จุมพฏ อภิปรายเปลี่ยน "คดี" เป็น "เรื่องพิจารณา"

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๘ · ๑๕ ตุลาคม ๒๕๕๒

จุมพฏ บุญใหญ่ อธิบายความแตกต่างระหว่างคำว่า "คดี" และ "เรื่องพิจารณา" โดยชี้แจงเหตุผลทางวิชาการและหลักนิติศาสตร์ว่าทำไมคณะกรรมาธิการจึงเสนอใช้คำว่า "เรื่องพิจารณา" แทน "คดี" ในร่างกฎหมาย โดยอ้างอิงจากนิยามพจนานุกรมและยกตัวอย่างประวัติศาสตร์การวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญในอดีตเพื่อสนับสนุนข้อเสนอนี้ จุมพฏ บุญใหญ่ อภิปรายความแตกต่างระหว่างศาลยุติธรรมและศาลปกครอง โดยชี้ว่าศาลรัฐธรรมนูญเป็นองค์กรวินิจฉัยไม่ใช่ผู้พิพากษา จึงเสนอให้แก้ไขคำในร่างกฎหมายจาก "คดี" เป็น "เรื่องพิจารณา" เพื่อสอดคล้องกับอำนาจหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญ จุมพฏ บุญใหญ่ หารือความแตกต่างระหว่างคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญกับคำพิพากษาของศาลอื่น โดยชี้ว่าคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญมีผลผูกพันต่อองค์กรทุกแห่งและไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ ในขณะที่คำพิพากษาศาลยุติธรรมอาจถูกแก้ไขได้ และเสนอให้ใช้คำว่า "เรื่อง

