ผุสดี ตามไท เสนอร่างกฎหมายที่มีเจตนารมณ์ในการบูรณาการการพัฒนาและแก้ไขปัญหาในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ และเห็นด้วยในหลักการของร่างกฎหมายดังกล่าว แต่ยังต้องการข้อชี้แจงเกี่ยวกับวิธีการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนเพื่อให้มีประสิทธิภาพและคุ้มค่า นอกจากนี้ยังหารือเรื่องการเสริมสร้างสันติสุข โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการมีส่วนร่วมของผู้หญิงในการแก้ไขปัญหา และเรียกร้องการพัฒนาให้สมดุลระหว่างความมั่นคงและการพัฒนา นอกจากนี้ยังหารือเรื่ององค์ประกอบของคณะกรรมการยุทธศาสตร์ (กพต.) และความไม่เป็นเอกภาพระหว่างทหารและพลเรือน โดยขอให้รัฐมนตรีและกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาแก้ไขเพื่อให้เกิดความเป็นเอกภาพ
ขอบพระคุณค่ะ กราบเรียน ท่านประธานสภาที่เคารพ ดิฉัน ผุสดี ตามไท สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ในระบบสัดส่วน พรรคประชาธิปัตย์ ท่านประธานคะ ดิฉันขออนุญาตอภิปรายอย่างนี้นะคะว่าจะขอ กราบเรียนในประเด็นแรกเลยว่าดิฉันเห็นด้วยในหลักการนะคะ เหตุผลก็คือว่า เวลาพิจารณาถึงวัตถุประสงค์ก็จะมองเห็นชัดเจนว่าเป็นความพยายาม เป็นความมุ่งมั่น แล้วก็เป็นเจตนารมณ์ของคณะรัฐมนตรีหรือของรัฐบาลที่ประสงค์อยากจะให้กฎหมาย ฉบับนี้ได้ช่วยรับรองให้มีหน่วยงาน ซึ่งจะเป็ นหน่วยงานหลักในการปฏิบัติงาน เพื่อดําเนินการบูรณาการเกี่ยวกับการพัฒนา การแก้ไขปัญหาในพื้นที่จังหวัดชายแดน ภาคใต้ให้เป็นระบบมีเอกภาพแล้วก็มีประสิทธิภาพ ทั้งในเรื่องของนโยบาย เรื่องของ ยุทธศาสตร์การบังคับบัญชา แล้วก็รวมไปถึงการปฏิบัติงาน ท่านประธานคะ ดิฉันมีอีก ๒ ประเด็น ที่อยากจะขออนุญาตกราบเรียนท่านประธาน
ประเด็นแรก ก็คือว่าเป็นเรื่องของส่วนดีที่เห็นชัดเจนในร่างกฎหมายฉบับนี้ นั่นก็คือที่เขียนไว้ว่าการให้ประชาชนได้มีส่วนร่วมในการคิด ร่วมให้คําปรึกษา แล้วก็ ร่วมให้ข้อเสนอแนะทั้งในเรื่องของนโยบาย เรื่องของยุทธศาสตร์แล้วก็การแก้ไขปัญหา โดยผ่านกลไกต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นกลไกที่เป็นการรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนโดยตรง หรือจะเป็นกลไกของสภาเสริมสร้างสันติสุข หรือว่าจะเป็นกลไกการส่งเสริมของ ศอ.บต. แต่อย่างไรก็ตามท่านประธานคะ มีโจทย์ใหญ่ที่ต้องฝากให้คิดว่าจะมีวิธีการ มีขั้นตอน ในการรับฟังความคิดเห็นหรือว่าการมีส่วนร่วมของประชาชนอย่างไรคะ ถึงจะทําให้การ รับฟังความคิดเห็นของประชาชนนั้นมีประสิทธิภาพแล้วก็คุ้มค่าจริง ๆ นะคะ
