อานิก อัมระนันทน์ พูดถึงการบริหารจัดการของรัฐวิสาหกิจ โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการสร้างสมดุลระหว่างผลประโยชน์ต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น ผลประโยชน์ของผู้ถือหุ้น ผลประโยชน์สาธารณะ และผลประโยชน์ของพนักงาน และวิธีการที่จะป้องกันไม่ให้เกิดความไม่สมดุลเหล่านี้ อานิก อัมระนันทน์ หารือเรื่องโครงสร้างการกำกับดูแลรัฐวิสาหกิจ และเรียกร้องการความชัดเจนในเจตจำนง และการกำกับดูแลที่โปร่งใส เพื่อขจัดประโยชน์ทับซ้อนและผลประโยชน์ส่วนตน อานิก อัมระนันทน์ ยังพูดถึงการควบคุมธุรกิจของรัฐวิสาหกิจ การให้ค่าตอบแทนโบนัสแก่กรรมการของรัฐวิสาหกิจ และการตรวจสอบการดำรงตำแหน่งกรรมการรัฐวิสาหกิจและกรรมการบริษัทในเครือของข้าราชการ เพื่อให้มีการบริหารจัดการที่มีความโปร่งใสและเป็นธรรม
กราบขอบพระคุณค่ะ ก็ไม่ได้ขึ้นจอ นะคะ แค่ตรงนี้เองขอโคลส อัพในเรื่องของผลประโยชน์ที่เกี่ยวพันกับการกํากับดูแล รัฐวิสาหกิจนี้นะคะ ก็อาจจะแบ่งได้เปึน ๓ อย่างใหญ่ ๆ ๓ ประเภท คือประโยชน์ของผู้ถือหุ้น แล้วก็ข้างบนนี้นะคะ มุมบนขวาประโยชน์สาธารณะประโยชน์ของประชาชนในฐานะ ผู้บริโภคอยู่ข้างล่างในชาร์ท (Chart) นี้ แล้วก็ด้านซ้ายบนเปึนประโยชน์ภายในขององค์กร คือของผู้บริหารและของพนักงาน ในการกํากับดูแลรัฐวิสาหกิจกรรมการซึ่งอยู่ตรงกลาง ที่ดูแลผลประโยชน์ต่าง ๆ มีหน้าที่ที่จะทําให้เกิดความสมดุลระหว่างประโยชน์หลัก ๆ ทั้ง ๓ อย่างนี้ แต่ว่าเท่าที่เปึนอยู่ในหลาย ๆ กรณีเราก็พบว่าเมื่อเกิดความไม่สมดุล แล้วก็จะทําให้มีปัญหาต่าง ๆ นะคะ เช่น ถ้าสมมุติว่าประโยชน์ภายในเกิดมากเกินไป พนักงานมีความสบายมากเกินไปเพราะว่าไม่ต้องทํางานหนักก็ได้ แล้วก็ได้ผลประโยชน์ ตอบแทนที่ดีพอแล้วก็จะเกิดบริการที่ไม่ค่อยดี อย่างเช่น ขออนุญาตกล่าวในกรณีของ การรถไฟแห่งประเทศไทยที่ประชาชนทั่วไปก็รู้สึกว่าไม่สะอาด บริการไม่ดี ไม่ทั่วถึง เปึนต้น หรือแม้แต่ในกรณีผู้บริหาร ในบางองค์กรผู้บริหารองค์กรที่ใหญ่มาก ๆ มีบริษัทในเครือเยอะ ๆ ผู้บริหารก็ได้ผลประโยชน์เยอะแยะ ไปอยู่ในกรรมการบริษัทลูกแล้วก็มีผลประโยชน์ ได้โบนัสมากมาย ซึ่งอันนี้ก็เปึนการใช้จ่ายที่ถ้ามองแล้วในแง่ของผู้ถือหุ้น อีกด้านหนึ่ง ก็เปึนการฟุ์มเฟ๋อยเกินไปหรือเปล่า เพราะจริง ๆ แล้วประโยชน์ของผู้ถือหุ้น กรุณาโคลส อัพ ที่ชาร์ทอีกทีหนึ่งนะคะ ผู้ถือหุ้นคือใคร ผู้ถือหุ้นมองเผิน ๆ อาจจะบอกว่าเปึนกระทรวงการคลัง นะคะ แต่ที่จริงแล้วผู้ถือหุ้นก็คือสาธารณะหรือประชาชนนั่นเอง เพราะว่ารัฐวิสาหกิจ เปึนของประเทศเปึนของประชาชน ถ้าเผื่อได้ผลประโยชน์ในส่วนนี้จากรัฐวิสาหกิจ ไม่ว่าจะเปึนเงินปันผลหรืออะไรก็ตาม ได้มากเท่าไรรัฐบาลก็จะมีรายได้มากขึ้น สามารถที่จะ เอาไปดูแลประชาชนไปพัฒนาประเทศได้ เพราะฉะนั้นในโครงสร้างผลประโยชน์ อันนี้จริง ๆ แล้วประชาชนมาใน ๒ ส่วน คือส่วนของผู้ถือหุ้นกับส่วนของผู้บริโภคหรือว่า ลูกค้าของรัฐวิสาหกิจด้านล่าง
ทีนี้ก็จะถึงประเด็นถัดไปที่ว่า ในปัจจุบันเราค่อนข้างมีความสับสนปนเป นะคะ อาจจะเปึนเพราะระบบโครงสร้าง ในปัจจุบันนี้รัฐ ขออนุญาตฉายมาสไลด์อีกทีหนึ่ง จะเป่ดอีกส่วนหนึ่ง นโยบายของรัฐที่มีต่อรัฐวิสาหกิจในปัจจุบันนี้อาจจะมีการมองว่า เราจะดําเนินนโยบายโดยส่งเจ้าหน้าที่ของรัฐเข้าไปนั่งในกรรมการรัฐวิสาหกิจ ก็คือเปึนเส้นประอันนี้ แต่จริง ๆ แล้วถ้าเผื่อจะให้ได้ประโยชน์สูงสุดจริง ๆ มันควรจะมี ความโปร่งใส ควรที่จะดําเนินนโยบายมาตรงที่ตัวผู้บริโภคหรือที่สภาพตลาด โดยเฉพาะ ในปัจจุบันในโลกเศรษฐกิจปัจจุบันซึ่งอาจจะต่างกับสมัยที่รัฐวิสาหกิจได้ก่อตั้งขึ้น เมื่อหลายสิบป้มาแล้ว รัฐบาลหรือภาครัฐ รัฐวิสาหกิจมีการแข่งขันกับภาคเอกชนเยอะ เพราะฉะนั้นดิฉันก็อยากจะเรียนว่าในประเทศที่เขาพัฒนาแล้ว เขาจะมีโครงสร้าง การกํากับดูแลในเรื่องนี้ที่แตกต่างกันออกไปนะคะ จะแยกแยะการกํากับดูแลออกมา คือจะมีการรวมศูนย์ผู้ถือหุ้น อย่างเช่น ในประเทศฝรั่งเศสก็จะมีหน่วยงานหน่วยหนึ่ง ซึ่งเขาจะรวมการถือหุ้นทั้งหมดเลยของภาครัฐ ประเทศฝรั่งเศสมีรัฐวิสาหกิจมากมายเลย อย่างที่หลาย ๆ ท่านทราบ แต่ว่านอกจากรวมศูนย์แล้วที่สําคัญกว่านั้นก็คือเขาจะ แยกแยะ แยกการกํากับดูแลออกไปต่างหาก ก็คือกํากับดูแลจากข้างนอก กํากับดูแลบริษัท กํากับดูแลสภาพการตลาด สภาพการแข่งขัน อันนี้มันจะทําให้มีความโปร่งใสแล้วก็ขจัด