนื้อหา ท่านยังไม่ไปที่อังกฤษว่าอังกฤษนั้นปัญหาไอร์แลนด์เหนือเขาแก้ไขโดยมี กระทรวงไอร์แลนด์เหนือ เรามีโมเดล (Model) ของอังกฤษ แล้วปัญหาพื้นฐานของจังหวัด ชายแดนภาคใต้ถ้าเทียบกับปัญหาไอร์แลนด์เหนือนั้นคล้ายคลึงกันมาก จากการศึกษา ของนักวิชาการนั้นได้สรุปว่ามีลักษณะคล้ายคลึงกันมาก เพราะฉะนั้นการที่เราจะให้มี ทบวงนั้นเหมือนกับว่าเป็นการพบครึ่งทางระหว่างการที่จะมีเขตปกครองพิเศษ หรือว่า มีการปกครองแบบตนเอง ซึ่งเป็นคําแสลงสําหรับพี่น้องประชาชนชาวไทยทั้งประเทศ พอพูดถึงเรื่องการปกครองตนเอง พูดถึงการปกครองพิเศษในจังหวัดชายแดนภาคใต้นั้น โพล (Poll) ต่าง ๆ ที่ออกมาที่ไม่เห็นด้วยกับ พลเอก ชวลิต ยงใจยุทธ ซึ่งเป็นนายเก่า ของผมได้ไปที่จังหวัดปัตตานีได้ประกาศว่าจะให้มีการปกครองแบบนครปัตตานี โพลออกมา ๘๖ เปอร์เซ็นต์ทั้งประเทศไม่เห็นด้วย แต่ในพื้นที่ประมาณ ๘๐ เปอร์เซ็นต์ เห็นด้วย เขาเห็นด้วยทั้ง ๆ ที่เขาไม่รู้ว่าโครงสร้างของนครปัตตานีนั้นเป็นอย่างไร นครปัตตานีนั้นถ้าดูในชื่อก็หมายความว่า ๓ จังหวัดกับ ๔ อําเภอนั้นมารวมกันเป็น นครเดียว นราธิวาส ยะลาก็อาจจะยกเลิก จังหวัดปัตตานีก็ยกเลิก แล้วก็มีนครปัตตานี ก็มี ๓ จังหวัดกับ ๔ อําเภอ ซึ่งถ้าเป็นอย่างนั้นจริงถ้าเราเล่ารายละเอียดให้ชาวบ้านฟัง ชาวบ้านก็อาจจะไม่เอาก็ได้ เพราะว่า ๑. อบจ. นราธิวาสก็หายไป อบจ. ยะลาก็หายไป หรือการปกครองท้องถิ่นถ้าเราเอาแบบ กทม. ท้องถิ่นก็หายไป เหลือเขตซึ่งมีข้าราชการ เป็น ผอ. เขต ก็มีสมาชิกเขต ก็ ส.ข. ถ้าระดับสูงก็มี ส.ก. ก็คือสมาชิกสภา กทม. เพราะฉะนั้นถ้าเราเล่ารายละเอียดให้ชาวบ้านฟัง ชาวบ้านก็ไม่เอาเหมือนกันที่จะบอกว่า ให้มีนครปัตตานี ซึ่งผมเองผมเคยคิด ผมเคยตามพรรคก้าวหน้าสมัยที่ท่านอุทัย ตั้งพรรคก้าวหน้าใหม่ ๆ ผมชอบพรรคก้าวหน้ามีนโยบาย ๒ อย่างที่ผมชอบ ตรงกับใจผม ๑. เขาบอกว่าให้มีกระทรวงศาสนา ๒. เขาบอกว่าให้มีการเลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัด แต่ในที่สุดพรรคก้าวหน้าก็ไม่สามารถที่จะทนต่อแรงเสียดทานของความเห็นของ ประชาชนทั้งประเทศ หรือกระทั่งกระทรวงมหาดไทยด้วยกัน ซึ่งผมคิดว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ สําคัญมาก รูปแบบการปกครองที่นั่นผมคิดว่าจะเป็ นการช่วยเหลือแก้ไขปัญหา ประวัติศาสตร์ ตลอดจนการแก้ไขปัญหาของการพัฒนา