สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๒๒ · ๒๙ ตุลาคม ๒๕๕๒

กรณี จาติกวณิช หารือเรื่องการพัฒนาและปฏิรูปรัฐวิสาหกิจ โดยเน้นย้ำถึงบทบาทของข้าราชการในการกำกับดูแลและบริหารจัดการรัฐวิสาหกิจ และเรียกร้องการมาตรการเพื่อป้องกันผลประโยชน์ทับซ้อน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการกำหนดค่าตอบแทนและเบี้ยประชุมที่เหมาะสมเพื่อดึงดูดบุคลากรระดับสูง และเสนอแนะให้มีการบริหารจัดการโบนัสของข้าราชการในตำแหน่งกรรมการรัฐวิสาหกิจอย่างเหมาะสม

นายกรณ์ จาติกวณิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง

กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพครับ ผม กรณ์ จาติกวณิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้รับมอบหมายจากท่านนายกรัฐมนตรีให้ตอบกระทู้ถามเกี่ยวกับเรื่องของหลักธรรมาภิบาล ความโยงใยระหว่างบทบาทข้าราชการกับรัฐวิสาหกิจของท่านสมาชิก ผมขออนุญาตเรียนก่อนว่า ประเด็นเรื่องของการพัฒนา ปฏิรูปรัฐวิสาหกิจนั้น ถือว่าเปึนหนึ่งในภาระหน้าที่ที่สําคัญ ของรัฐบาลชุดปัจจุบัน แล้วผมคิดว่าสะท้อนให้เห็นถึงลําดับความสําคัญที่เรามีกับ การพัฒนาและแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับรัฐวิสาหกิจ วันนี้ผมก็มีเพื่อนรัฐมนตรี ที่ช่วยกันดูแลรัฐวิสาหกิจที่มีความสําคัญอีกหลายรัฐวิสาหกิจมาร่วมฟังกระทู้ถามของท่านด้วย ก็คือท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม แล้วก็รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ในส่วนประเด็นคําถามของท่านจะมุ่งเน้นไปที่บทบาทของข้าราชการที่มีในการกํากับดูแล แล้วก็บริหารจัดการรัฐวิสาหกิจ แล้วก็โดยรวม ๆ ประเด็นของท่านสมาชิกก็คือมีมาตรการ เพียงพอแล้วหรือยังในการที่จะกํากับดูแลเพื่อมิให้มีประเด็นปัญหาเรื่องของผลประโยชน์ ทับซ้อนเกิดขึ้น ระหว่างบทบาทของข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ ในฐานะผู้ดูแลประโยชน์ของ แผ่นดิน กับบทบาทของข้าราชการท่านเดียวกันที่อาจจะมีในรัฐวิสาหกิจในฐานะเปึน กรรมการ

คําถามแรก เปึนคําถามกว้าง ๆ ว่าควรที่จะยังคงสิทธิของข้าราชการในการ ที่จะเปึนกรรมการในรัฐวิสาหกิจหรือไม่ ผมขออนุญาตตอบสั้น ๆ ว่าสมควรอย่างยิ่ง ประเด็นข้อเท็จจริงก็คือรัฐวิสาหกิจเปึนทรัพย์สมบัติสําคัญของประเทศชาติ นอกจากนั้น ก็เปึนเครื่องมือในการขับเคลื่อนนโยบายของทางรัฐบาลที่มีนัยสําคัญต่อความเปึนอยู่ของ พี่น้องประชาชนอีกต่างหาก เพราะฉะนั้นมีความจําเปึนที่จะต้องมีความเชื่อมโยงระหว่าง รัฐวิสาหกิจกับรัฐบาล โดยอาศัยข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ที่จะไปปฏิบัติหน้าที่ในฐานะ กรรมการรัฐวิสาหกิจ เพื่อที่จะนํานโยบายของรัฐบาลไปให้กับรัฐวิสาหกิจเพื่อไป ดําเนินการต่อไป นอกจากนั้นก็จะมีบทบาทในการที่จะดูแลผลประโยชน์ในฐานะ หนึ่งในผู้ดูแลทรัพย์สิน หรือทรัพย์สมบัติของรัฐบาลในตัวรัฐวิสาหกิจนั้น ๆ ด้วย เพราะฉะนั้น ความจําเปึนในส่วนของข้าราชการที่ยังคงจะต้องมีบทบาทในฐานะเปึนกรรมการ รัฐวิสาหกิจนั้นผมเชื่อว่ายังคงมีอยู่นะครับ

