ธนา ชีรวินิจ ชี้แจงวาระการประชุมและยืนยันว่าสิ่งที่รองประธานอภิวันท์ได้บรรจุระเบียบวาระนั้นถูกต้อง ตามข้อบังคับการประชุม และยังอ้างว่าพระราชกําหนดฉบับนั้นถูกต้องตามกฎหมายรัฐธรรมนูญทุกประการ นอกจากนี้ ยังหารือเรื่องการจัดเก็บเงินงบประมาณ 200,000 ล้านบาท และการนำเงินไปใช้ในการฟื้นฟูเศรษฐกิจ โดยเฉพาะโครงการไทยเข้มแข็ง
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ ผม นายธนา ชีรวินิจ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ อันดับแรก ท่านประธานที่เคารพครับ ผมขออนุญาต ยืนยันว่าสิ่งที่ท่านรองอภิวันท์ได้บรรจุระเบียบวาระนั้นได้ทําถูกต้องตามข้อบังคับ การประชุมแล้วทุกประการ ในข้อ ๑๖ ของข้อบังคับการประชุม การจัดระเบียบวาระ การประชุมให้จัดลําดับดังต่อไปนี้ (๑) กระทู้ถาม (๒) เรื่องที่ประธานจะแจ้งให้ที่ประชุม (๓) รับรองรายงานการประชุม (๔) เรื่องที่คณะกรรมาธิการพิจารณาเสร็จแล้ว (๕) เรื่อง ที่ค้างพิจารณา (๖) เรื่องที่เสนอใหม่ (๗) เรื่องอื่น ๆ ในกรณีที่ประธานสภาเห็นว่าเรื่องใด เปึนเรื่องด่วน จะจัดไว้ในระเบียบวาระใดของระเบียบวาระการประชุมก็ได้ แต่จะจัดไว้ ก่อนเรื่องที่คณะกรรมาธิการพิจารณาเสร็จแล้วไม่ได้ เรื่องนี้ท่านประธานที่เคารพครับ เปึนเรื่องที่คณะรัฐมนตรีได้เสนอต่อสภาผู้แทนราษฎรตามพระราชบัญญัติให้อํานาจ กระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อฟุ๋นฟูและเสริมสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจ พ.ศ. ๒๕๕๒ มาตรา ๓ ที่เขียนไว้ว่า ให้กระทรวงการคลังโดยอนุมัติคณะรัฐมนตรี มีอํานาจกู้เงินบาท ในนามรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยเพื่อนําไปใช้ในการดําเนินมาตรการเพื่อฟุ๋นฟู และเสริมสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศ โดยให้คณะรัฐมนตรีเสนอกรอบ การใช้จ่ายเงินกู้ตามพระราชกําหนดนี้ต่อรัฐสภาเพื่อทราบก่อนเริ่มดําเนินการ ท่านประธานครับ สิ่งที่ท่านรองอภิวันท์ได้เสนอและจัดระเบียบวาระนี้เปึนเรื่องที่แจ้ง เพื่อทราบ ก็ถูกต้องตามพระราชกําหนดทุกประการ เพราะเรื่องนี้เปึนเรื่องที่คณะรัฐมนตรี ได้ใช้อํานาจใจการบริหารราชการแผ่นดินด้วยการออกพระราชกําหนดเนื่องจากเปึนเรื่อง ฉุกเฉิน จําเปึนเร่งด่วนในการที่จะแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจของชาติตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๑๘ ในกรณีเพื่อประโยชน์ในอันที่จะรักษาความปลอดภัยของประเทศ ความปลอดภัยสาธารณะ ความมั่นคงในทางเศรษฐกิจของประเทศหรือปัองปัดภัยพิบัติ สาธารณะ พระมหากษัตริย์จะทรงตราพระราชกําหนดให้ใช้บังคับดั่งพระราชบัญญัติก็ได้ การตราพระราชกําหนดตามวรรคหนึ่งให้กระทําได้เฉพาะเมื่อคณะรัฐมนตรีเห็นว่า เปึนกรณีฉุกเฉินจําเปึนเร่งด่วนอันมิอาจหลีกเลี่ยงได้ และเรื่องนี้คณะรัฐมนตรีก็ได้เสนอ พระราชกําหนดฉบับนี้เข้าสู่สภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา ที่ประชุมสภาของทั้ง ๒ แห่ง ก็อนุมัติพระราชกําหนดฉบับนี้ไปแล้ว นอกจากนั้นยังไม่พอครับ พรรคฝ์ายค้านก็ยังได้ ยื่นเรื่องนี้ต่อศาลรัฐธรรมนูญเพื่อวินิจฉัยว่า พระราชกําหนดที่คณะรัฐมนตรีขอเสนอ ต่อสภานั้นถูกต้องชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ศาลรัฐธรรมนูญก็เปึนเครื่องการันตี อีกชั้นหนึ่งครับ ได้วินิจฉัยข้อท้วงติงและข้อสงสัยของท่านสมาชิกว่า การออก พระราชกําหนดของคณะรัฐมนตรีนั้นถูกต้องตามกฎหมายรัฐธรรมนูญทุกประการ การที่จะวินิจฉัยว่าเรื่องใดเปึนเหตุจําเปึนเร่งด่วน ถือเปึนส่วนหนึ่งในการบริหารราชการ แผ่นดินของคณะรัฐมนตรี เพราะฉะนั้นสิ่งที่เพื่อนสมาชิกได้กล่าวในตอนต้นว่า ศาลรัฐธรรมนูญได้ตีความไว้โดยกําหนดกรอบอะไรต่าง ๆ นั้น ผมกราบเรียนว่า ท่านตีความคลาดเคลื่อนครับ ในการเสนอกรอบนั้นคณะรัฐมนตรีก็ได้เสนอกรอบในการ พิจารณาตามพระราชกําหนดไว้ ๒ กรอบด้วยกันก็คือ
๑. การนําเงินงบประมาณ ๒๐๐,๐๐๐ ล้านบาทมาป่ดหีบ เนื่องจากมีการ คาดการณ์ว่าการจัดเก็บรายได้นั้นอาจจะไม่เปึนไปตามเปัาหมาย เพราะฉะนั้นจึงกันเงิน ส่วนหนึ่งไว้ ๒๐๐,๐๐๐ ล้านบาท เพื่อเอามาป่ดหีบงบประมาณ
๒. ส่วนอีกก้อนหนึ่งนั้นก็เพื่อนําเอาไปใช้ในการฟุ๋นฟูและสร้างความเข้มแข็ง ในระบบเศรษฐกิจ อย่างที่เราเรียกว่าโครงการไทยเข้มแข็งอีก ๒๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ข้อเท็จจริงที่ปรากฏก็คือว่าเมื่อคณะรัฐมนตรีได้รับอนุมัติจากสภาผู้แทนราษฎร และวุฒิสภา และได้มีการดําเนินการกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างที่พวกเราได้ทราบก็คือ การออกเช็คช่วยชาติ มาตรการช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อย การให้เงินสนับสนุนกับผู้สูงอายุ ผู้พิการ ผู้เจ็บป์วย ทําให้กําลังซื้อในประเทศดีขึ้น เพราะฉะนั้นสถานะทางการเงิน การจัดเก็บรายได้ของรัฐบาลก็ดีขึ้นกว่าที่คาดการณ์ก่อนที่จะออกพระราชกําหนด เพราะฉะนั้นเมื่อปรากฏข้อเท็จจริงว่ารัฐบาลสามารถจัดเก็บรายได้เพิ่มขึ้นจากเดิม จนสามารถที่จะป่ดหีบงบประมาณโดยการใช้เงินกู้มาสมทบเพียงแค่ ๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ผมคิดว่าเรื่องอย่างนี้ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรน่าที่จะชื่นชมรัฐบาลว่าการดําเนินการ กระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลนั้นดําเนินมาถูกทางแล้ว น่าจะให้กําลังใจรัฐบาลที่จะเสนอ มาตรการส่งเสริม แล้วก็ช่วยเหลือรัฐบาลในการที่จะสร้างความเข้มแข็งให้เกิดอย่าง มั่นคงถาวรกับประเทศชาติต่อไป วันนี้คณะรัฐมนตรีเมื่อเห็นว่าเงินที่จะนําไปป่ดหีบ ใช้เพียงแค่ ๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ยังมีเงินเหลืออีก ๑๕๐,๐๐๐ ล้านบาท คณะรัฐมนตรีจึงใช้ อํานาจตามมาตรา ๓ ท่านประธานครับ ขอเปลี่ยนแปลงกรอบการใช้เงินจากที่เดิมจะ นําไปใช้ ๑๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ก็นําเงิน ๑๕๐,๐๐๐ ล้านบาทนั้น กลับมาสมทบ ในโครงการไทยเข้มแข็ง