สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๒๖ · ๑๘ พฤศจิกายน ๒๕๕๒

กรณี จาติกวณิช หารือเรื่องการกู้เงินเพื่อฟื้นฟูและเสริมสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศ โดยเสนอแผนการกู้เงินเพื่อดำเนินการตามแผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง 2555 และเสนอข้อเสนอเพิ่มเงินกู้เพื่อสนับสนุนการดำเนินการตามแผนดังกล่าว รวมทั้งเสนอแผนการใช้จ่ายเงินกู้เพื่อสมทบเงินคลัง

นายกรณ์ จาติกวณิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคลัง

กราบเรียน ท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรที่เคารพครับ ผม กรณ์ จาติกวณิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวง การคลัง ท่านประธานครับ ผมได้เตรียมคําชี้แจงขึ้นมา ซึ่งถ้าผมจะขอเวลาจากพวกเรา ในการที่จะได้ชี้แจง ผมคิดว่าความเข้าใจในแง่ของที่มาที่ไป การนําเสนอกรอบวันนี้อาจจะ มีมากขึ้น หลังจากนั้นถ้าเพื่อนสมาชิกจะอภิปรายในรายละเอียดหรือจะตั้งคําถาม เพิ่มเติมให้กับผมหรือเพื่อนรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องกับแต่ละโครงการ ในกรอบที่นําเสนอ ก็พร้อมที่จะขยายความแล้วก็ลุกขึ้นมาชี้แจงเพิ่มเติมในภายหลัง แต่ก่อนอื่นผมขออนุญาต ท่านประธานในการที่จะเสนอคําชี้แจงต่อการนําเสนอกรอบตามพระราชกําหนด ณ วันนี้ ตามที่คณะรัฐมนตรีได้มีมติให้เสนอกรอบการใช้จ่ายเงินกู้ตามพระราชกําหนดให้อํานาจ กระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อฟุ๋นฟูและเสริมสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจ พ.ศ. ๒๕๕๒ ต่อสภาผู้แทนราษฎร เมื่อวันที่ ๒๐ ตุลาคม ๒๕๕๒ ในการนี้รัฐบาลขอเรียนชี้แจงรายละเอียด ของกรอบการใช้เงินตามพระราชกําหนดโดยสรุปดังนี้

โดยอาศัยอํานาจตามพระราชกําหนดให้อํานาจกระทรวงการคลังกู้เงิน เพื่อฟุ๋นฟูและเสริมสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจ พ.ศ. ๒๕๕๒ มาตรา ๓ วรรคหนึ่ง ที่ได้บัญญัติว่าให้กระทรวงการคลังโดยอนุมัติคณะรัฐมนตรีมีอํานาจกู้เงินบาทในนาม รัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทย เพื่อนําไปใช้ในการดําเนินมาตรการเพื่อฟุ๋นฟูและเสริมสร้าง ความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศ โดยให้คณะรัฐมนตรีเสนอกรอบการใช้จ่ายเงินกู้ ตามพระราชกําหนดนี้ต่อรัฐสภาเพื่อทราบก่อนเริ่มดําเนินการ ทั้งนี้ เพื่อให้การดําเนินการ กู้เงินของรัฐบาลเพื่อฟุ๋นฟูและเสริมสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจ จํานวน ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท เปึนไปตามนัย มาตรา ๓ แห่งพระราชกําหนดข้างต้น คณะรัฐมนตรีจึงได้เสนอกรอบ การใช้จ่ายเงินกู้ตามพระราชกําหนดนี้ต่อรัฐสภา เพื่อทราบก่อนเริ่มดําเนินการ ซึ่งแบ่งเปึน ๒ กรณี คือ

๑. กรณีวงเงินกู้เพื่อไปสมทบเงินคงคลัง กําหนดไว้ไม่เกิน ๒๐๐,๐๐๐ ล้านบาท และ

๒. กรณีการดําเนินการตามแผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง ๒๕๕๕ กําหนดไว้ อย่างน้อย ๒๐๐,๐๐๐ ล้านบาท

โดยสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภาได้รับทราบกรอบการใช้เงินดังกล่าว เมื่อวันที่ ๑๕ และวันที่ ๒๒ มิถุนายน ๒๕๕๒ ตามลําดับแล้ว เนื่องจากขณะนี้สถานการณ์ ทางเศรษฐกิจการเงินและการคลังของประเทศได้มีการเปลี่ยนแปลงไป คณะรัฐมนตรี จึงได้ดําเนินการทบทวนกรอบการใช้จ่ายเงินกู้ตามพระราชกําหนดให้อํานาจ กระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อฟุ๋นฟูและเสริมสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจ พ.ศ. ๒๕๕๒ ทั้งนี้ เพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์การเงินการคลังของรัฐบาล และสนับสนุน การดําเนินตามมาตรการฟุ๋นฟูเศรษฐกิจของรัฐบาลให้สามารถดําเนินการได้อย่างมี ประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น โดยคณะรัฐมนตรีขอเสนอกรอบการใช้จ่ายเงินกู้ตาม พระราชกําหนดให้อํานาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อฟุ๋นฟูและเสริมสร้างความมั่นคง ทางเศรษฐกิจ พ.ศ. ๒๕๕๒ ต่อรัฐสภาเพื่อทราบดังนี้

ข้อ ๑ กรณีจํานวนเงินที่ต้องกู้เพื่อมาสมทบเงินคงคลัง ตามที่คณะรัฐมนตรี ได้มีมติเมื่อวันที่ ๑๕ มิถุนายน ๒๕๕๒ อนุมัติกรอบการใช้จ่ายเงินกู้ตามพระราชกําหนด ให้อํานาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อฟุ๋นฟูและเสริมสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจ พ.ศ. ๒๕๕๒ ที่จะนําไปสมทบเงินคงคลังวงเงินไม่เกินจํานวน ๒๐๐,๐๐๐ ล้านบาท โดยสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภาได้รับทราบกรอบการใช้เงินกู้ดังกล่าวเมื่อวันที่ ๑๕ และวันที่ ๒๒ มิถุนายน ๒๕๕๒ ตามลําดับ กระทรวงการคลังได้ดําเนินการกู้เงินเพื่อใช้ สมทบเงินคงคลังในป้งบประมาณ ๒๕๕๒ ในวงเงิน ๕๐,๐๐๐ ล้านบาทแล้ว โดยสถานะ เงินคงคลัง ณ สิ้นเดือนกันยายน ๒๕๕๒ อยู่ที่ระดับ ๒๙๓,๘๓๕ ล้านบาท ซึ่งกระทรวงการคลังได้รายงานว่าเปึนระดับที่เหมาะสมและเพียงพอเพื่อรองรับ การเบิกจ่ายงบประมาณสําหรับป้งบประมาณ ๒๕๕๓ แล้ว ประกอบกับผลการจัดเก็บ รายได้ของรัฐบาลในป้งบประมาณ ๒๕๕๒ รัฐบาลสามารถจัดเก็บรายได้ได้ดีขึ้นกว่า ที่ประมาณการไว้ ซึ่งเปึนผลจากภาวะเศรษฐกิจไทยที่เริ่มฟุ๋นตัวตามภาวะเศรษฐกิจโลก และผลสัมฤทธิ์ในการดําเนินมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลในระยะแรก จึงเห็นว่า ในขณะนี้ไม่มีความจําเปึนต้องกู้เงินภายใต้พระราชกําหนดให้อํานาจกระทรวงการคลัง กู้เงินเพื่อฟุ๋นฟูและเสริมสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจ พ.ศ. ๒๕๕๒ เพื่อใช้สมทบเงิน คลังเพิ่มเติมแล้ว คณะรัฐมนตรีจึงเห็นควรกําหนดกรอบการใช้จ่ายเงินกู้ตาม พระราชกําหนดให้อํานาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อฟุ๋นฟูและเสริมสร้างความมั่นคง ทางเศรษฐกิจ พ.ศ. ๒๕๕๒ ที่จะนําไปสมทบเงินคงคลังในวงเงิน ๕๐,๐๐๐ ล้านบาท