ต่อประเด็นในเรื่องของผลประโยชน์ทับซ้อนผมก็อยากจะขออนุญาตเรียน เพื่อความสบายใจของเพื่อนสมาชิกว่าก็มีพระราชบัญญัติคุณสมบัติมาตรฐานสําหรับ กรรมการและพนักงานรัฐวิสาหกิจ พ.ศ. ๒๕๑๘ ที่ช่วยกํากับดูแลในประเด็นที่เกี่ยวข้อง กับผลประโยชน์ทับซ้อนที่อาจจะเกิดขึ้นอยู่แล้ว ซึ่งมีอยู่ ๓ ข้อ ที่เปึนข้อสําคัญ

ข้อแรก ก็คือมีการกําหนดลักษณะต้องห้ามการถือหุ้นของกรรมการ ซึ่งก็แบ่งเปึน ๒ ประเภท ก็คือกรรมการที่มาจากภาครัฐ แล้วก็กรรมการที่มาจาก ภาคเอกชนหรือรัฐวิสาหกิจที่ไปนั่งอยู่ในตัวรัฐวิสาหกิจ ประเด็นก็คือถ้ากรรมการมาจาก ภาครัฐก็คือเปึนข้าราชการ ก็ต้องไม่ถือหุ้นในตัวรัฐวิสาหกิจนั้นเลย แต่ในกรณีที่กรรมการ มาจากภาคเอกชนหรือมาจากรัฐวิสาหกิจอื่น ๆ ไปนั่งเปึนกรรมการในรัฐวิสาหกิจใด ๆ มีสิทธิถือหุ้นได้ไม่เกิน ๐.๕ เปอร์เซ็นต์ของทุนที่ชําระแล้วของรัฐวิสาหกิจนั้น อันนี้ก็เปึน ประเด็นที่จะตีกรอบ อย่างน้อยที่สุดเพื่อไม่ให้มีผลประโยชน์โดยตรงเกี่ยวข้องกับ รัฐวิสาหกิจที่ไปนั่งเปึนกรรมการในรูปแบบของการถือหุ้น

ข้อที่ ๒ ก็คือมีการกําหนดลักษณะต้องห้ามการดํารงตําแหน่งในนิติบุคคล ที่รัฐวิสาหกิจนั้นเปึนผู้ถือหุ้นนะครับ ก็คือพูดง่าย ๆ กรรมการในรัฐวิสาหกิจก็ไม่สามารถ ที่จะไปเปึนผู้ถือหุ้นในกิจการที่รัฐวิสาหกิจนั้นเปึนผู้ถือหุ้นไม่ได้นะครับ ก็คือพูดง่าย ๆ ไม่สามารถที่จะใช้ตําแหน่งหน้าที่ในฐานะเปึนกรรมการรัฐวิสาหกิจไปแสวงหาประโยชน์ ในฐานะผู้ถือหุ้นในบริษัทลูกของรัฐวิสาหกิจนั้น ๆ

ข้อที่ ๓ ก็คือการกําหนดลักษณะต้องห้ามกรณีที่มีส่วนได้เสีย ก็คือพูดง่าย ๆ ในส่วนของตรงนี้ กรรมการก็ไม่สามารถที่จะไปรับสัมปทานหรือเปึนผู้ร่วมทุนแต่อย่างใด กับรัฐวิสาหกิจที่ตนนั่งเปึนกรรมการอยู่ครับ อันนี้ก็เพื่อความสบายใจในระดับหนึ่งนะครับ ว่า มีกฎหมายที่กํากับเรื่องของผลประโยชน์ทับซ้อนที่อาจจะเกิดขึ้นระหว่างกรรมการ กับตัวรัฐวิสาหกิจที่ตนเปึนกรรมการอยู่ครับ แต่ผมเข้าใจว่าทั้งหมดนี้ไม่ได้ตอบโจทย์ ของท่านเสียทีเดียว

