สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๒๑ · ๒๘ ตุลาคม ๒๕๕๒

ยืนหยัด ใจสมุทร หารือเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะมาตรา 51 ที่เกี่ยวข้องกับศาลรัฐธรรมนูญ และเสนอแนะกระบวนการยกร่างกฎหมายที่เหมาะสม พร้อมชี้แจงเกี่ยวกับข้อกําหนดของศาลรัฐธรรมนูญและวิธีพิจารณาคดี และเรียกร้องให้สภาเห็นชอบข้อกําหนดนี้อีกครั้งหนึ่ง

นายยืนหยัด ใจสมุทร กรรมาธิการ

กราบเรียนท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎร กระผม ยืนหยัด ใจสมุทร ในฐานะคณะกรรมาธิการเสียงข้างมากครับ ก่อนอื่นผมขออนุญาตที่จะตอบประเด็นที่ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติได้กล่าวตรงกัน หลายท่านเสียก่อนว่าคณะกรรมาธิการเสียงข้างมากไปแก้ทุกมาตราหรือว่าแก้ เกือบทุกมาตรา จริง ๆ แล้วถ้าท่านได้กรุณาอ่านไปดูว่าที่เราแก้นั้นมันจะมีเหตุผลคําตอบ อย่างชัดเจนอยู่ในนั้น แล้วถ้ากฎหมายฉบับนี้ได้มีโอกาสพิจารณาไปทุกมาตรา ทุกมาตรา ตามที่มีการแก้ไข ถึงตอนนั้นท่านก็จะทราบว่าทําไมเราถึงแก้มาตรานั้นเพราะอะไร ไม่ใช่ว่าแก้เพราะอยาก เขาเรียกว่า ลองวิชา หรืออะไรพวกนี้ไม่ใช่นะครับ เปึนเรื่องที่ว่า แก้ด้วยเหตุด้วยผล อย่างผมจะขออนุญาตยกตัวอย่างที่เราแก้ในมาตรา ๕๑ ว่าศาลรัฐธรรมนูญจะวินิจฉัยเกินคําขอมิได้ ทําไมเราไปแก้ เหตุผลที่เราเขียนก็เพราะว่า ศาลอื่นทุก ๆ ศาล ไม่ว่าศาลยุติธรรม ศาลปกครองก็จะวินิจฉัยเกินคําขอไม่ได้ แต่ศาลรัฐธรรมนูญถ้าวินิจฉัยเกินคําขอได้ ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดก็คือคดีชิมไปบ่นไป ซึ่งการที่นายกรัฐมนตรีกระทําการอันต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญท่านต้องพ้นจากตําแหน่ง เมื่อท่านพ้นจากตําแหน่ง คณะรัฐมนตรีก็ต้องพ้นจากตําแหน่งไปทั้งคณะด้วย แต่รัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๘๑ บอกว่าคณะรัฐมนตรีจะต้องปฏิบัติหน้าที่ต่อไปจนกว่า จะมีคณะรัฐมนตรีชุดใหม่มาปฏิบัติหน้าที่ต่อ ศาลรัฐธรรมนูญท่านก็ไปวินิจฉัยแก้รัฐธรรมนูญว่านายกรัฐมนตรีสมัคร สุนทรเวช ไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ต่อไปได้ ท่านพูดอย่างนั้นก็เท่ากับว่ากฎหมายเขียนว่า ให้ปฏิบัติ หน้าที่ต่อไป แต่ศาลรัฐธรรมนูญมาวินิจฉัยว่าไม่อาจปฏิบัติหน้าที่เปึนนายกรัฐมนตรีต่อไป เพราะฉะนั้นก็เกิดเหตุการณ์ว่าต้องรองนายกรัฐมนตรีขึ้นมาทําหน้าที่นายกรัฐมนตรี อันนี้เกินคําขอ ท่านไปดูกฎหมายก็แล้วกัน มันเกินคําขอ รัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๘๑ เขียนไว้ชัดว่า