ข้อ ๒ กรณีการดําเนินการตามแผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง ป้ ๒๕๕๕ ตามที่คณะรัฐมนตรีได้มีมติเมื่อวันที่ ๑๕ มิถุนายน ๒๕๕๒ อนุมัติกรอบการใช้จ่ายเงินกู้ ตามพระราชกําหนดให้อํานาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อฟุ๋นฟูและเสริมสร้างความมั่นคง ทางเศรษฐกิจ พ.ศ. ๒๕๕๒ ที่จะนําไปใช้ในการดําเนินการตามแผนปฏิบัติการ ไทยเข้มแข็ง ป้ ๒๕๕๕ ในวงเงินอย่างน้อย ๒๐๐,๐๐๐ ล้านบาท โดยสภาผู้แทนราษฎร และวุฒิสภาได้รับทราบกรอบการใช้เงินดังกล่าว เมื่อวันที่ ๑๕ และวันที่ ๒๒ มิถุนายน ๒๕๕๒ ตามลําดับแล้ว โดยคณะรัฐมนตรีได้มีมติเมื่อวันที่๑๘ สิงหาคม ๒๕๕๒ อนุมัติ การจัดสรรวงเงินกู้ภายใต้พระราชกําหนดให้อํานาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อฟุ๋นฟู และเสริมสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจ พ.ศ. ๒๕๕๒ ในวงเงิน ๒๐๐,๐๐๐ ล้านบาท สําหรับโครงการลงทุนภายใต้แผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง ป้ ๒๕๕๕ อย่างไรก็ดี คณะรัฐมนตรีมีความเห็นว่า เพื่อให้การดําเนินการตามแผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง ป้ ๒๕๕๕ เปึนไปอย่างมีประสิทธิภาพและสามารถดําเนินโครงการลงทุนที่มีความสําคัญ ตามนโยบายของรัฐบาล รวมทั้งโครงการที่มีความจําเปึนเร่งด่วนในการแก้ไขปัญหา เศรษฐกิจและสังคมให้กับประชาชนในพื้นที่ต่าง ๆ ได้อย่างทั่วถึงมากยิ่งขึ้น คณะรัฐมนตรี จึงเห็นควรอนุมัติกรอบการใช้จ่ายเงินกู้ตามพระราชกําหนดให้อํานาจกระทรวงการคลัง กู้เงินเพื่อฟุ๋นฟูและเสริมสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจ พ.ศ. ๒๕๕๒ เพื่อนํามาใช้ สนับสนุนการดําเนินการตามแผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง ป้ ๒๕๕๕ เพิ่มเติมอีก ๑๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ซึ่งเปึนโครงการตามนโยบายของรัฐบาลที่จะต้องเร่งดําเนินการ ในป้งบประมาณ ๒๕๕๓ ป้ ๒๕๕๔ และป้ ๒๕๕๕ ต่อไป รวมทั้งโครงการของส่วนราชการ และรัฐวิสาหกิจที่มีความพร้อมที่จะเริ่มดําเนินการทันทีด้วย โดยจะทําให้มีกรอบการใช้ จ่ายเงินกู้ตามพระราชกําหนดให้อํานาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อฟุ๋นฟูและเสริมสร้าง ความมั่นคงทางเศรษฐกิจ พ.ศ. ๒๕๕๒ สําหรับการดําเนินการตามแผนปฏิบัติการ ไทยเข้มแข็ง ป้ ๒๕๕๕ รวม ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท การกู้เงินตามพระราชกําหนดให้อํานาจ กระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อฟุ๋นฟูและเสริมสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจ พ.