ประเด็นปัญหาของท่านก็คือผลประโยชน์ทับซ้อนที่เกิดขึ้นระหว่างการเปึน ข้าราชการที่มีหน้าที่ดูแลประโยชน์ของรัฐและพี่น้องประชาชนกับการเปึนกรรมการ รัฐวิสาหกิจที่ต้องแยกแยะในบางกรณีว่า รัฐวิสาหกิจนั้นมีลักษณะแตกต่างจากการเปึนรัฐ คือพูดง่าย ๆ เหมารวมทุกกรณีไม่ได้ว่า รัฐวิสาหกิจก็คือรัฐและผลประโยชน์ระหว่างรัฐ ประชาชนกับรัฐวิสาหกิจนั้นตรงกันนะครับ เพราะข้อเท็จจริงไม่ได้เปึนเช่นนั้น แล้วก็ ประเด็นที่ท่านมีความเปึนกังวลมากที่สุดในคําถามที่ ๒ นี้ก็คือเรื่องของค่าตอบแทนที่ได้รับ ในฐานะเปึนกรรมการ ซึ่งประเด็นนี้ผมก็ต้องเรียนตามตรงนะครับว่า ผมมีมุมมอง ที่คล้ายกับท่านในแง่ของความกังวลที่มีต่อโครงสร้างของค่าตอบแทนที่กรรมการ ที่เปึนข้าราชการ พึงจะได้รับในฐานะเปึนกรรมการรัฐวิสาหกิจว่า อาจจะส่อให้เกิด ประเด็นปัญหาเรื่องของผลประโยชน์ทับซ้อนได้ในบางกรณีครับ ก็จะขออนุญาตเรียน ก่อนอื่นนะครับว่า ค่าตอบแทนให้กับข้าราชการนอกเหนือจากเงินเดือนที่ข้าราชการ พึงได้รับอยู่แล้วนั้น จําเปึนที่จะต้องมีในระดับหนึ่ง แล้วสาเหตุที่ต้องมี อันดับแรกนะครับ ผมคิดว่าต้องยอมรับว่าภารกิจที่เพิ่มขึ้นจากการไปปฏิบัติหน้าที่ในฐานะเปึนกรรมการ ก็คือส่วนหนึ่งอีกส่วนหนึ่งนี้ก็คือความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นเช่นเดียวกัน เพราะในฐานะเปึน กรรมการรัฐวิสาหกิจ ข้าราชการก็จะต้องรับผิดชอบในความเสียหายที่อาจจะเกิดขึ้น จากการปฏิบัติหน้าที่ทั้งทางแพ่งและทางอาญา และในกรณีที่ไปเปึนกรรมการ ในรัฐวิสาหกิจที่เปึนบริษัทมหาชนก็มีกฎหมายมหาชนครอบคลุมอีกชั้นหนึ่งนะครับ ซึ่งก็อาจจะทําให้ระดับความเสี่ยงเพิ่มขึ้น เพราะฉะนั้นค่าตอบแทนที่มีให้ส่วนหนึ่ง ก็สามารถที่จะอ้างเหตุผลในเรื่องของความเสี่ยง แล้วก็ภาระหน้าที่ที่เพิ่มขึ้นของ ตัวกรรมการได้ อย่างไรก็แล้วแต่ค่าตอบแทนนั้นแบ่งเปึน ๓ ส่วนด้วยกัน ก็จะมี ค่าตอบแทนรายเดือน แล้วก็มีเบี้ยประชุม และที่สําคัญก็คือจะมีเรื่องของโบนัส ซึ่งก็มักจะ คํานวณจากผลกําไรของรัฐวิสาหกิจนั้น ๆ ในแต่ละป้นะครับ