ปฏิบัติหน้าที่ต่อไปได้ แต่ท่านเขียนว่า ปฏิบัติหน้าที่ต่อไปไม่ได้ เท่ากับ ท่านแก้รัฐธรรมนูญนะครับ ไม่ใช่เฉพาะว่าเปึนการวินิจฉัยเกินคําขอนะครับ ท่านแก้รัฐธรรมนูญได้ด้วย หลักการนี้มันจะเปึนหลักการที่ใช้ต่อ ๆ ไปในเรื่องอื่น ๆ ตามมาอีก เพราะว่าผูกพันทั้งเหตุผล และผลของคําวินิจฉัย ซึ่งเรื่องนี้ก็ได้มีการกราบเรียนต่อสภานี้ ไว้แล้วว่า ศาลรัฐธรรมนูญแท้จริงแล้ว ท่านไม่ใช่เปึนแค่ศาลรัฐธรรมนูญอย่างเดียว ท่านเปึนศาลสูงสุด ท่านเปึนศาลสูงสุดของประเทศนะครับ ผมจะขออนุญาตที่จะเป่ด มาตรา ๒๑๖ แห่งรัฐธรรมนูญ ในมาตรา ๒๑๖ วรรคห้า คําวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ให้เปึนเด็ดขาด มีผลผูกพันรัฐสภา คณะรัฐมนตรี ศาล และองค์กรอื่นของรัฐ ถ้าเราอ่านไป เฉย ๆ ก็เปึนอย่างนั้นละ แต่ในความเปึนจริง ท่านประธานและท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ ท่านก็ทราบดีอยู่แล้วว่า คําวินิจฉัยของศาลอื่นผูกพันเฉพาะคู่ความ แต่คําวินิจฉัย ของศาลรัฐธรรมนูญ นอกจากเบ็ดเสร็จเด็ดขาดแล้ว ผูกพันรัฐสภา ผูกพันคณะรัฐมนตรี ผูกพันศาล และองค์กรอื่นของรัฐ ความหมายมันคืออะไรครับ ความหมายของมันก็คือว่า สิ่งที่ศาลรัฐธรรมนูญตัดสินนั้นมันเปึนกฎหมายครับ เปึนกฎหมายที่ทุกคนจะต้องเอาไป ปฏิบัติ ดังที่ได้กราบเรียนแล้วว่า ไม่เฉพาะผลของคําวินิจฉัยต่อแต่เด็ก เหตุผลก็ต้อง ถือตามนั้น ท่านตัดสินอะไรไปแล้ว สิ่งที่ท่านตัดสินเปึนกฎหมาย ทําไมถึงเปึนกฎหมาย ก็เพราะว่าคณะรัฐมนตรี รัฐสภา ศาล และองค์กรอื่นต้องผูกพันหมด สิ่งที่จะต้อง ผูกพันหมดก็คืออะไร ก็คือกฎหมายนั่นเอง และผมก็อยากกราบเรียนต่อท่านประธาน นิดหนึ่งว่า คําว่า ศาลรัฐธรรมนูญตรงนี้นั้น มันก็คือตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ตุลาการ ศาลรัฐธรรมนูญเขาบอกว่าองค์คณะในการวินิจฉัยคดีมีกี่ท่าน ๕ ท่านนะครับ ใช้เสียง ข้างมากตัดสิน ก็คือ ๓ ท่าน สภานี้ใช้สภาผู้แทนราษฎรใช้วุฒิสภา แล้วต้องถวาย เพื่อทรงลงพระปรมาภิไธยจึงจะออกเปึนกฎหมายได้ แต่ศาลรัฐธรรมนูญ ๓ ท่านออกกฎหมายได้ เพราะฉะนั้นเรื่องนี้มันไม่ใช่เรื่องเล็ก ๆ เพราะฉะนั้น ที่คณะกรรมาธิการประชุมกัน ๔๐ กว่านัด เปึนเวลาป้กว่า ต้องการที่จะทํากฎหมายนี้ ออกมาให้ดีที่สุด แล้วทําไมเราถึงต้องใช้เวลาตั้ง ๔๐ นัด ก็เพราะว่ากฎหมายนี้ ศาลรัฐธรรมนูญท่านเปึนคนยกร่างมา ไม่ผ่านกระบวนการทางคณะรัฐมนตรี ซึ่งคณะรัฐมนตรีมีคณะกรรมการกฤษฎีกาที่จะดูกฎหมายให้ว่าตรงไหนเหมาะ หรือไม่เหมาะอย่างไร อะไรสมควรหรือไม่สมควรอย่างไร แต่ว่าศาลรัฐธรรมนูญ ท่านยกร่างมาเอง