หรือการแก้ไขปัญหาของความ มั่นคงได้เป็นอย่างดี เพราะฉะนั้นทางพรรคของผมนั้นยังยืนยันว่าจะให้มีการจัดตั้งทบวง ไม่ว่าจะต้องใช้ เวลานานสักเท่าไร เราจะเผยแพร่แนวความคิดนี้ เพราะทบวงนี้ถ้าใครจะบอกว่าจะเป็น การสร้างขึ้นอีกรัฐหนึ่งเป็นไปไม่ได้ เพราะทบวงก็คือระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน ซึ่งเราอาจจะมีการแก้ไขเกี่ยวกับกระทรวง ทบวง กรม ซึ่งเราก็ได้เสนอกฎหมายไป ๒ ฉบับ แต่เป็นที่น่าเสียใจท่านนายกรัฐมนตรีท่านไม่ศึกษาอย่างลึกซึ้ง ท่านเซ็นเหมือนกันครับ เซ็นไม่รับรอง เมื่อเซ็นไม่รับรองร่างของผม กับนัจมุดดีน กับฟาริดาก็ไม่สามารถที่จะมา อภิปรายให้กับท่านฟังในสภาในวันนี้ได้ แล้วก็ไม่สามารถที่จะพูดให้ชาวบ้านฟังได้ ซึ่งทางคณะของผมก็ยังยืนยันว่าการแก้ไขโดยใช้รูปแบบของทบวงนั้นเป็นการยกระดับ ปัญหาซึ่งเป็นปัญหาใหญ่ ให้มีระดับทบวงต้องมาแก้ไข แล้วก็ยังคงไว้ซึ่ง อบจ. ยังคงไว้ ซึ่งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ไม่ว่าจะเป็น อบต. หรือว่าจะเป็นเทศบาล ซึ่งลักษณะของ การจัดตั้งทบวงของเรานั้น เราจะเพิ่มอํานาจให้ อบจ. กับท้องถิ่นสามารถเก็บภาษีได้มากขึ้น สามารถที่จะออกข้อบัญญัติให้กับตัวเองในการที่จะแก้ไขปัญหาในพื้นที่เขามากขึ้น ในขณะเดียวกันเราให้มีภาคของประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมคือมีสมัชชาประชาชน นอกจาก สมัชชาประชาชนโดยเอาคนมาจากหลายสาขาวิชาชีพนะครับ ก็ยังมีระดับล่าง ระดับตําบล มีสภาผู้รู้ศาสนา ต้องเอาสภาผู้นําศาสนามาอยู่ที่ระดับตําบลเพื่อทําให้เกิดความ สมานฉันท์ ทุกศาสนาจะมาอยู่ที่สภานี้หมดนะครับ นี่คือรูปแบบคร่าว ๆ ที่ผมอยากจะ เรียนท่านประธานนะครับว่าผมอยากจะให้เรามาศึกษาเรื่องของทบวง แล้วก็เรามาพูดถึง ในแง่ของปัจจุบันกับอนาคต ผมเองจะไม่พูดอดีตที่ผ่านมาว่าใครถูกใครผิด ตอนเป็น ฝ่ายค้านว่ารัฐบาลทําไม่ถูก พอตัวเองมาเป็นรัฐบาลเองตัวเองก็ทําทํานองเดียวกัน ก็ว่ากันไปว่ากันมา ซึ่งผมว่าผิดก็ผิดทั้งคู่ ถ้าถูกก็ถูกทั้งคู่ สําหรับผมเองอยากจะให้พูดถึง ปัจจุบันและอนาคต เพราะปัญหาที่นั่นถ้าเราแก้ไขไม่ถูกจุดมันจะกลายเป็นปัญหาที่ ใหญ่โต ผมเองอยู่ที่นั่น ผมเองบอกตรง ๆ ว่ายังอยากอยู่ในผืนแผ่นดินไทย เพราะมีความ อิสระเสรีมากมาย เพราะฉะนั้นเราถึงอยากจะให้แก้ปัญหาที่นั่นด้วยการใช้ปัญญา แก้ด้วยความเที่ยงธรรม แก้ด้วยความที่ทําให้ที่นั่นได้รับการพัฒนาให้มากยิ่งขึ้น

