ผ่องศรี ธาราภูมิ พูดเรื่องการปรับกรอบการใช้เงินกู้ที่รัฐบาลได้ใช้ในการฟื้นฟูเศรษฐกิจ และเรียกร้องให้รัฐบาลทบทวนการใช้เงินเหล่านี้เพื่อสนับสนุนโครงการที่มีความจำเป็น เช่น การขึ้นทะเบียนเกษตรกร การประกันรายได้ การศึกษา และโครงการบ้านมั่นคง
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ดิฉัน ผ่องศรี ธาราภูมิ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดลพบุรี พรรคประชาธิปัตย์ ดิฉัน ขออนุญาตใช้เวลาไม่มากนะคะ เพราะจริง ๆ แล้วก็ทราบดีว่าวาระรับทราบนี้ก็คงไม่ได้ อภิปรายอะไรมากมาย แต่หลังจากที่ได้ฟังหลายท่านแล้วก็ฟังเหตุผลที่ท่านรัฐมนตรีชี้แจง ดิฉันก็พยายามทบทวนนะคะ เมื่อรัฐบาลขึ้นมาบริหารประเทศ ในขณะนั้นวิกฤติเศรษฐกิจ เกิดขึ้นทั้งภายในแล้วก็ภายนอกประเทศ รัฐบาลจําเปึนต้องออกพระราชกําหนดให้อํานาจ กระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อใช้ฟุ๋นฟูและเสริมสร้างความมั่นคงให้กับประเทศ แล้วก็อย่างที่ ได้ฟังเหตุผลไปแล้วว่าตลอดเวลาที่ทําหน้าที่มาประมาณ ๙-๑๐ เดือน รัฐบาลก็ได้ใช้พลัง ความสามารถแล้วก็ทุ่มเท จนบัดนี้สัญญาณทุกอย่างก็ได้ส่งว่า เศรษฐกิจเริ่มฟุ๋นตัวแล้วก็ มีความเชื่อมั่นกลับคืนมา ดังนั้นเหตุผลที่ได้ขอในวงเงินที่อนุมัติไปในตอนแรกในเรื่องของ ก้อนที่เอาไปใช้คืนคงคลัง ๒๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ก็มีการเก็บภาษีเข้าเปัา ในตัวเลขของ กระทรวงการคลังก็บอกว่า ขณะนี้มีรายงานว่ามีระดับเงินคงคลังประมาณ ๒๙๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท ซึ่งเพียงพอสําหรับรองรับในการเบิกจ่าย ป้ ๒๕๕๓ แล้ว ดังนั้นจึงเปึนเรื่องที่ น่าจะทําได้นะคะ คือ ครม. ถึงต้องทบทวนกรอบ ไม่ได้ปรับกรอบ เพราะว่ากรอบนั้นก็ยัง ใช้เพื่อการฟุ๋นฟูเศรษฐกิจแล้วก็สร้างความมั่นคงให้กับประเทศ ทีนี้ดิฉันได้ยิน เพื่อนสมาชิกหลายท่านพูดว่าจําเปึนหรือไม่ที่ปรับมาอีกประมาณ ๑๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ดิฉันก็ได้ตรวจสอบ ถึงแม้ว่าดิฉันจะเปึนฝ์ายรัฐบาล แต่ก็ต้องตรวจสอบการทํางาน ของรัฐบาลเช่นเดียวกัน เพราะว่าเงินกู้นี้ก็ต้องตระหนักว่าเปึนเงินภาษีของประชาชน ดิฉัน ก็เห็นว่าก็มีความน่าสนใจว่าเปึนโครงการที่รัฐบาลทบทวนกรอบแล้วก็นําไปใช้ เปึนเรื่องที่ จําเปึนเร่งด่วนนะคะ ยกตัวอย่าง เช่น ในเรื่องงบประมาณที่จัดให้กับกรมส่งเสริม การเกษตรในโครงการขึ้นทะเบียนผู้ปลูกพืชเศรษฐกิจ ๓ ชนิดนะคะ ขณะนี้พวกเราก็ทราบ กันดีว่า รัฐบาลขับเคลื่อนนโยบายประกันรายได้ขั้นต่ําให้กับพี่น้องเกษตรกร ซึ่งจะมี หน่วยงานหลักก็คือกรมส่งเสริมการเกษตรที่ดูแลเรื่องของการขึ้นทะเบียน ส่วน ธ.