สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๒๗ · ๒๕ พฤศจิกายน ๒๕๕๒

ประเกียรติ นาสิมมา อภิปรายเรื่องร่างพระราชบัญญัติการบริหารราชการจังหวัดชายแดนภาคใต้ พ.ศ. ซึ่งเขาหวังว่าจะส่งผลให้เกิดการแบ่งแยกดินแดนและปกครองในระบอบใหม่ โดยมีเลขาธิการ ศอ.บต. เป็นผู้มีอํานาจสูงสุด และขัดรัฐธรรมนูญมาตรา ๒๙ และ ๘๗ และวิพากษ์วิจารณ์ว่าไม่สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญ และขัดต่อเจตนารมณ์ของการสร้างสันติสุขในจังหวัดชายแดนภาคใต้

นายประเกียรติ นาสิมมา แบบสัดส่วน

ท่านประธานที่เคารพ ผม ประเกียรติ นาสิมมา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบสัดส่วน พรรคเพื่อไทย ผมขอ อภิปรายหลักการและเหตุผลที่รัฐบาลท่านอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ได้เสนอ ร่างพระราชบัญญัติการบริหารราชการจังหวัดชายแดนภาคใต้ พ.ศ. .... เมื่อผมได้อ่าน หลักการและเหตุผลแล้ว ดูเผิน ๆ ก็ดูดีนะครับ น่าจะทําให้ปัญหาทางภาคใต้ยุติได้ แต่พอดูเข้าไปในรายละเอียดของร่างพระราชบัญญัติแล้วน่าตกใจและน่ากลัว เพราะเท่าที่ผมดูในมาตราหลัก ๆ ไม่ว่าจะเป็นมาตราที่ท่านขอยกเว้นมา เช่น มาตรา ๒๙ ของรัฐธรรมนูญก็ดี และมาตรา ๕ ของรัฐธรรมนูญก็ดีที่ผมพยายามที่จะดูว่ากฎหมายนี้มันจะไปสอดคล้องหรือขัดกับ รัฐธรรมนูญมาตราไหนบ้าง นอกจากนั้นก็ยังมีรัฐธรรมนูญ มาตรา ๘๗ ซึ่งจริง ๆ แล้ว สาระสําคัญลึก ๆ ของพระราชบัญญัตินี้เท่าที่ผมอ่านในทัศนะของผม ผมเห็นแต่เพียงชื่อ ก็สามารถที่จะบอกได้เลยว่ามันนําไปสู่การแบ่งแยกดินแดน ร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ เป็นร่างพระราชบัญญัติที่สามารถที่จะบ่งบอกได้เลยว่าแบ่งแยกดินแดนของจังหวัด ภาคใต้ไปเป็นการบริหารในระบอบใหม่ ซึ่งผมเคยอภิปรายในสภานี้ว่ารัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ เป็นรัฐธรรมนูญที่จะนําไปสู่การสถาปนาอํานาจใหม่ ซึ่งเรียกว่า อํานาจ อํามาตยาธิปไตย ซึ่งอาศัยขุนนาง ๔ เหล่า ซึ่งผมเคยพูดไปแล้ว และร่างพระราชบัญญัติ ฉบับนี้ชี้ชัดว่ามีแนวทางที่จะไปสู่อํานาจของอํามาตยาธิปไตย และการปกครองในจังหวัด ชายแดนภาคใต้ ถ้าไปดูในมาตรา ๓ ที่บัญญัติไว้ในร่างพระราชบัญญัตินี้จะไม่เป็นเพียง ๓ จังหวัด และ ๔ อําเภอของจังหวัดสงขลา ซึ่งในร่างพระราชบัญญัตินี้บอกว่าจังหวัด ชายแดนภาคใต้ หมายความว่าจังหวัดนราธิวาส จังหวัดปัตตานี จังหวัดยะลา จังหวัดสตูล และจังหวัดสงขลา ที่ในคําจํากัดความนี้ยังรวมจังหวัดอื่นหรือบางพื้นที่ในจังหวัดอื่น ในภาคใต้ตามที่คณะรัฐมนตรีกําหนด ก็แสดงว่าคณะรัฐมนตรีจะกําหนดจังหวัดอะไรก็ได้ ๑๔ จังหวัดในภาคใต้ให้ขึ้นอยู่กับร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ และร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ ได้มีการยกเว้นการใช้อํานาจศาลปกครองด้วย นอกจากนั้นยังไม่จําเป็นต้องปฏิบัติตาม กฎหมายว่าด้วยระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน และระเบียบว่าด้วยการบริหารข้าราชการ พลเรือน ทั้งกฎหมายระเบียบบริหารราชการแผ่นดินและกฎหมายว่าด้วยระเบียบบริหาร ข้าราชการพลเรือนถูกยกเว้นโดยร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ เพราะฉะนั้นจึงสามารถที่จะ บ่งบอกได้เลยว่าร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้นําไปสู่การปกครองในระบอบใหม่ ซึ่งมีเลขาธิการของ ศอ.บต. เป็นผู้ปกครองทั้งหมด เป็นผู้ใช้อํานาจทั้งหมด และอํานาจ ของเลขาธิการ ศอ.บต. ซึ่งศูนย์บริหารจังหวัดภาคใต้นี่จะเป็นผู้ที่มีอํานาจสูงสุด คําสั่งของ เลขาธิการไม่ขึ้นตรงกับศาลปกครอง ไม่ใช่คําสั่งทางปกครอง ผู้ที่อยู่ในการบังคับบัญชา จะไปร้องต่อศาลปกครองไม่ได้ มีบัญญัติไว้ชัดเจนอยู่ในมาตรา ๑๑ นี่คือความที่ผมบอก ว่ามันถูกจํากัดไปหมด นอกจากนั้นในมาตรา ๑๕ ระเบียบบริหารต่าง ๆ นี่ ศอ.บต. สามารถบัญญัติขึ้นมาใหม่แทนกฎหมายว่าด้วยระเบียบบริหารราชการแผ่นดินและ ระเบียบข้าราชการพลเรือนทั้งหมด นอกจากนั้นยังมีมาตรา ๑๗ ซึ่งก็ร้ายกาจพอ ๆ กัน บอกว่า อํานาจต่าง ๆซึ่งเป็นอํานาจนายกรัฐมนตรี อํานาจรัฐมนตรี ปลัดกระทรวง ทบวง กรม ทั้งหลายและหน่วยงานทั้งหลายต้องมอบนะครับ คือที่จริงเขียนว่าจะมอบให้เลขาธิการก็ได้ แต่ที่จริงต้องถูกบังคับให้มอบเมื่อมีระเบียบขึ้นมา เพราะฉะนั้นจึงมองเห็นได้ชัดเจนว่า จังหวัดภาคใต้ขึ้นอยู่กับเลขาธิการเท่านั้นทั้งหมด เพราะฉะนั้นกฎหมายฉบับนี้ ผมจึงไม่ สามารถที่จะให้การสนับสนุนในหลักการและเหตุผลที่จะออกกฎหมายฉบับนี้ แล้วทําให้ผม มองไปว่าต่อไปจังหวัดชายแดนภาคใต้เลขาธิการจะเทียบเท่าสุลต่าน จะเทียบเท่าสุลต่าน ทันทีซึ่งเป็นผู้มีอํานาจครอง ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งกฎหมายในลักษณะนี้จะถูก ยกเว้นการปกครองในภาคเหนือ ภาคอีสาน ภาคกลางและภาคตะวันออกทั้งหมด ถ้ามอง ไปดูที่มาตรา ๒๙ ของรัฐธรรมนูญแล้วยิ่งจะเห็นได้ชัดเจนว่าการออกกฎหมายลักษณะนี้ ขัดรัฐธรรมนูญทันที เพราะการออกกฎหมายจะต้องเป็นการบังคับโดยทั่วไป แต่กฎหมาย นี้บังคับเฉพาะพื้นที่ เพราะฉะนั้นกฎหมายฉบับนี้นอกจากจะขัดรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๙ มาตรา ๘๗ วรรคสอง ซึ่งมาตรา ๘๗ วรรคสองพูดชัดเจน ซึ่งสอดคล้องกับ ฯพณฯ อดีต นายกรัฐมนตรี พลเอก ชวลิต ยงใจยุทธ ได้เสนอไว้เป็นนครปัตตานี นั่นเพียงจังหวัดเดียว แต่นี่รวบ ๑๔ จังหวัดได้เลย ปกครองด้วยคนคนเดียว ซึ่งมาตรา ๘๗ บัญญัติไว้ค่อนข้าง จะชัดเจนในวรรคสอง ซึ่งสอดคล้องกับท่าน พลเอก ชวลิต แต่รัฐบาลนี้ไม่ยอมดําเนินการ ตามนั้น ซึ่งรัฐจะต้องดําเนินการตามแนวนโยบายด้านการมีส่วนร่วมของประชาชน ดังต่อไปนี้

