สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๘ · ๑๕ ตุลาคม ๒๕๕๒

สาธิต ปีตุเตชะ หารือเรื่องการแก้ไขกฎหมายวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะมาตรา 3 และขอให้เพิ่มคำอธิบายให้ชัดเจน นอกจากนี้ยังเรียกร้องให้สอดคล้องกับกฎหมายรัฐธรรมนูญ และเน้นย้ำถึงความสำคัญของการให้ความชัดเจนในการใช้กฎหมาย

นายสาธิต ป่ตุเตชะ กรรมาธิการ

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ผม สาธิต ป่ตุเตชะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดระยอง พรรคประชาธิปัตย์ ผมเปึน กรรมาธิการเสียงข้างน้อยที่สงวนความเห็นไว้ ก่อนอื่นต้องกราบเรียนท่านประธานว่า กฎหมายฉบับนี้เปึนกฎหมายวิธีพิจารณา ซึ่งหมายความว่าเปึนกฎหมายที่กําหนดขั้นตอน วิธีการของการปฏิบัติหน้าที่ในศาลรัฐธรรมนูญ ผมอาจจะเห็นต่างกับเพื่อนสมาชิก ซึ่งเพิ่งอภิปรายเมื่อสักครู่นะครับ ในเมื่อศาลรัฐธรรมนูญเปึนคนที่ปฏิบัติหน้าที่ ก็น่าจะมี ความเข้าใจเกี่ยวกับอุปสรรคขั้นตอนการทํางาน เพราะฉะนั้นเมื่อเปึนกฎหมายเรื่องวิธีการ ทํางาน ผมคิดว่าศาลรัฐธรรมนูญหรือว่าผู้ปฏิบัติงานก็ควรที่จะมีส่วนในการคิด ในการ ร่างข้อกําหนดต่าง ๆ ในการทําหน้าที่ ท่านประธานที่เคารพครับ ขออนุญาตเข้ามาสู่ เนื้อหาในมาตรา ๓ มาตรา ๓ กรรมาธิการเสียงส่วนใหญ่ได้แก้คําว่า คดี ซึ่งความจริง คําว่า คดี มีอยู่หลายมาตรา แต่บังเอิญว่ามาตรา ๓ เปึนมาตราแรก กรรมาธิการ เสียงส่วนใหญ่ก็ขอแก้ไขเปลี่ยนคําว่า คดี เปึน เรื่องที่พิจารณา ที่กรรมาธิการเสียงส่วนใหญ่ ขอแก้ไขอีกส่วนหนึ่งก็คือในวรรคสอง ในตอนสุดท้ายของวรรคสองก็ขอแก้ไขคําว่า กฎหมายเปึน พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ในส่วนที่ ๓ กรรมาธิการเสียงส่วนใหญ่ ก็ได้แก้หรือเติมคําว่า นั่ง เข้าไปในส่วนของการพิจารณา แล้วก็เติมคําว่า หรือการวินิจฉัย ชี้ขาดของศาล หรือตุลาการ โดยจะออกนั่งบัลลังก์หรือไม่ก็ตาม

ประเด็นสุดท้ายกรรมาธิการเสียงส่วนใหญ่ก็ไปเพิ่มเติมคํานิยามของคําว่า ข้อพิพาท ซึ่งให้ความหมายว่า ข้อขัดแย้ง ข้อโต้แย้ง หรือข้อเรียกร้องเกี่ยวกับ สิทธิและหน้าที่ตามกฎหมาย และหมายความรวมถึงข้อขัดแย้งอันเปึนปฏิปักษ์ต่อกัน ทางการเมือง ผมขออนุญาตให้เหตุผลท่านประธานเปึนเรื่อง ๆ ดังต่อไปนี้นะครับ