อีกส่วนหนึ่งที่เป็นส่วนดีที่มองเห็น ซึ่งยังไม่มีเพื่อนสมาชิกได้พูดถึงก็คือว่า การที่ร่างกฎหมายฉบับนี้ในมาตรา ๑๘ ระบุไว้ชัดเจนว่า ในสภาเสริมสร้างสันติสุขอันนี้ สมาชิกจะต้องประกอบด้วยทั้งหญิงและชาย ท่านประธานคะ ดิฉันต้องยืนพูดในประเด็นนี้ เพราะต้องยอมรับจริง ๆ ว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมานานหลายสิบปีนั้น ผลกระทบมีต่อ กลุ่มผู้หญิงมากทีเดียวไม่ว่าจะเป็นในฐานะใดก็ตาม เพราะฉะนั้นการที่คิดจะวางแผน ทั้งในเชิงยุทธศาสตร์การแก้ไขปัญหา เพื่อที่จะตอบสนองให้มีการพัฒนาได้อย่างสมดุลนั้น ละเลยไม่ได้เลยค่ะที่จะต้องให้ผู้หญิงมีส่วนร่วม
ในประเด็นต่อมาก็จะเป็นเรื่องของความกังวลที่ดิฉันอยากจะขออนุญาต กราบเรียนท่านประธานผ่านไปยังท่านรัฐมนตรีและคณะกรรมาธิการในอนาคตนะคะ มีอยู่สัก ๓-๔ ประเด็น
เรื่องแรกก็คือ เป็นแนวคิดที่สะท้อนถึงการแยกระหว่างความมั่นคงกับเรื่อง ของการพัฒนา ในมาตรา ๔ เขียนไว้นะคะว่า ให้นโยบายเสริมสร้างสันติสุขนั้นมีสาระ ที่ครอบคลุมทั้งด้านความมั่นคงและการพัฒนา ท่านประธานคะ อันที่จริงแล้วมีข้อเท็จจริง ที่ต้องตระหนักก็คือว่าความมั่นคงที่ยั่งยืน แล้วก็เป็นไปได้นั้นมันต้องมีฐานมาจากการ พัฒนาที่สมดุล เพราะฉะนั้นดิฉันคิดว่าต้องคิดร่วมอย่าคิดแยกออกจากกันในเรื่องของ ความมั่นคงและการพัฒนา
ในประเด็นต่อมาเป็นเรื่องขององค์ประกอบ ท่านประธานคะ เรื่ององค์ประกอบ ของคณะกรรมการยุทธศาสตร์หรือที่เรียกว่า กพต. อันนี้ค่ะ น่ากลัวและน่ากังวลหน่อย เพราะยังคงสะท้อนวิธีคิดที่เป็นมาแบบเดิม ๆ ที่จริงเพื่อนสมาชิกหลายท่านได้อภิปรายไปแล้วก็คือหนักแน่นไปด้วยข้าราชการ มีข้าราชการดิฉันนับอาจจะไม่ถ้วนด้วยซํ้านะคะ มากกว่า ๓๐ ในขณะที่มีแต่ฝ่ายบริหารอยู่ ๓ ท่าน มีมาจากสภาเสริมสร้างสันติสุข ๑ ท่าน ผู้นําศาสนา ๒ ท่าน แล้วก็มีจากภาคธุรกิจ อีก ๓ ท่านจะคาดหวังว่าจะให้ประชาชนเข้าไปมีส่วนร่วมปฏิบัติหน้าที่ที่สําคัญมาก คือทั้งในเรื่องของการดูแล พิจารณายุทธศาสตร์ ให้ความเห็นชอบแผนงาน แผนอะไร ทั้งหลายทั้งปวงนี้มันเป็ นไปไม่ได้เลย เพราะฉะนั้นตรงนี้ท่านต้องพิจารณาแก้ไข อย่างรวดเร็วเลย ดิฉันคิดว่าถ้าเผื่อมีส่วนของของประชาชนเข้ามาอยู่ตรงนี้ ในนํ้าหนัก ที่มากกว่านี้จะทําให้โอกาสของการขับเคลื่อนไปสู่ความสําเร็จในเวลาอันรวดเร็วนั้น เป็นไปได้นะคะ