ประเด็นเรื่องของเบี้ยประชุมและรายได้ที่กําหนดตายตัวในแต่ละเดือนนั้น ก็มีวงเงินที่จํากัดในกรณีที่เปึนรัฐวิสาหกิจที่ไม่ได้เปึนบริษัทมหาชนจดทะเบียนอยู่ใน ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ก็มีมติคณะรัฐมนตรีที่ใช้มาตั้งแต่ ป้ ๒๕๔๗ ที่กําหนด อัตราเบี้ยกรรมการของรัฐวิสาหกิจทั่วไปไม่เกิน ๖,๐๐๐ บาท ถึง ๑๐,๐๐๐ บาทต่อเดือน แต่ในกรณีที่เปึนรัฐวิสาหกิจที่จดทะเบียนอยู่ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย บริษัท การบินไทย จํากัด ปตท. บริษัท ท่าอากาศยานไทย เปึนต้น ก็ต้องยอมรับนะครับว่า ในกรณีนั้นเบี้ยประชุมหรือว่าผลตอบแทนของกรรมการถูกกําหนดโดยผู้ถือหุ้น ซึ่งอันนี้ ก็ต้องให้สิทธิของผู้ถือหุ้นที่จะกําหนดผลตอบแทนให้กับคณะกรรมการตามความเหมาะสม เพราะว่านอกเหนือจากข้าราชการที่ไปดํารงตําแหน่งกรรมการในบริษัทนั้น ๆ ก็จะมีกรรมการ ท่านอื่นที่มาจากภาคเอกชน หรือกรรมการที่เปึนตัวแทนของผู้ถือหุ้นส่วนอื่น ๆ ที่ไม่ใช่รัฐ ที่ไปปฏิบัติหน้าที่เปึนกรรมการ เพราะฉะนั้นผู้ถือหุ้นจึงมีความจําเปึนที่จะต้องกําหนด ค่าตอบแทนในระดับที่เหมาะสมนะครับ เพื่อที่จะดึงดูดบุคลากรระดับที่บริษัทนั้น ๆ ต้องการมาดํารงตําแหน่งกรรมการ และเมื่อมีการกําหนดค่าตอบแทนให้กรรมการ แล้วก็ไม่ได้มีการแยกแยะระหว่างค่าตอบแทนที่ให้กับข้าราชการที่มาปฏิบัติหน้าที่ เปึนตัวแทนของรัฐในฐานะผู้ถือหุ้นส่วนหนึ่งกับกรรมการที่มาจากภาคเอกชน หรือผู้ถือหุ้น กลุ่มอื่น ๆ ก็คือทุกคนก็ต้องมีค่าตอบแทนที่เท่าเทียมกัน เพราะฉะนั้นในกรณีที่เปึน รัฐวิสาหกิจที่เปึนบริษัทมหาชนหรือจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยก็จะมี ค่าตอบแทนกรรมการที่สูงกว่า อันนี้วกกลับมาในประเด็นความเหมาะสม ส่วนตัวผมเอง ผมก็มองตรงกับท่าน อันดับแรกผมอยากจะขออนุญาตเรียนว่า

๑. ทบทวนนิดหนึ่งนะครับ ข้าราชการมีความจําเปึนต้องเปึนกรรมการ รัฐวิสาหกิจดูแลประโยชน์ เมื่อสักครู่ผมชี้แจงแล้ว

๒. เรื่องของผลตอบแทนต้องมีในระดับหนึ่ง และผมคิดว่าระดับที่เหมาะสม ก็คือ เบี้ยประชุม แล้วก็ค่าตอบแทนรายเดือนที่มีการกําหนดตายตัวนะครับ