สําหรับในประเด็นเรื่องการที่คณะกรรมาธิการเสียงส่วนใหญ่เปลี่ยนคําว่า คดี เปึน เรื่องพิจารณา ด้วยความเคารพกรรมาธิการเสียงส่วนใหญ่ผมก็พยายาม นั่งฟังเหตุและผลว่าคณะกรรมาธิการเสียงส่วนใหญ่จะมีเหตุผลอะไรในการที่จะมาเปลี่ยน คําว่า คดี ซึ่งก็เปึนที่ยอมรับทั่วไปนะครับว่า ในศาลสถิตยุติธรรมทั่วไปการใช้คําว่า คดี พอพูดคําว่า คดี พี่น้องประชาชน คู่ความ ทนายความแต่ละฝ์าย คนในสังคมเข้าใจตรงกัน ครับว่า เปึนเรื่องที่เปึนประเด็นข้อพิพาทหรือเปึนเรื่องที่เปึนข้อขัดแย้งที่นํามาสู่ การพิจารณา ยกตัวอย่างเช่น เวลาคดีที่เข้าสู่การพิจารณาของคดีในศาลยุติธรรมทั่วไป ก็ใช้คําว่า คดีดําหมายเลขที่ หลังจากที่ศาลมีคําพิพากษาก็เปลี่ยนจากคําว่า คดีดํา เปึน คดีแดง พอพูดถึงคําว่า คดี ทุกคนก็เข้าใจตรงกันว่า อันนี้เปึนเรื่องที่มาสู่การพิจารณา ของศาล แต่ถ้าสมมุติว่ากรรมาธิการเสียงส่วนใหญ่จะใช้คําว่า เรื่องพิจารณา ผมก็ ไม่แน่ใจว่า พอเราพูดถึงเรื่องพิจารณาอาจจะเปึนเรื่องการพิจารณาคําร้อง หรือคําสั่ง ในการพิจารณา อันนี้มันก็ยังไม่ชัดเจนว่าเรื่องพิจารณามันจะมีความหมายใกล้เคียงกับ คดีอย่างไร

ประเด็นถัดไปนะครับ เพื่อนสมาชิกได้พูดไว้หลายท่านนะครับว่า คําว่า คดี ได้ถูกเขียนไว้อย่างชัดเจนในกฎหมายรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๙๗ มาตรา ๑๙๘ เพื่อให้ สอดคล้องกับการตราร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยกฎหมายวิธี พิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญฉบับนี้

ประเด็นเรื่องที่คณะกรรมาธิการเสียงส่วนใหญ่ได้แก้ไขคําว่า กฎหมาย เปึนพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ก็เปึนความชัดเจนอยู่เองแล้วนะครับว่า ในร่าง กฎหมายที่ศาลเสนอมาที่สภาแห่งนี้ก็เสนอคําว่า ให้ศาลตัดสินพิจารณาคดีตามอํานาจ หน้าที่ ตามรัฐธรรมนูญและกฎหมาย นั่นหมายความว่าเป่ดกว้างสําหรับที่ศาลจะหยิบยก ทั้งกฎหมายที่เปึนพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้หรือจะไป หยิบยกกฎหมายอื่นขึ้นมาประกอบในการพิจารณาด้วย เพราะฉะนั้นถ้ากรรมาธิการ เสียงส่วนใหญ่ตัดคําว่า กฎหมาย เขียนคําว่า พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ไว้ ก็จะเปึนการตีเส้นหรือขีดวงให้แคบ บางทีศาลอาจจะไปพิจารณาคดีที่เกี่ยวข้องกับ กฎหมายฉบับอื่น จําเปึนที่ต้องหยิบยกกฎหมายฉบับอื่นมาประกอบในการพิจารณา ก็ต้องอย่าลืมนะครับท่านประธานว่าศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยเปึนกฎหมายมหาชน ที่เกี่ยวข้องกับสถาบันหรือองค์กรที่มีหน้าที่ในการดูแลปกครองบ้านเมือง เพราะฉะนั้น การที่จะต้องเป่ดกว้างสําหรับให้ศาลที่จะหยิบยกกฎหมายอื่นมาร่วมประกอบพิจารณา ในการตัดสินเปึนเรื่องที่จําเปึนแล้วก็สําคัญนะครับ