ศ. ๒๕๕๒ จะทําให้รัฐบาลสามารถดําเนินโครงการการลงทุนภายใต้แผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง ป้ ๒๕๕๕ เพื่อสนับสนุนให้เกิดการกระตุ้นเศรษฐกิจ เพิ่มการจ้างงานและสนับสนุนให้เกิด การลงทุนต่อเนื่องจากภาคเอกชน รวมทั้งให้ความสําคัญกับโครงการที่สามารถกระจายการลงทุนไปยังภูมิภาคและชนบท ทั่วประเทศ โดยกระทรวงการคลังได้จัดวางระบบการรับเงินและการเบิกจ่ายเงินให้เปึนไป ตามวัตถุประสงค์ของกฎหมายแล้ว นอกจากนี้เพื่อให้เกิดความโปร่งใสในการดําเนิน โครงการ รัฐบาลจึงได้จัดทําข้อมูลผ่านระบบเทคโนโลยีสารสนเทศและเผยแพร่ข้อมูล ผ่านเว็บไซต์ (Web site) ดับเบิลยู ดับเบิลยู ดับเบิลยู จุด ทีเคเค ๒๕๕๕ ดอท คอม ) เพื่อเปึนช่องทางในการตรวจสอบการดําเนินโครงการของสาธารณชนรวมทั้งได้กําหนด ให้มีระบบการตรวจสอบโครงการทั้งในรูปของการตรวจสอบภายในหน่วยงาน และการตรวจสอบจากหน่วยงานภายนอก โดยระบบตรวจสอบภายในจะใช้ระบบ ตรวจสอบภายในของหน่วยราชการที่มีอยู่ ได้แก่ ระบบผู้ตรวจสอบภายในของหน่วยงาน เจ้าของโครงการและคณะกรรมการตรวจสอบระดับกระทรวงโดยจะให้ความสําคัญในการ ตรวจสอบการดําเนินงานและการใช้เงินภายใต้แผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง ป้ ๒๕๕๒ เปึนลําดับแรก โดยกรมบัญชีกลางจะเปึนผู้กําหนดมาตรฐานในการตรวจสอบทางด้าน บัญชีการเงินรวมทั้งการตรวจสอบด้านการจัดซื้อจัดจ้าง สําหรับการตรวจสอบจาก หน่วยงานภายนอก สํานักงานการตรวจเงินแผ่นดินจะเปึนผู้ตรวจสอบการใช้จ่ายเงิน ตามบทบัญญัติของกฎหมาย นอกจากนี้รัฐบาลจะได้จัดให้มีคณะกรรมการตรวจสอบ อิสระซึ่งมีผู้ทรงคุณวุฒิที่มีความรู้ ความเชี่ยวชาญและประสบการณ์ในด้านต่าง ๆ และเปึนที่ยอมรับของสาธารณชนเปึนกรรมการ เพื่อทําหน้าที่ตรวจสอบโครงการที่ได้รับ รายงานว่ามีความผิดปกติ หรือได้รับข้อร้องเรียนจากประชาชนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ว่ามีการทุจริตในการดําเนินงาน หรือมีการปฏิบัติที่ไม่โปร่งใส หรือมีการเอื้อประโยชน์ ให้แก่บุคคลใด หรือคณะบุคคลใดเปึนพิเศษ โดยคณะกรรมการจะรายงานข้อมูล การตรวจสอบพร้อมทั้งแนวทางการแก้ไขปัญหาให้คณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาดําเนินการ ตามความเหมาะสมต่อไป รัฐบาลขอให้ความเชื่อมั่นแก่สภาผู้แทนราษฎรอันเปึนองค์กร ที่มีอํานาจหน้าที่ควบคุมการบริหารราชการแผ่นดินว่า จะดําเนินการตามกรอบการใช้ เงินกู้ตามพระราชกําหนดให้อํานาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อฟุ๋นฟูและเสริมสร้างความ มั่นคงทางเศรษฐกิจ พ.ศ. ๒๕๕๒ โดยยึดถือผลประโยชน์ของประชาชนชาวไทยเปึนที่ตั้ง อย่างแท้จริง ขอบคุณครับ