สําคัญที่สุดในประเด็นสุดท้ายท่านประธานคะ สิ่งที่ดิฉันเป็นห่วงกังวลก็คือ ว่าแม้ว่าในร่างกฎหมายฉบับนี้จะสะท้อนถึงความพยายามในการที่จะเชื่อมโยงทุกภาคส่วน ทุกองคาพยพเข้าด้วยกันโดยอาศัยตําแหน่งของนายกรัฐมนตรีเป็นตัวเชื่อม แต่กระนั้น ก็ตามท่านประธานคะ ร่องรอยของความไม่เป็นเอกภาพยังมองเห็นอยู่ ร่องรอยตรงนั้น ดิฉันต้องขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานว่าเป็นความกังวลลึก ๆ แล้วก็ขออนุญาต พูดตามตรงตรงนี้ว่าเป็นเรื่องของความไม่เป็นเอกภาพระหว่างทหารและพลเรือน ดิฉัน ขออนุญาตยกตัวอย่างให้ท่านประธานได้ทราบ เช่น มาตรา ๙ (๖) และ (๘) พูดถึง เจ้าหน้าที่ของรัฐ ใน (๘) ระบุไว้ถึงเรื่องของลักษณะอันพึงประสงค์แล้วก็ยังมีการระบุให้มี การดําเนินการเพื่อให้มีการพัฒนาเจ้าหน้าที่ของรัฐให้ได้มีลักษณะอันพึงประสงค์ก็พูดถึง แต่เฉพาะเจ้าหน้าที่ของรัฐฝ่ายพลเรือนแต่เพียงอย่างเดียว การละเลยไม่ได้เสริมสร้าง ศักยภาพหรือลักษณะอันพึงประสงค์ให้กับฝ่ายทหารด้วย น่าจะมีโอกาสที่ทําให้ความ เข้าใจนั้นไม่ตรงกันว่าลักษณะอันพึงประสงค์ของเจ้าหน้าที่ต่าง ๆ ที่ลงไปปฏิบัติหน้าที่อยู่ ในพื้นที่ที่มีความละเอียดอ่อนไหวเช่นนี้อาจจะไม่ตรงกัน มาตรา ๑๑ ท่านประธานคะ เมื่อเจ้าหน้าที่มีพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมก็มีการดําเนินการต่อเจ้าหน้าที่ของรัฐได้ค่ะ แต่ก็เป็นเรื่องของฝ่ายพลเรือนเท่านั้น มาตรา ๑๓ เมื่อจะให้เลขาธิการมีอํานาจเลื่อน เงินเดือนเป็นกรณีพิเศษ ซึ่งในหลายครั้งดิฉันคิดว่ามันก็คงเป็นเรื่องจําเป็นอยู่เหมือนกัน เพราะไปอยู่ในพื้นที่ที่ต้องอาศัยความชํานิชํานาญและอาศัยความสามารถพิเศษ ก็ให้เป็นได้เฉพาะฝ่ายพลเรือนเท่านั้นเอง มาตรา ๑๖ ท่านประธานคะ การจัดส่งเจ้าหน้าที่ ตามที่เลขาธิการร้องขอให้เกิดขึ้นโดยเร็ว ก็เป็นไปได้เฉพาะฝ่ายพลเรือนเท่านั้นเอง ท่านประธานคะ ดิฉันคิดว่าฝ่ายทหารมีศักยภาพ มีความสามารถและมีอะไรหลายเรื่อง หลายอย่าง แต่น่าจะเป็นการดีถ้าเผื่อว่าทั้งทหารและพลเรือนจะต้องมาพูดคุยและอยู่บน มาตรฐานของลักษณะอันพึงประสงค์และวิธีการปฏิบัติงาน และหากจะต้องมีการลงโทษ หากจะต้องมีการตักเตือนก็น่าจะต้องอยู่บนมาตรฐานเดียวกัน ท่านประธานคะ จะเขียน กฎหมายอย่างไรดีคะ หรือจะทําอย่างไร ดิฉันฝากเป็นโจทย์ให้ท่านรัฐมนตรีและท่าน กรรมาธิการวิสามัญในอนาคตผ่านท่านประธานไปนะคะว่าทําอย่างไรถึงจะปิดร่องรอย แห่งความแบ่งแยกตรงนี้ แล้วก็นําไปสู่ความเป็นเอกภาพให้ได้มากที่สุดดังเจตนารมณ์ และความมุ่งมั่นของรัฐบาล ขอบพระคุณค่ะ