ส่วนประเด็นการที่กรรมาธิการเสียงส่วนใหญ่ได้แก้หรือเติมคําว่า นั่งพิจารณา ความจริงในวรรคนี้ผมเรียนท่านประธานว่า หลังจากที่กรรมาธิการ เสียงส่วนใหญ่แก้แล้วความหมายก็ไม่ได้เปลี่ยนแปลงอะไร ร่างที่ ๓ เสนอมาก็เปึน การเขียนเพื่อให้คํานิยามว่าการพิจารณาคดีคืออะไร ผมขออนุญาตอ่านให้ท่านประธาน ฟังว่า สําหรับร่างเดิมที่เสนอสู่สภาคือ การพิจารณาคดีหมายความว่า การไต่สวน หรือการประชุมปรึกษาเพื่อพิจารณาและวินิจฉัย ก็เขียนความหมายกว้าง ๆ ว่า การพิจารณาคดีคืออะไรนะครับ แต่กรรมาธิการเสียงส่วนใหญ่ก็ไปแก้ในเรื่องของการใช้ คําว่า การนั่งพิจารณา แล้วก็ตัดคําว่า คดี ไป อันนี้ผมเข้าใจว่าเพื่อความสอดคล้องกับ การที่ไปเปลี่ยนคําว่า คดี เปึน เรื่องพิจารณา นะครับ กรรมาธิการเสียงส่วนใหญ่ ไปเพิ่มเติมคําว่า หรือการชี้ขาดของศาลหรือตุลาการโดยจะออกนั่งบัลลังก์หรือไม่ก็ตาม อันนี้ก็ชัดเจนว่าในความหมายของกรรมาธิการเสียงส่วนใหญ่ก็หมายความว่า การนั่งพิจารณานั้นไม่จําเปึนที่ต้องนั่งเปึนองค์คณะในการรับฟังข้อเท็จจริงในการที่ พยานมาให้การ ซึ่งความหมายก็ไม่ได้แตกต่างกัน เพียงแต่จะเพิ่มความสับสนนะครับ ว่าสุดท้ายแล้วการนั่งพิจารณาคดีในคดีของศาลรัฐธรรมนูญมันมีความหมายว่า จะต้องให้ ศาลรัฐธรรมนูญออกนั่งบัลลังก์เพื่อตัดสินเสมอไปหรือไม่ อันนี้ก็ยิ่งเพิ่มความสับสนให้กับ พี่น้องประชาชนถ้าเปลี่ยนไปตามกรรมาธิการเสียงส่วนใหญ่

ท่านประธานที่เคารพครับ ในประเด็นสุดท้ายเรื่องข้อพิพาท ความจริง ความหมายที่กรรมาธิการเสียงส่วนใหญ่ให้คํานิยามของคําว่า ข้อพิพาท ไว้ ตอนแรกก็ฟังดูดี นะครับว่า ข้อพิพาท หมายความว่า ข้อขัดแย้ง ข้อโต้แย้ง ข้อเรียกร้องเกี่ยวกับสิทธิและ หน้าที่ตามกฎหมาย แต่ที่สําคัญก็คือว่ากรรมาธิการไปเขียนสุดท้ายว่า และหมายความ รวมถึงข้อขัดแย้งอันเปึนปฏิปักษ์ต่อกันทางการเมือง ซึ่งอันนี้มันฟังดูแล้วการไปตีความ ในประเด็นหลัง ผมยังคิดว่าจะเปึนการตีความว่าเข้าในเรื่องของข้อพิพาทหรือไม่ ที่สําคัญ ที่สุดก็คือว่าถ้าเราเขียนคําจัดกัดความในเรื่องนี้ไว้ก็จะเปึนเหมือนกับเปึนข้อจํากัดของการที่ จะไปยึดโยงกับการทําหน้าที่ของศาล ในกรณีที่เปึนเหตุคัดค้านในมาตรา ๑๐ ถึงมาตรา ๑๕ ซึ่งมีรายละเอียดมากพอสมควรนะครับ อาจจะเปึนการหยิบยกขึ้นมา เพื่อเปึนเหตุในการที่จะคัดค้านผู้ที่มาเปึนตุลาการศาลรัฐธรรมนูญได้ เพราะฉะนั้น ผมเรียนว่าผมได้สงวนความเห็นเพื่อให้กลับมาใช้ที่ร่างเดิมนะครับ เพราะผมเห็นว่าเนื้อหา เนื้อความในร่างเดิมมีความกระชับแล้วก็มีความชัดเจนในทุกถ้อยคําและในทุก ความหมาย เพราะฉะนั้นก็ขอสงวนความเห็นไว้ให้กลับไปที่ร่างเดิมครับ