เมื่อท่านยกร่างมาเองก็แน่นอนว่า ท่านยกร่างตามสิ่งที่เปึนความเคยชิน ของท่าน แล้วก็ท่านคิดว่าอะไรที่เปึนความสะดวกของท่าน ท่านก็ยกร่างมาอย่างนั้น เมื่อท่านยกร่างมาอย่างนั้นพวกเราก็บอกว่าเรื่องนี้มันน่าจะต้องเติมเรื่องนั้น เดี๋ยวถ้าหากท่านดูแต่ละเรื่องท่านก็จะเห็น เรื่องการคัดค้านตุลาการ เรื่องละเมิด อํานาจศาล เรื่องการนําสืบพยานในศาล เรื่องการย่นหรือขยายเวลา เหล่านี้มันมี ความสําคัญต่อวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญทั้งสิ้นครับ และดังที่ผมได้กราบเรียนมาตั้งแต่นัดที่แล้วว่าข้อกําหนดนี้ไม่ได้ออกมาใช้กับใครครับ ท่านประธานครับ ลูกค้าของข้อกําหนดนี้อยู่ที่สภานี้ สภาผู้แทนราษฎร วุฒิสภา คณะรัฐมนตรี พรรคการเมือง คือคนที่จะต้องใช้ข้อกําหนด ที่จะต้องใช้ข้อกําหนดนี้นะครับ เพราะฉะนั้นข้อกําหนดนี้ จึงมีความสําคัญที่สภาผู้แทนราษฎรจะต้องให้ความสําคัญ เปึนพิเศษ ส่วนถ้าเรื่องนี้ขึ้นไปถึงวุฒิสภาท่านจะขอเติมว่าท่านจะขอให้ความเห็นชอบด้วย ก็เปึนเรื่องของท่านที่จะต้องเสนอ แต่เปึนขั้นตอนของวุฒิสภา ซึ่งเราไม่อยากจะก้าวก่าย ไปถึงตรงนั้น ทีนี้ย้อนกลับมานิดหนึ่ง เมื่อสักครู่ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติได้กล่าวว่า มันคิดเรื่องนี้ขึ้นมาได้อย่างไรทํานองนั้น จริง ๆ ผมได้กราบเรียนไว้ครั้งที่แล้วว่ามาตรานี้ เราเดินตามหลักที่เคยมีอยู่มาก่อนแล้ว คือเราเดินตามแนวของมาตรา ๖ พระราชบัญญัติ จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ซึ่งบัญญัติไว้ว่า ระเบียบ ของที่ประชุมใหญ่ตุลาการในศาลปกครองสูงสุด ตามมาตรา ๔๔ และมาตรา ๖๖ ต้องส่ง ให้สภาผู้แทนราษฎรในวันที่ออกระเบียบดังกล่าว เพื่อให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สามารถตรวจสอบได้ ถ้าต่อมามีการเสนอญัตติ และสภาผู้แทนราษฎรมีมติภายใน สามสิบวันนับแต่วันที่ส่งระเบียบดังกล่าวให้สภาผู้แทนราษฎรด้วยเสียงไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่ง ของจํานวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ ให้ยกเลิกระเบียบใดไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน ให้ที่ประชุมใหญ่ตุลาการในศาลปกครองสูงสุดดําเนินการให้เปึนไปตามนั้น นี่คือหลัก ที่ออกมาในสมัยที่รัฐบาลของ ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี นายชวน หลีกภัย เปึนผู้นําเสนอ แล้วท่านก็เปึนผู้รับสนองพระบรมราชโองการ หลักการนี้เราเห็นว่าเปึนหลักการที่ดี เพราะเปึนการตรวจสอบการใช้อํานาจของศาลปกครองสูงสุด