ประโยชน์ทับซ้อน ซึ่งเดี๋ยวดิฉันจะให้รายละเอียดในตัวกระทู้ถามที่จะเรียนถามกรรมการ ในรัฐวิสาหกิจที่องค์กรที่เขาดูแลในประเทศตัวอย่างคือประเทศฝรั่งเศสน่าสนใจว่า มีกรรมการ ๒ แบบ อันนี้กล้องมาจับที่หน้าดิฉันได้แล้วค่ะ กรรมการมี ๒ แบบ คือแบบหนึ่งเปึนข้าราชการ ข้าราชการระดับอาวุโสในหน่วยงานนั้น อีกแบบหนึ่งก็จะเปึน กรรมการอิสระ แล้วก็น่าสนใจมากว่าข้าราชการที่เข้าไปทําหน้าที่นี้เปึนกรรมการ รัฐวิสาหกิจเขาไม่มีผลตอบแทนใด ๆ เลย เพราะว่าถือเปึนส่วนหนึ่งของหน้าที่การงานของเขา ในส่วนกรรมการอิสระเขาจะมีการให้ค่าตอบแทน ซึ่งเปึนค่าตอบแทนในอัตราตายตัว อาจจะต่ํากว่ากรรมการอื่น ๆ ในรัฐวิสาหกิจนั้นก็ได้ เพราะถือว่าเปึนตัวแทนของรัฐ แล้วก็ ที่น่าสังเกตอย่างยิ่งก็คือจะไม่มีโบนัสที่ดองกับผลกําไรหรือผลประกอบการ ในบ้านเรา ที่ยังเปึนอยู่ในปัจจุบันยังค่อนข้างปนเปนะคะ มีการกระจายศูนย์แล้วก็ต้องขอเรียนฝาก ท่านรัฐมนตรีผ่านทางท่านประธานว่ายังขาดความชัดเจนในเจตจํานงนะคะ คือโครงสร้าง เราอาจจะยังไม่ต้องเปลี่ยน แต่อย่างน้อยเราต้องมีความชัดเจนในเจตจํานงว่ากรรมการ เข้าไปทําอะไร แล้วก็เข้าไปแล้วจะทําสิ่งเหล่านั้นแล้วมีผลกระทบอะไรหรือเปล่า แล้วที่ สําคัญอย่างยิ่งก็คือว่าถ้าเผื่อกรรมการได้รับผลตอบแทนที่สูงหรือสูงมาก โดยเฉพาะ ผลตอบแทนที่เกี่ยวพันกับผลประกอบการกําไร ก็อาจจะทําให้เกิดสิ่งที่เรียกว่าประโยชน์ ส่วนตน แล้วก็ทําให้เกิดผลประโยชน์ขัดแย้งในส่วนอื่น ๆ การรักษาความสมดุลระหว่าง ๓ ส่วนที่ดิฉันแสดงในแผนภูมิเมื่อสักครู่นี้ก็ยากพออยู่แล้ว แต่ถ้าเผื่อมีศูนย์ประโยชน์อีกส่วนหนึ่งเปึนส่วนตนก็ยิ่งสลับซับซ้อนแล้วก็อันตราย แล้วก็ เปึนภัยต่อประโยชน์สาธารณะอย่างมากค่ะในบางกรณีดิฉันเชื่อว่าอาจจะไม่ได้มีปัญหา จริง ๆ ก็ได้ ในบางกรณีอาจจะมีจริง แม้แต่กรณีที่ไม่จริงมันก็ทําให้ประชาชนเคลือบแคลง สงสัย อย่างเช่น ในกรณีของธุรกิจน้ํามัน ดิฉันเองมีความเชื่อในกลไกตลาด แล้วก็คิดว่า โครงสร้างโดยหลักแล้วนี่ใช้ได้อยู่แล้ว เพียงแต่ว่าการที่เจ้าหน้าที่ของรัฐที่เข้าไปนั่ง ในกรรมการของ ปตท. มีผลประโยชน์ตอบแทนสูงมาก ประชาชนทั่ว ๆ ไปก็จะเกิด ความคลางแคลงใจมากเลย เขารู้สึกว่าต้องจ่ายราคาน้ํามันแพง จ่ายแก๊สแพง แต่ทําไม ปตท. มีกําไรมาก เขาขาดความไว้วางใจ เพราะฉะนั้นจึงเกิดความจําเปึนที่จะต้องเรียน ถามกระทู้ถามดังต่อไปนี้
