สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๒ · ๑๔ สิงหาคม ๒๕๕๒

ประนูญ สุวรรณภักดี แสดงความกังวลเกี่ยวกับการจับกุมนายชยุต และนางฉวีวรรณ โดยกล่าวหาว่าพวกเขาถูกยัดข้อหาและถูกซ้อมจนถูกรีดเอาเงิน และขอให้สํานักงานตํารวจแห่งชาติดําเนินการตามมาตรการการแก้ไขปัญหาที่คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติได้เสนอไป นอกจากนี้ ยังหารือเรื่องการดําเนินคดีอาญา โดยมีความเห็นว่าไม่ควรจะร้องทุกข์ให้ทำคดี และต้องการให้รัฐสภาดําเนินการตามกฎหมาย

นายประนูญ สุวรรณภักดี รองเลขาธิการคณะกรรมการสิทธิมนุษยชน แห่งชาติ

กระผม นายประนูญ สุวรรณภักดี รองเลขาธิการคณะกรรมการสิทธิ มนุษยชนแห่งชาติ เปึนผู้แทนของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติได้รับมอบหมาย มาในวันนี้นะครับ ขอกราบเรียนท่านประธานที่เคารพ เรื่องที่เกิดขึ้นนะครับเปึนเรื่องของ ร้อยตํารวจเอก เชษฐพันธ์ วิชัยดิษฐ กับพวก ได้จับกุม นายชยุตแล้วก็นางฉวีวรรณ แล้วก็ ไปดําเนินคดีในข้อหาว่ามียาแอมเฟตามีน (Amphetamine) หรือที่เราเรียกกันง่าย ๆ ว่า ยาบ้า ไว้ในครอบครองเพื่อจําหน่ายและจําหน่าย ก็ได้มีการดําเนินคดีมาโดยตลอด ก่อนหน้านั้นระหว่างที่ดําเนินคดี ก็ปรากฏว่าทั้ง ๒ รายผู้ถูกกล่าวหา หรือตอนนั้นตกเปึน จําเลยแล้ว ได้ร้องเรียนมาที่คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติว่าไม่ได้รับ ความเปึนธรรม ถูกยัดข้อหาและถูกซ้อมตลอดจนถูกรีดเอาเงิน ก็ได้มีการตรวจสอบ ข้อเท็จจริง และสุดท้ายคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติเห็นว่าเปึนการที่ยัดข้อหา แล้วก็มีการซ้อมจริง ก็ได้มีมาตรการการแก้ไขไปยังสํานักงานตํารวจแห่งชาติว่า ให้ดําเนินคดีต่อ ร้อยตํารวจเอก เชษฐพันธ์ วิชัยดิษฐ กับพวกนะครับ ให้ดําเนินคดีอาญา และวินัยด้วย สําหรับรัฐบาลเองนั้นก็ได้มีข้อเสนอแนะเชิงนโยบายไปเกี่ยวกับเรื่อง การปัองกันมิให้เกิดการกระทําผิดเช่นนี้อีก แล้วก็ให้อบรมเจ้าหน้าที่ตํารวจให้กําชับให้มี การปฏิบัติหน้าที่โดยถูกต้องมากยิ่งขึ้น จากนั้นก็ได้มีคําพิพากษา จนกระทั่งมีการอุทธรณ์และในชั้นศาลฎีกา คือเรื่องนี้เจ้าหน้าที่ ตํารวจฟัองนะครับ สุดท้ายในเนื้อหาของศาลฎีกานะครับ ศาลฎีกาบอกว่ามีข้อความ สําคัญอยู่อย่างนี้ครับว่า ร้อยตํารวจเอก เชษฐพันธ์ และ สิบตํารวจโท ชัยยศ เบิกความ อ้างว่าหลังจากจับกุมจําเลยทั้งสองที่บ้านของสายลับได้แล้ว นําตัวไปควบคุมไว้ที่ บ้านหลังหนึ่ง ซึ่งอ้างว่าเปึนศูนย์ปฏิบัติการปราบปรามยาเสพติดเพื่อขยายผล จนกระทั่ง จําเลยทั้งสองยอมรับว่ามียาซุกซ่อนอยู่ที่บ้านอีก ศาลบอกว่าข้อเท็จจริงตามคําเบิกความ ของพยานโจทก์ทั้งสองที่กล่าวอ้างดังกล่าวนี้ยังเปึนพิรุธและน่าสงสัยอย่างยิ่ง เพราะ หากจําเลยทั้งสองถูกทําร้ายหรือถูกบังคับขู่เข็ญด้วยประการใดจริงแล้ว ก็เปึนการ ผิดปกติวิสัยที่จําเลยทั้งสองจะให้การยอมรับข้อเท็จจริงเพิ่มเติม อันนี้จะทําให้ได้รับโทษ หนักขึ้น การที่มีการควบคุมจําเลยทั้งสองไว้ อันนี้ผมขอสรุปรายละเอียดนะครับ ประมาณ ๒ วัน โดยไม่ได้นําตัวจําเลยทั้งสองไปมอบแก่พนักงานสอบสวนที่สถานีตํารวจ และเปึน การควบคุมไว้ โดยอ้างว่าเพื่อสอบขยายผล การควบคุมจําเลยทั้ง ๒ ดังกล่าวนั้น เปึนการ ควบคุมไว้เกินกว่าความจําเปึนตามพฤติการณ์แห่งคดี ร้อยตํารวจเอก เชษฐพันธ์ กับพวก ไม่มีอํานาจกระทําได้โดยชอบด้วยกฎหมาย การกระทําของพยานโจทก์ดังกล่าว ส่อแสดง ให้เห็นอย่างชัดเจนถึงพฤติกรรมอันมิชอบที่พยานโจทก์กระทําต่อจําเลยทั้งสอง แล้วก็มา ว่าข้อเท็จจริงจึงไม่น่าเชื่อว่าพยานโจทก์ทั้งสอง ซึ่งเปึนผู้ร่วมจับกุมกับพวกตรวจยึดได้ ยาเม็ดเเอมเฟตามีนของกลางในวัน เวลา และสถานที่ต่าง ๆ ดังที่เบิกความ ทั้งยังฟังไม่ได้ ว่าจําเลยทั้งสองให้การรับสารภาพตามเอกสารบันทึกการจับกุมด้วยความสมัครใจ และเข้าใจความจากที่บันทึกไว้ในบันทึกการจับกุมดังกล่าวเปึนอย่างดีก่อนลงลายมือชื่อ พยานหลักฐานโจทก์ไม่มีน้ําหนักเพียงพอที่จะฟังลงโทษได้ แล้วก็จะฎีกาทั้งสองฟังขึ้น โดยสรุปว่าในเนื้อหาแห่งคําพิพากษาศาลฎีกาดังกล่าวนี้บอกว่า การที่พยานโจทก์ทั้งสอง ควบคุมตัวจําเลยไว้เกินกว่าความจําเปึน และศาลเชื่อว่าน่าจะมีการซ้อมจริง การกระทํา ดังกล่าวเปึนการกระทําที่ผิดกฎหมาย และเปึนการละเมิดสิทธิมนุษยชน ในเนื้อหาดังกล่าวนี้ เมื่อมีคําพิพากษาฎีกาดังกล่าวออกมา คณะกรรมการสอบสวน เมื่อได้รับทราบคําพิพากษาฎีกาดังกล่าว ได้ส่งเนื้อหาของคําพิพากษาฎีกาไปให้ สํานักงานตํารวจแห่งชาติพิจารณาดําเนินการ และในขณะเดียวกันก็ส่งไปให้ ท่านนายกรัฐมนตรีพิจารณาสั่งการให้สํานักงานตํารวจแห่งชาติ ดําเนินการตามมาตรการ การแก้ไขปัญหาที่คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ได้เสนอไป ก็ปรากฏว่า ท่านนายกรัฐมนตรีได้ส่งเรื่องให้สํานักงานตํารวจแห่งชาติ สํานักงานตํารวจแห่งชาติส่งให้ ตํารวจภูธรภาค ๘ ตํารวจภูธรภาค ๘ รายงานกลับมาบอกยืนยันตามเดิม ตามที่เคยแจ้ง มาที่คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติว่า ได้ดําเนินการสอบสวนแล้ว ปรากฏว่า พยานหลักฐานไม่มีหรือไม่มีน้ําหนักพอที่จะฟังว่า เจ้าหน้าที่ดังกล่าวได้กระทําผิดอาญา หรือกระทําผิดวินัย และได้สั่งยุติเรื่องไปแล้ว ยืนยันมาอย่างเดิม และในส่วนของคดีอาญา นั้นก็ได้ตอบมาบอกว่า ไม่มีผู้เสียหายไปแจ้งความจึงไม่อาจที่จะดําเนินการต่อไปได้ เมื่อคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติได้รับทราบการแจ้งกลับ ก็มีความเห็นดังนี้ครับ คือว่าในเรื่องของการสอบสวนทางวินัย ก็เห็นว่า ข้อมูลที่แจ้งกลับมาเปึนข้อมูลที่เคยแจ้งให้แล้วไม่ได้เปึนข้อมูลใหม่แต่อย่างใด และทาง สํานักงานตํารวจแห่งชาติก็น่าจะได้มีการที่หยิบยกเรื่องนี้ขึ้นพิจารณาใหม่

ประการที่ ๒ ในเรื่องของการกระทําผิดอาญา การที่แจ้งมาว่าไม่มีผู้ใดแจ้ง ความให้ดําเนินคดีจึงไม่ได้ดําเนินการนั้น คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ มีความเห็นว่าเรื่องร้องเรียนนี้ไม่ใช่เรื่องส่วนตัวแต่เปึนคดีอาญา ซึ่งตํารวจมีอํานาจในการ สืบสวนคดีดังกล่าวได้ตามกฎหมายโดยไม่ต้องมีผู้ร้องทุกข์แต่อย่างไร ดังนั้น คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติก็ได้เห็นว่า เมื่อ ฯพณฯ นายกรัฐมนตรีได้ส่งเรื่องให้ สํานักงานตํารวจแห่งชาติดําเนินการแล้ว สํานักงานตํารวจแห่งชาติก็มิได้ดําเนินการ แต่อย่างใด จึงต้องด้วยมาตรา ๓๑ แห่งพระราชบัญญัติคณะกรรมการสิทธิมนุษยชน แห่งชาติ ก็จึงส่งเรื่องมายังรัฐสภาอันทรงเกียรติแห่งนี้เพื่อพิจารณาดําเนินการต่อไปครับ