ซึ่งถือว่าเปึนหลักการเท่าที่ผม ได้ทราบมาท่านประธานครับ ได้มีการเสนอญัตติเข้ามาแล้วในสภานะครับ ท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่อยู่ในสมัยนั้นท่านได้เล่าให้ผมฟังว่า ได้มีการเสนอญัตติ แล้วก็มีการดําเนินการตามมาตรา ๖ ไปแล้วนะครับ แต่ข้อบังคับของสภาจะเขียนไว้ อย่างไรผมไม่ทราบ แต่ทําไมเราไม่เดินตามมาตรา ๖ ของกฎหมายจัดตั้งศาลปกครอง ก็ผมได้กราบเรียนไว้ตั้งแต่แรกแล้วว่า เนื่องจากว่าข้อกําหนดที่ออกตามมาตรา ๔ ของพระราชบัญญัติระเบียบวิธีพิจารณาศาลรัฐธรรมนูญ มันเปึนข้อกําหนดที่ออกมาใช้ กับสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภาโดยตรง เราก็อยากให้สภาผู้แทนราษฎรมีโอกาส ได้ตรวจสอบข้อกําหนดนี้อีกทีหนึ่ง เพื่อที่จะเห็นว่าข้อกําหนดที่จะออกใช้บังคับกับท่านมันมี ความถูกต้อง ชอบธรรม เหมาะสมด้วยประการทั้งปวงแล้ว เพียงแต่ท่านให้ความเห็นชอบครับ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติเปึนห่วงว่าจะเข้ามาสภาอย่างไร ผมเองเรื่องนี้ก็ได้มีการคุยกันบ้าง แต่ว่าได้เสนอเปึนความคิดเห็นที่จะต้องลงมติกันในชั้นกรรมาธิการ คือเราเขียนว่า ให้นํามา เสนอขอความเห็นชอบ ก็เท่ากับว่าถ้าเห็นชอบก็ผ่านได้เลย แต่ถ้าหากว่ามันมีปัญหา ในการทํางานของสภา ท่านประธานครับ ผมคิดว่าถ้ากฎหมายนี้ผ่านไปในรูปแบบนี้ สภาก็คงจะต้องออกข้อบังคับมารองรับเรื่องนี้ว่ามันจะเปึนอย่างไร แต่ที่เขียนลักษณะนี้ แค่ขอความเห็นชอบ ถ้าท่านเห็นชอบก็ผ่านเลย ถ้าท่านไม่เห็นชอบก็ต้องกลับไปแก้ มาใหม่ นั่นคือหลักการโดยย่อในเรื่องนี้นะครับ แต่ผมคิดว่าสภาคงสามารถออกข้อบังคับ มารองรับได้ในเรื่องนี้

ทีนี้ผมขออนุญาตที่จะย้อนกลับไปชี้แจงที่ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติหลาย ท่านสงสัยว่าข้อกําหนดที่จะออกตามมาตรา ๔ นี้ เปึนข้อกําหนดที่เปึนอะไรกันแน่ เพราะท่านไปอ่านมาตรา ๓๐๐ ของรัฐธรรมนูญ มาตรา ๓๐๐ เขียนไว้ชัดเจนในทํานองว่า ในระหว่างที่ยังไม่มีพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณา ของศาลรัฐธรรมนูญให้ศาลรัฐธรรมนูญออกข้อกําหนดใช้บังคับไปก่อนเปึนเวลา ๑ ป้ มาตรา ๓๐๐ เขียนไว้อย่างนั้น เพราะฉะนั้นท่านก็เลยสงสัยว่า แล้วข้อกําหนดที่จะออก ตามมาตรา ๔ นี้ มันเปึนข้อกําหนดเดียวกันหรือเปล่า จริง ๆ แล้วโดยผลของมันผมอยากจะกล่าวเรียน ชี้แจงว่าโดยผลของมันแล้วมันก็คือหลักการเดียวกันนั่นเอง เพราะว่าผมขออนุญาตที่จะ อ่านมาตรา ๔ ย้อนกลับไปนิดหนึ่งว่ามาตรา ๔ เขียนไว้อย่างไร มาตรา ๔ ให้ประธาน ศาลรัฐธรรมนูญรักษาการตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนี้ และให้มีอํานาจ ออกข้อกําหนดของศาลโดยความเห็นชอบ ตรงนี้เปึนเรื่องที่คณะกรรมาธิการเพิ่มมานะครับ โดยความเห็นชอบจากคณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญเพื่อให้การดําเนินกระบวนพิจารณา ของศาลเปึนไปโดยความสะดวกรวดเร็วและเที่ยงธรรม ใจความสําคัญก็คือว่าเพื่อให้ การดําเนินกระบวนพิจารณาของศาลเปึนไปโดยความสะดวก รวดเร็วและเที่ยงธรรม ท่านประธานครับ ผมขออนุญาตที่จะไปพูดคําว่า การดําเนินกระบวนพิจารณา หรือว่า กระบวนพิจารณา นั้นได้เขียนไว้อย่างไร คําว่า กระบวนพิจารณา นี้ บทนิยามนี้ ในมาตรา ๓ เขียนไว้ชัดเจนว่า กระบวนพิจารณาหมายความว่าการพิจารณาคดี หรือการกระทําใด ๆ เกี่ยวกับคดี นี่คือตัวร่างเดิมนะครับ ซึ่งกระทําโดยคู่กรณีหรือโดยศาล หรือตามคําสั่งศาล ไม่ว่าการนั้นจะเปึนโดยคู่กรณีฝ์ายหนึ่งกระทําต่อศาลหรือต่อฝ์ายใด ฝ์ายหนึ่ง หรือศาลกระทําต่อคู่กรณีฝ์ายใดฝ์ายหนึ่งหรือทุกฝ์าย รวมถึงการส่งคําร้อง และการลงมติ การลงมติด้วยนะครับ ตลอดจนการปฏิบัติตามอํานาจหน้าที่ ตามรัฐธรรมนูญและกฎหมาย นี่คือร่างเดิมเขียนไว้อย่างนี้นะครับ คือรวมความว่าคําว่า กระบวนพิจารณา ก็ดังที่ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติว่ามันรวมถึงการวินิจฉัยคดีด้วยนะครับ ตอนแรกท่านประธานครับ พวกเราก็คิดว่าเราอยากเขียนบทนิยามคําว่า ข้อกําหนด ไว้ ก็คิดว่าจะเขียนเอาไว้เหมือนกัน แต่เกรงว่าถ้าเขียนคํานิยามคําว่า ข้อกําหนด ไว้แล้ว จะไม่สามารถเขียนจนครอบคลุมทั้งหมด เรื่องเล็ก เรื่องใหญ่จะเอาไว้อย่างไรนะครับ ในที่สุดมันก็เลยจะไปปรากฏตามมาตราต่าง ๆ ครับ ท่านประธานครับ มาตราต่าง ๆ มันจะเขียนเอาไว้ ผมจะขอกราบเรียนว่ามันจะไปปรากฏคําว่า ข้อกําหนด อยู่ในมาตรา ๘ มาตรา ๑๘ มาตรา ๒๑ มาตรา ๒๒ มาตรา ๒๘ มาตรา ๓๘ มาตรา ๔๒ มาตรา ๔๓ มาตรา ๕๒ มาตรา ๕๔ ซึ่งถ้าท่านประธานจะกรุณาอ่านดูมาตราที่ผมกราบเรียนมานี้ จะเห็นว่ามันก็มีเรื่องที่เกี่ยวกับกระบวนวิธีพิจารณาทั้งสิ้นนะครับ เปึนกระบวนวิธี พิจารณาความทั้งสิ้นนะครับ ผมจะขออนุญาตที่จะพูดถึงมาตรา ๑๘ ซึ่งถือว่าเปึนหัวใจ ของคําว่า ข้อกําหนด นะครับ มาตรา ๑๘ ผมเอาตามร่างเดิมของศาลรัฐธรรมนูญนะครับ ท่านยกร่างมาว่า กระบวนพิจารณาคดีให้เปึนไปตามบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญนี้ และข้อกําหนดของศาลตามมาตา ๔ ในกรณีที่ไม่มีบทบัญญัติ และข้อกําหนดดังกล่าวบัญญัติไว้โดยเฉพาะให้นําบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมาย วิธีพิจารณาความแพ่งมาใช้บังคับโดยอนุโลม