(๒) ส่งเสริม สนับสนุนให้มีส่วนร่วมของประชาชนในการตัดสินใจทาง การเมือง วางแผนพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม รวมทั้งการจัดการบริการสาธารณะและข้ออื่น ๆ ตามมาตรา ๘๗ และร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ไม่สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญนี้เลย เพราะฉะนั้นผมจึงถือว่าร่างพระราชบัญญัตินี้ไม่สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญ ขัดต่อ รัฐธรรมนูญด้วย และนอกจากนั้นยังขัดรัฐธรรมนูญ มาตรา ๕ ด้วยนะครับ มาตรา ๕ บัญญัติชัดเจน บัญญัติไว้ว่าอย่างนี้ ประชาชนชาวไทยไม่ว่าเหล่ากําเนิด เพศหรือศาสนาใด ย่อมอยู่ในความคุ้มครองแห่งรัฐธรรมนูญนี้เสมอกัน แต่คนจังหวัดภาคใต้จะถูกรอนสิทธิ ใช้สิทธิทางศาลปกครองไม่ได้ถ้ามีคําสั่งของเลขาธิการ ซึ่งจะไม่เหมือนสิทธิของข้าราชการ ในพื้นที่อื่น ๆ เพราะฉะนั้นตรงนี้ผมเห็นว่าร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ขัดกับรัฐธรรมนูญ หลายมาตราและยังไม่สอดคล้องกับเจตนารมณ์ในการที่จะไปส่งเสริมและสร้างความ สันติสุขใน ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ซึ่งเกิดปัญหาอยู่ แต่เป็นกฎหมายที่เพิ่มอํานาจ แทนที่จะกระจายอํานาจสู่ท้องถิ่น แต่เป็นการเพิ่มอํานาจให้กับข้าราชการพลเรือนให้กับ นายกรัฐมนตรี ให้กับการเมือง ซึ่งขัดต่อแนวนโยบายที่ดําเนินการอยู่ทุกวันนี้ ซึ่งผมเห็นว่า ทุกวันนี้การจัดการกับปัญหาทางชายแดนภาคใต้ก็ได้ผลพอสมควรโดยตามลําดับ ซึ่งการจัดการนั้นหลายท่านก็คงได้ทราบดีว่าจัดการในลักษณะไหน แต่ว่าก็ไม่สอดคล้อง กับร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ ผมจึงไม่เห็นด้วยในหลักการและเหตุผลครับ ขอขอบพระคุณครับ