๑. รัฐบาลมีแนวคิดในการออกระเบียบห้ามแต่งตั้งเจ้าหน้าที่ของรัฐ เปึนกรรมการในรัฐวิสาหกิจ ซึ่งเจ้าหน้าที่ผู้นั้นสามารถให้คุณหรือให้โทษ หรือทําให้เกิด การเลือกปฏิบัติโดยไม่เปึนธรรมระหว่างรัฐวิสาหกิจนั้นกับภาคเอกชนได้ โดยอาศัย ตําแหน่งหน้าที่ตามตําแหน่งราชการหรือไม่ ในข้อนี้ขอขยายความว่าเท่าที่ไปเช็กดูแล้ว ล่าสุดในส่วนของกระทรวงพลังงานไม่มีปัญหา แต่ว่ายังมีปัญหาอยู่ในส่วนอื่น อย่างเช่น ในกรณีของการขนส่ง อธิบดีกรมการขนส่งทางบกเปึนประธานกรรมการบริษัทขนส่ง บขส. แล้วก็ ขสมก. ด้วย ซึ่งก็ทําให้ผู้เดินรถเอกชนไม่พอใจแล้วก็ไม่ไว้วางใจ ในกรณีนี้ อยากจะขอให้ท่านรัฐมนตรีกลับไปทบทวนรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับนโยบายพื้นฐานของรัฐ นโยบายเศรษฐกิจ มาตรา ๘๔ (๑) ว่ารัฐมีหน้าที่ต้องดําเนินตามนโยบายเศรษฐกิจ ที่สนับสนุนระบบเศรษฐกิจแบบเสรีและเปึนธรรม โดยอาศัยกลไกตลาดและสนับสนุน ให้มีการพัฒนาเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน โดยต้องยกเว้นและละเว้นการตรากฎหมาย กฎเกณฑ์ ที่ควบคุมธุรกิจที่ไม่สอดคล้องกับความจําเปึนทางเศรษฐกิจ และต้องไม่ประกอบกิจการ ที่มีลักษณะเปึนการแข่งขันกับเอกชน เว้นแต่มีความจําเปึนเพื่อประโยชน์ในการรักษา ความมั่นคงของรัฐ รักษาประโยชน์ส่วนรวม หรือการจัดให้มีสาธารณูปโภค ตรงนี้ดิฉัน ก็ขอเน้นคําว่า เปึนธรรม แล้วก็กลไกตลาดที่มีประสิทธิภาพ เราต้องรักษาส่วนเหล่านี้ เอาไว้นะคะ
๒. รัฐบาลมีแนวคิดในการออกระเบียบให้ข้าราชการที่ได้รับตําแหน่ง ให้เปึนตัวแทนของรัฐในรัฐวิสาหกิจส่งค่าตอบแทนต่าง ๆ ดิฉันขอเพิ่มเติมว่า โดยเฉพาะ ค่าตอบแทนส่วนที่เรียกว่า โบนัส (Bonus) ก็คือค่าตอบแทนที่ผูกพันกับผลประกอบการ ระยะสั้นของบริษัท ก็คือกําไรนั่นเอง ที่ได้รับจากรัฐวิสาหกิจนั้น ๆ เข้าคลังหรือไม่ เนื่องจากเปึนผลตอบแทนที่ได้จากการปฏิบัติหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายในราชการ ซึ่งเจ้าหน้าที่ดังกล่าวก็ได้รับค่าจ้างและสวัสดิการจากรัฐอยู่แล้ว ทั้งนี้ จะช่วยให้ เกิดความเปึนธรรมขึ้นในหมู่ข้าราชการระดับเดียวกันด้วยที่ไม่ได้กํากับดูแลรัฐวิสาหกิจ และแน่นอนในหมู่ข้าราชการชั้นผู้น้อยที่อาวุโสน้อยกว่าทั้งหลาย ประเด็นนี้เปึนอะไรที่ ทําให้เกิดความแคลงใจกับประชาชนอย่างที่ดิฉันได้เรียนแล้ว แล้วก็เกิดเหมือนศูนย์ ประโยชน์อีกแห่งหนึ่งที่จะต้องมีการทําให้สมดุลคือประโยชน์ส่วนตน ตรงนี้ดิฉันมองว่า รัฐบาลควรจะพิจารณาว่าจะแก้ปัญหาตรงนี้ได้อย่างไร
๓. รัฐบาลจะมีมาตรการควบคุมปัองกันไม่ให้คณะกรรมการของ รัฐวิสาหกิจต่าง ๆ โดยเฉพาะที่อยู่ในรูปของบริษัท กําหนดเบี้ยประชุม โบนัส และผลประโยชน์ตอบแทนอื่น ๆ เช่น ค่าเลี้ยงรับรอง หรือค่าเดินทางของรัฐวิสาหกิจและ บริษัทในเครือในระดับที่สูงเกินสมควร ควรจะมีมาตรการที่รัดกุมกว่าในปัจจุบันหรือไม่ อย่างไร เลี้ยงรับรอง หรือค่าเดินทางของรัฐวิสาหกิจและบริษัทในเครือในระดับที่สูงเกินสมควร ควรจะมีมาตรการที่รัดกุมกว่าในปัจจุบันหรือไม่ อย่างไร เพราะว่าอันนี้มันจะทําให้เกิด ความไม่สมดุลอย่างตัวอย่างที่ดิฉันยกทีแรกก็คือทําให้ภายในองค์กร แล้วก็สูญประโยชน์ ส่วนตนของกรรมการได้ประโยชน์มาก แต่ว่ากําไรน้อย ผู้ถือหุ้นได้น้อย นั่นก็คือรายได้ เข้ารัฐก็จะน้อยลง แทนที่จะเอาเงินเหล่านั้นมาพัฒนาประเทศ ก็เอาไปให้กับกลุ่มคนบางคน ที่เกี่ยวเนื่องกับองค์กร
กระทู้ถามข้อสุดท้าย รัฐบาลมีแนวคิดในการออกระเบียบตรวจสอบเพื่อปัองกัน การละเมิดเจตนารมณ์ของข้อกําหนดให้ข้าราชการต้องไม่เปึนกรรมการรัฐวิสาหกิจ เกินกว่า ๓ แห่ง แต่อาจไปเปึนกรรมการบริษัทในเครือเพิ่มขึ้นอีก เพราะถือว่าไม่เข้าข่าย รัฐวิสาหกิจตามคําจํากัดความปกติหรือไม่ อันนี้ก็เปึนข้อมาจากมาตรา ๗ ของพระราชบัญญัติคุณสมบัติมาตรฐานสําหรับกรรมการและพนักงานรัฐวิสาหกิจ ในกรณีนี้นอกจากเจตนารมณ์จะถูกละเมิดแล้ว ผลกระทบต่อประโยชน์ทับซ้อนทําให้ ปัญหานี้เพิ่มพูนขึ้นอีก เพราะว่าเวลาที่สิ่งนี้เกิดขึ้นแล้วก็จะทําให้ประโยชน์ส่วนตน ของเจ้าหน้าที่ของรัฐมากขึ้นไปอีก ก็อาจจะไปบดบังการรักษาความสมดุลของประโยชน์ สาธารณะ ก็ต้องขอเรียนถามท่านรัฐมนตรี ขอบพระคุณค่ะ