มาตรา ๑๘ เปึนคําตอบที่ท่านสมาชิก ผู้ทรงเกียรติน่าจะไม่มีข้อกังขาว่าเรื่องข้อกําหนดก็คือวิธีพิจารณาความในศาลรัฐธรรมนูญ นั่นเอง เพียงแต่ว่าสิ่งใดที่ไม่สามารถเขียนไว้ใน ๕๕ มาตรานี้ได้ก็ไปเขียนเพิ่มเข้ามาทีหลัง โดยศาลรัฐธรรมนูญ ๙ ท่านที่จะมาออกข้อกําหนดตัวนี้ ผมจะย้อนกลับว่ามาตรา ๑๘ กระบวนพิจารณาคดีให้เปึนไปตามบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนี้ ก็คือ ๕๕ มาตรา และข้อกําหนดของศาลตามมาตรา ๔ ก็คือว่าบวกกับข้อกําหนด ของศาลตามมาตรา ๔ ด้วย แล้วก็ให้บวกกับประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งด้วย ในกรณีที่มันไม่มีอะไรที่เพียงพอจะตัดสินได้ก็ให้เอา ป. วิ. แพ่ง มาใส่เข้าไปอีก นี่คือ คําตอบของคําว่า ข้อกําหนด แต่ก็จริงอยู่ละครับท่านประธาน มันก็อาจจะมีเรื่องบางอย่าง เปึนเรื่องปลีกย่อยเหมือนที่กล่าวไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งนั่นละ มีแต่เรื่องใหญ่ ใหญ่มาก ใหญ่ลําดับลด ๆ มาจนกระทั่งเรื่องเล็ก ๆ แต่รวมความแล้วมันก็คือวิธีพิจารณา ทั้งนั้น เพราะนี่ก็คือสิ่งที่ผมอยากจะขออนุญาตกราบเรียนต่อท่านประธานว่าเดี๋ยวผมจะ ขอดูว่าท่านกังวลเรื่องอะไรบ้าง ก็คิดว่าในภาพรวมผมคิดว่ามันเปึนอย่างนี้ คือข้อกําหนด ก็คือกฎหมายวิธีพิจารณาที่เขียนเพิ่มขึ้นมานั่นเอง เมื่อเขียนเพิ่มขึ้นมาแล้วก็ต้องกลับ ที่เราต้องการคือต้องกลับมาให้สภานี้เห็นชอบอีกครั้งหนึ่ง ท่านประธานครับ ผมขออนุญาตเปรียบเปรยนิดหนึ่งท่านประธานคงไม่ว่าอะไรผมนะครับว่า สภาแห่งนี้ ผมว่าท่านประธาน รวมทั้งท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติท่านคงเคยอ่านนิทานเรื่อง อาลาดิน กับตะเกียงวิเศษนะครับ สภานี้ผมอยากจะเปรียบเหมือนตะเกียงวิเศษ ท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเสียงข้างมากท่านเปรียบเหมือนอาลาดิน ท่านสามารถ ปล่อยยักษ์มากี่ตัวก็ได้ครับ จะให้มีอํานาจอย่างไรก็ได้ เพียงแต่ท่านก็ไป ขูด ๆ ตะเกียงวิเศษยักษ์ก็ออกมา ท่านปล่อยมากี่ตัวแล้ว เราก็รู้ว่าท่านปล่อยมากี่ตัวแล้ว นะครับ นี่เรากําลังจะปล่อยมาอีกตัวหนึ่งครับ แล้วยักษ์ตัวนี้เปึนยักษ์ที่ไป ๆ มา ๆ จะมี อํานาจเหนืออาลาดิน แล้วก็ตัวอย่างของตะเกียงวิเศษกับอาลาดินเรื่องนั้นก็คือว่ามีอยู่ ครั้งหนึ่งก็คือว่าอาลาดินเผลอตะเกียงวิเศษไปตกอยู่ในมือพ่อมดครับ แล้วพ่อมด ก็เอายักษ์ตนนั้นมาคุมอาลาดินอีกที เรื่องนี้มันอาจจะเปึนอุทาหรณ์เกี่ยวกับเรื่องที่เรา กําลังพิจารณาอยู่ได้ แต่ผมก็ขออนุญาตที่จะเปรียบเปรยเพียงแค่นี้ครับ ขอบพระคุณครับ