๓. ผมคิดว่าเปึนประเด็นที่ท้าทายมากที่สุด ก็คือเรื่องของโบนัส ในส่วนของตรงนี้ผมเองเห็นตรงกับท่านว่าการที่ไปผูกผลประโยชน์ของข้าราชการที่ปฏิบัติ หน้าที่ในฐานะเปึนกรรมการกับผลกําไรของรัฐวิสาหกิจนั้น อาจจะเปึนไปได้ที่จะทําให้มี ผลประโยชน์ทับซ้อนในบางกรณี ผมขออนุญาตยกตัวอย่าง อย่างรัฐวิสาหกิจ โดยส่วนใหญ่ก็มีภาระหน้าที่ในการที่จะให้บริการประชาชน ในสินค้าหรือบริการ ที่ภาคเอกชนไม่มีความพร้อมที่จะให้บริการ เพราะฉะนั้นบทบาทหน้าที่หลักก็คือการดูแล ประชาชน แล้วก็ดูแลผลประโยชน์ของรัฐ ไม่ได้มีบทบาทหน้าที่หลักในการทํากําไร เพราะฉะนั้นในบางกรณีที่รัฐวิสาหกิจมุ่งที่จะทํากําไร อาจจะหมายถึงผลประโยชน์ ทับซ้อนกับผลประโยชน์กับประชาชน ดังนั้นสิ่งที่เราไม่ควรทําก็คือ ไปผูกผลประโยชน์ของ ข้าราชการที่ความจริงแล้วมีหน้าที่ดูแลผลประโยชน์ของประชาชนไว้กับผลกําไรของ รัฐวิสาหกิจด้วย เพราะฉะนั้นในประเด็นนี้ผมก็จะขออนุญาตที่จะหยิบยกประเด็น ข้อเสนอของท่านไปทบทวนพิจารณาในสํานักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ ที่กระทรวงการคลังว่า ความเหมาะสมในการที่จะบริหารจัดการเรื่องของโบนัส ที่ข้าราชการที่เปึนกรรมการได้รับนั้น เราควรที่จะบริหารจัดการอย่างไร เพื่อกําจัดประเด็นปัญหา เรื่องของผลประโยชน์ทับซ้อนที่อาจจะเกิดขึ้น ต้องขออนุญาตเรียนนะครับว่าเปึนภาระของ กระทรวงการคลังโดยเฉพาะ เพราะถึงแม้ว่ากรรมการที่เปึนข้าราชการจะมาจาก หลากหลายกระทรวง แต่โดยส่วนใหญ่ในฐานะผู้ถือหุ้นกรรมการจะมาจาก กระทรวงการคลังเปึนหลักนะครับ หรืออย่างน้อยจํานวนค่อนข้างมากของกรรมการ รัฐวิสาหกิจที่เปึนข้าราชการนั้นจะเปึนข้าราชการกระทรวงการคลัง เพราะฉะนั้น มองอีกแง่มุมหนึ่งก็คือ มันไม่มีความยุติธรรมกับข้าราชการชั้นสูงที่อยู่กระทรวงอื่นว่า ทําไมข้าราชการกระทรวงการคลังถึงมีสิทธิที่มากกว่าข้าราชการกระทรวงอื่นในการที่จะ ไปปฏิบัติหน้าที่กํากับดูแลรัฐวิสาหกิจ และได้ผลประโยชน์นอกเหนือจากข้าราชการ ชั้นผู้ใหญ่กระทรวงอื่นที่พึงจะได้รับ เพราะฉะนั้นในแง่ของความยุติธรรมระหว่าง ข้าราชการเองผมคิดว่าก็เปึนประเด็นเช่นเดียวกัน

ประเด็นสุดท้าย ตอบคําถามสุดท้ายเรื่องของสัดส่วน จํานวนรัฐวิสาหกิจ ที่ถือหุ้น ณ ปัจจุบันก็มีระเบียบชัดเจนอยู่แล้วนะครับว่า ห้ามข้าราชการเปึนกรรมการ มากกว่า ๓ รัฐวิสาหกิจ และความจริงลงไปถึงระดับชั้นบริษัทลูกของรัฐวิสาหกิจด้วย เพราะฉะนั้นในส่วนของข้าราชการที่ท่านอาจจะมีความเปึนกังวล นั่นก็คือในส่วนของ กรรมการที่เปึนเจ้าหน้าที่รัฐวิสาหกิจ แต่ถ้าเปึนข้าราชการห้ามอยู่แล้วครับ ที่จะเปึน กรรมการมากกว่า ๓ บริษัท รวมถึงบริษัทลูกของรัฐวิสาหกิจด้วยครับ ขอบคุณครับ