สุดท้ายนี้ก่อนที่จะให้คุณนัจมุดดีนอภิปรายในโอกาสต่อไป ผมอยากจะ เสนอแนะต่อรัฐบาลว่าถ้าเราอยากจะแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า

ประการที่ ๑ เราให้มีการยกเลิกกฎอัยการศึกกับ พ.ร.ก. การบริหารราชการ ในสถานการณ์ฉุกเฉินที่ใช้อยู่ใน ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ขณะนี้ แล้วก็ใช้ พ.ร.บ. ความมั่นคงภายในราชอาณาจักรแทน เหมือนกับที่ ๔ อําเภอในจังหวัดสงขลา ซึ่งขณะนี้ มติ ครม. ให้มีการใช้กฎหมาย พ.ร.บ. ความมั่นคงภายในราชอาณาจักรแทนกฎอัยการศึก กับ พ.ร.ก. การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน ซึ่งผมคิดว่าการที่จํากัดเฉพาะใน ๔ อําเภอก่อน แม้จะเป็นการนําร่องก็ตาม ผมถามความคิดว่าเป็นการกระทําที่ไม่ให้ความ เป็นธรรม เป็นการเลือกปฏิบัติ หรือว่าเป็นการใช้ ๒ มาตรฐาน ถ้าจะให้มีการแก้ปัญหา อย่างจริงจัง ทั้ง ๔ อําเภอ กับ ๓ จังหวัด ต้องใช้กรณีเดียวกัน ต้องยกเลิกกฎอัยการศึกกับ พ.ร.ก. บริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน เราก็ใช้ พ.ร.บ. ความมั่นคงภายใน ราชอาณาจักรแทน ถ้าเป็นอย่างนี้ผมเชื่อว่าจะทําให้ปัญหาที่นั่นลดลงอย่างน้อยครึ่งหนึ่ง

ประการที่ ๒ อยากเสนอแนะต่อท่านประธานว่าผมอยากจะให้ปัญหาที่นั่น ให้คนในพื้นที่เป็นคนแก้ไขปัญหากันเอง ขณะนี้ท่านประธานทราบไหมครับว่าทหาร ที่มาจากที่อื่น รวมกันแล้วมีประมาณ ๕๐,๐๐๐-๖๐,๐๐๐ คน ค่าใช้จ่ายเท่าไร งบเบี้ยเลี้ยงเท่าไร งบโน่นงบนี่เท่าไร คนที่มาจากทางภาคอีสาน ทางภาคเหนือ หรือภาคกลาง ก็ตาม ถ้าไปอยู่ที่นั่นผมเห็นใจ ผมเข้าพื้นที่เจอทหารทุกด่าน ล้วนแต่เห็นมีสภาพของความ อิดโรย ในขณะเดียวกันก็มีความรู้สึกเกร็ง เพราะอะไร เพราะอยู่ในสังคมซึ่งเขาไม่รู้ภาษา ไม่รู้วัฒนธรรม มาไกลจากภาคอีสาน จากภาคเหนือแล้วมาอยู่ที่นั่น ก็ทําให้เกิดความรู้สึก ระแวงซึ่งกันและกัน คนในพื้นที่ก็ระแวงคนที่เป็นทหาร คนที่เป็นทหารก็ระแวงคนในพื้นที่ เพราะฉะนั้นผมจึงอยากจะเสนอว่าให้รัฐบาลจ้าง หรือว่าตั้ง อส. ให้ทุกหมู่บ้าน หมู่บ้านละ ไม่ตํ่ากว่า ๒๐ คน อส. ๒๐ คน ต่อ ๑ หมู่บ้าน ให้เขาคัดเลือกกันเองภายในหมู่บ้าน แล้วก็ ให้มีค่าสวัสดิการก็ดี เงินเดือนก็ดี อย่างน้อยเดือนหนึ่งประมาณสัก ๑๐,๐๐๐ บาท ๒,๐๐๐ กว่าหมู่บ้าน