ก.ส. ก็ เปึนหน่วยงานหลักในเรื่องของการทําสัญญา ในวงเงิน ๑๔๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท ก็มี ทั้งสองรายการเลยนะคะ เพราะว่าปัญหาอุปสรรคในเรื่องของการขึ้นทะเบียนเกษตรกร ก็ทําให้ขึ้นทะเบียนล่าช้า จะทําให้เกษตรกรเสียสิทธิ และวงเงินอีกประมาณ ๔๐,๐๐๐ ล้านบาท ก็เอาไปใช้จ่ายในการชดเชยในโครงการประกันรายได้ เพราะฉะนั้น ดิฉันก็เห็นว่าอันนี้มีความจําเปึนนะคะ แล้วก็ถึงมือพี่น้องประชาชน นอกจากนั้นแล้ว ในรายการอื่น ๆ ยกตัวอย่าง เช่น กระทรวงศึกษาธิการ ไม่ว่าจะจัดสรรให้กับมหาวิทยาลัย หรือว่าสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน เรื่องการศึกษาเปึนเรื่องสําคัญนะคะ ใครจะว่าไม่เร่งด่วน ดิฉันเห็นว่าเปึนเรื่องเร่งด่วน เพราะว่าหลายป้ที่ผ่านมาเราไม่ได้มีงบประมาณลงไป สนับสนุนในเรื่องของการศึกษามานาน เพราะฉะนั้นจึงเปึนโอกาสดีนะคะ เพราะว่า การลงทุนกับทรัพยากรมนุษย์ก็ถือเปึนการลงทุนของประเทศชาตินะคะ อันนี้ดิฉันก็เห็นว่า ก็เปึนความจําเปึน นอกจากนั้นแล้วยังมีงบที่ดิฉันไปทุกที่เลย ไปในพื้นที่ ก็จะไปพบกับ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น อบต. เทศบาล ก็บอกว่าการที่รัฐบาลปรับลดงบประมาณลง ก็ทําให้ขาดเม็ดเงินงบประมาณที่จะไปสนับสนุนโครงการของท้องถิ่น ในกรอบที่รัฐบาล เสนอมาทบทวน ก็มีงบที่จัดสรรให้กับกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นถึง ๒ รายการ ก็คือ ๓๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท เพราะฉะนั้นก็จะไปหล่อเลี้ยงทําให้กลไกขององค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่นได้ทํางานสอดคล้องกับความต้องการของประชาชน และอีกรายการหนึ่ง ที่คิดว่าน่าจะเปึนความจําเปึนก็คือเรื่องของความมั่นคงในความเปึนอยู่ของชีวิต ของประชาชน โดยเฉพาะผู้มีรายได้น้อย ดิฉันได้ติดตามการทํางานของสถาบันพัฒนา องค์กรชุมชนที่ดําเนินโครงการบ้านมั่นคงเพื่อที่อยู่อาศัย โครงการเหล่านี้เปึนการที่ให้ ประชาชน รัฐไม่ได้ให้เปล่านะคะ แต่ประชาชนจะต้องมีความเข้มแข็ง คือจะต้องมี การออมเงินสมทบ เพราะฉะนั้นจะมีชุมชนจํานวนมากที่ไม่มีความมั่นคงในเรื่องของ ที่อยู่อาศัย เช่นอยู่ในที่สาธารณะ หรือว่าไม่มีเอกสารอะไรก็ดี พอช. เขาจะมีกระบวนการ เรียนรู้แล้วก็ทําให้ประชาชนเกิดการออมเงินแล้วก็มีเงินลงมาสมทบ เพราะฉะนั้นที่รัฐบาล จัดสรรลงมาอีกประมาณ ๓,๐๐๐ ล้านบาท ก็จะทําให้พี่น้องหรือว่ากลุ่มที่ทําเรื่องโครงการ บ้านมั่นคงได้มีโอกาสในช่วงนี้นะคะ แล้วก็ที่สําคัญก็คือโครงการกองทุนหมู่บ้าน แล้วก็ชุมชนเมืองนี่นะคะ ซึ่งดิฉันเองก็ได้เห็น พัฒนาการเรื่องของเศรษฐกิจชุมชนมายาวนาน ตั้งแต่ยังเปึนกองทุน ก ข ค จ นะคะ ตั้งแต่รัฐบาลของ ฯพณฯ ชวน หลีกภัย ที่ได้เริ่มต้นการแก้ไขปัญหาความยากจนโดยให้ เม็ดเงินลงไปถึงประชาชนในหมู่บ้าน หมู่บ้านละ ๒๗๐,๐๐๐ บาท แล้วก็มีพัฒนาการ มาเปึนกองทุน เพื่อการลงทุน เพื่อสังคม หรือว่ากองทุน ซิพ (ZIP) ที่เป่ดโอกาส ให้ประชาชนได้มีส่วนร่วม แล้วก็ได้บริหารเงินในชุมชน แล้วก็พัฒนาเติบโตมา แม้กระทั่ง รัฐบาลของอดีตท่านนายกรัฐมนตรีทักษิณก็มาเปึนเงินล้านนี่นะคะ วันนี้อะไรที่เราบอกว่า มันเปึนความเข้มแข็ง แล้วก็ถ้าหากหมู่บ้านใดที่พิสูจน์ตัวเองได้ว่ามีศักยภาพ มีความเข้มแข็งพอเราก็ต่อยอด เพราะฉะนั้นในงบประมาณตรงนี้ก็จะไปต่อยอดให้กับ หมู่บ้านแล้วก็ชุมชนเมืองในส่วนที่ยังเปึนหมู่บ้านใหญ่ อย่างเช่น ที่จังหวัดลพบุรีของดิฉัน บางหมู่บ้านก็มีประชากรหลายพันหลังคาเรือนเลย แต่ว่าเงินที่ได้จัดสรรตอนนั้นก็วงเงิน ๑,๐๐๐,๐๐๐ บาทเท่ากัน หรือว่ายกระดับมาแล้วก็ยังไม่เพียงพอ เพราะฉะนั้นก็ยังมีคน จํานวนมากที่เข้าไม่ถึงสิทธิอันนี้ รวมถึงการขยายช่วงเวลาการชําระเงินที่รัฐบาลได้ปรับ จากที่ต้องชําระเงินภายใน ๑ ป้ ได้ขยายเวลาออกไปเปึน ๒ ป้ ก็เปึนเรื่องที่ดี ดิฉัน ก็ฟังเสียงมาจากพี่น้องประชาชนว่าสิ่งเหล่านี้ถามว่าจําเปึนหรือไม่ที่รัฐบาลจะได้ทบทวนกรอบ ดิฉันก็เห็นว่าถ้าทบทวนแล้วเอาไปใช้ให้สอดคล้องกับสิ่งที่เปึนความจําเปึน แล้วก็ไปถาม ว่ามันฟุ๋นฟูเศรษฐกิจสร้างความเชื่อมั่นไหม ก็ฟุ๋นฟูค่ะ โดยเฉพาะเรื่องใหญ่ที่สุด ในกรอบนี้จะมีเรื่องของแหล่งน้ํา ดิฉันเองอยู่ในคณะกรรมาธิการได้รับเสียงสะท้อน คณะกรรมาธิการส่งเสริมราคาผลิตผลเกษตรกรรม ป้นี้เราได้รับเรื่องมากเลยเกี่ยวกับเรื่อง การคํานวณผลผลิตต่อไร่ของพี่น้องเกษตรกรว่าเวลาที่รัฐบาลประกันราคาข้าว แล้วก็ กําหนดตัวเลขว่าแต่ละจังหวัดมีผลผลิตต่อไร่ไม่เท่าเทียมกัน เราก็ไปดูว่าในเขต ชลประทานกับนอกเขตชลประทานมันก็มีผลผลิตต่างกัน ดังนั้นถามว่าจะทําอย่างไรให้พี่น้อง ทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือหรือว่าภาคเหนือสามารถมีผลผลิตยกระดับขึ้นมาให้เท่ากับ ภาคกลาง ก็คือต้องไปเพิ่มในเรื่องของแหล่งน้ํานะคะ เพราะฉะนั้นดิฉัน ก็เห็นว่าสิ่งที่รัฐบาลเสนอเข้ามาในวงเงินที่ขอทบทวนแล้วก็ปรับกรอบ ก็เปึนเรื่องที่เปึน ความจําเปึนเร่งด่วน แล้วก็รับได้ ดิฉันก็ขอใช้เวลาของสภาเพียงเท่านี้นะคะ เพื่อให้ ข้อสังเกตต่อกรอบที่รัฐบาลแจ้งเข้ามา เพื่อขอทบทวนค่ะ ขอกราบเรียนด้วยความเคารพค่ะ