นายจุมพฏ บุญใหญ่ กรรมาธิการ

กราบเรียนท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ กระผม จุมพฏ บุญใหญ่ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัด สกลนคร เขต ๒ ในฐานะกรรมาธิการ ท่านประธานครับ คําว่า คดี กับ เรื่องพิจารณา เปึนถ้อยคําที่อยู่ในบทนิยามมาตรา ๓ และคําว่า เรื่องพิจารณา ที่เอามาแทนคําว่า คดี นั้น ผู้เสนอก็คือผม ก็จะขอชี้แจงเฉพาะถ้อยคํานี้ในส่วนที่กระผมได้เกี่ยวข้องตามที่ ท่านประธานคณะกรรมาธิการได้มอบหมาย ท่านประธานที่เคารพครับ ในการ ร่างบทบัญญัติแห่งกฎหมายนั้น ถ้าถ้อยคําใดที่กฎหมายมีความประสงค์ที่จะให้มี ความหมายเฉพาะก็จะมีบทนิยาม ท่านประธานที่เคารพ แต่ถ้าถ้อยคําใดที่ไม่ต้องการให้มี ความหมายเฉพาะ คือให้มีความหมายที่เปึนภาษาทั่ว ๆ ไป ใครฟังแล้วก็เข้าใจได้ ก็จะไม่ต้องเขียนบทนิยามไว้เมื่อพูดถึงความหมายของถ้อยคํา ท่านประธานที่เคารพครับ เพื่อความทันสมัย กระผมก็จะขออ้างพจนานุกรมและถ้อยคําในพจนานุกรม ซึ่งศาลรัฐธรรมนูญที่วินิจฉัยคดีก็ได้เคยใช้พจนานุกรมในการวินิจฉัยคดีมาแล้ว ท่านประธานครับ มาดูพจนานุกรมคําว่า คดี ซึ่งในพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน หน้า ๒๑๕ บอกว่า คําว่า คดี เปึนคํานาม ถ้าใช้ในความหมายของกฎหมาย คดี แปลว่า เรื่องหรือความที่ฟัองร้องหรือกล่าวหากันในทางกฎหมาย ซึ่งต้องดําเนินการตามกระบวน วิธีพิจารณาความตามที่กฎหมายกําหนดไม่ได้ เช่น คดีแพ่ง คดีอาญา คดีปกครอง ไม่มีคําว่า คดีรัฐธรรมนูญ อยู่ในคํานิยาม ของพจนานุกรม ท่านประธาน แล้วยังมีความหมายต่อไปว่าคดีหมายเลขแดงก็เปึนคําที่ใช้ ในภาษากฎหมายเท่านั้น เปึนคํานาม คือคดีที่ศาลได้มีคําพิพากษา หรือคําสั่งวินิจฉัย ชี้ขาดคดี หรือคําสั่งจําหน่ายคดีออกจากสารบบความ หรือมีคําสั่งจําหน่ายคดีชั่วคราวแล้ว ทีนี้มาดูคําว่า เรื่อง ครับท่านประธาน เพราะคดีมันจะเกี่ยวกับเรื่อง เรื่อง ในพจนานุกรม หน้า ๙๗๕ ก็บอกว่าเปึนคํานามเหมือนกัน ความหมายของคําว่า เรื่อง คือภาวะ หรือเนื้อหาของสิ่งซึ่งเนื่องกับข้อเท็จจริงหรือเหตุการณ์อย่างใดอย่างหนึ่งโดยเฉพาะ และคําว่า เรื่อง ยังหมายถึงคําว่าเนื้อความและยังหมายความว่าคดีอีกด้วย ท่านประธาน ที่เคารพ หรือยังหมายความว่าเหตุ ฉะนั้นคําว่า เรื่อง กับ คดี มันก็เปึนความหมาย ที่คล้ายกัน แต่เหตุใดคณะกรรมาธิการหรือกระผมถึงได้เสนอใช้คําว่า เรื่องพิจารณา มาแทนคําว่า คดี อยู่ตรงนี้ท่านประธานครับ อยู่ที่ความแตกต่าง ตรงนี้เองที่ท่านสมาชิก ผู้ทรงเกียรติจะใช้ตัดสินว่าจะลงมติให้ใช้คําว่า เรื่องพิจารณา แทนคําว่า คดี ตามที่ กรรมาธิการได้เสนอหรือไม่ คือความแตกต่างครับ ท่านประธานครับ ความแตกต่าง ของอะไร ผมจะขออนุญาตท่านได้ใช้เวลาสักเล็กน้อยผมจะพูดไปที่หลักวิชาล้วน ๆ ไม่เกี่ยวกับอคติใด ๆ ที่ท่านสมาชิกได้เสนอ ผมไม่เคยมีอคติต่อศาลรัฐธรรมนูญนะครับ ท่านประธานที่เคารพครับ เรามาดูว่าศาลรัฐธรรมนูญคืออะไร ศาลรัฐธรรมนูญถ้าจะพูด จริง ๆ ถ้าเราลบคําว่า ศาล ออกไป ก็คือองค์กรที่จะวินิจฉัยความชอบด้วยรัฐธรรมนูญ องค์กรที่วินิจฉัยนี้ถ้าจะย้อนไปประวัติศาสตร์ของประเทศไทยตั้งแต่มีการปกครองระบอบ ประชาธิปไตยมามีคดีสําคัญคดีหนึ่งเปึนคดีประวัติศาสตร์ นั่นคือคดีอาชญากรสงครามครับ ท่านประธาน รัฐธรรมนูญสมัยนั้นได้เขียนไว้ว่า สภาผู้แทนราษฎรมีอํานาจวินิจฉัย ความชอบด้วยรัฐธรรมนูญ แต่ศาลฎีกาสมัยนั้นบอกว่า เมื่อนิติบัญญัติเปึนผู้ตรากฎหมาย แล้วศาลเปึนผู้ใช้กฎหมาย นิติบัญญัติจะมาตีความหรือใช้กฎหมายไม่ได้ต้องให้ศาล เปึนองค์กรที่จะวินิจฉัยความชอบด้วยรัฐธรรมนูญ เมื่อสภาผู้แทนราษฎรสมัยนั้น ออกพระราชบัญญัติอาชญากรสงครามย้อนหลังไปเอาโทษซึ่งเปึนข้อห้ามที่หลักสากลทั่วไป บอกว่าจะออกกฎหมายย้อนหลังไปเอาโทษไม่ได้ ศาลฎีกาจึงตัดสินว่าพระราชบัญญัติ อาชญากรสงครามในเฉพาะบทบัญญัติที่มีเนื้อหาย้อนหลังไปเอาโทษคนที่กระทําผิดนั้นไม่ได้ ตอนนั้นศาลท่านปกปัองนะครับ แต่มา ณ ปัจจุบันถ้าจําได้รัฐธรรมนูญฉบับนี้เมื่อมีการ ปฏิวัติรัฐประหาร ไม่มีอคติแต่ยกข้อเท็จจริงทางการเมืองขึ้นมา มีการออกกฎหมาย ย้อนหลังไปเอาโทษในคดียุบพรรคการเมืองครับ ซึ่งตุลาการรัฐธรรมนูญตามรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๙ ก็มิได้ตัดสินเหมือนคําพิพากษาศาลฎีกาในอดีตนั้น ไม่คุ้มครองก็ตัดสิน ไปลงโทษย้อนหลัง ทีนี้ท่านประธานที่เคารพ ผมพูดถึงองค์กรวินิจฉัยความชอบ ด้วยรัฐธรรมนูญนั้น ประเทศในโลกนี้มีอยู่ ๓ รูปแบบ รูปแบบที่ ๑ คือให้ศาลยุติธรรม เปึนผู้วินิจฉัย อย่างเช่นในอดีตศาลยุติธรรมวินิจฉัย แต่มาปัจจุบันไม่ให้ศาลยุติธรรม วินิจฉัย ทีนี้มารัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๙ ให้ตุลาการรัฐธรรมนูญเปึนผู้วินิจฉัย ท่านประธานครับ ผมก็ไม่ได้เล่าเรียนต่างประเทศไม่รู้ว่าภาษาฝรั่งมันใช้ว่าอะไร แต่เข้าใจเขาใช้คําว่า ชิบูนอน (Shibunon) หรืออะไร คือในรูปแบบของคณะกรรมการหรือตุลาการรัฐธรรมนูญ ตุลาการรัฐธรรมนูญไม่ใช่ศาลนะครับ แต่เปึนองค์กรที่ตั้งขึ้นมาเพื่อวินิจฉัยความชอบ ด้วยรัฐธรรมนูญ ทีนี้รัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๐ และป้ ๒๕๕๐ ได้ให้องค์กรที่จะวินิจฉัย ความชอบด้วยรัฐธรรมนูญนั้นอยู่ในรูปแบบของศาล ตรงนี้เองท่านประธานครับ จึงจะไป อยู่ที่ความแตกต่างของศาลรัฐธรรมนูญและความแตกต่างของศาลยุติธรรม

ท่านประธานที่เคารพ ผมย้ําอีกครั้งครับ ศาลรัฐธรรมนูญไม่ใช่ศาลยุติธรรม แต่ไม่ใช่ความหมายว่าศาลรัฐธรรมนูญไม่ยุติธรรมนะครับ ในอดีตประเทศไทยของเรา ใช้ระบบศาลเดี่ยว ท่านประธานครับ คือมีศาลยุติธรรมเพียงศาลเดียว ต่อมาเมื่อป้ ๒๕๔๐ มีรัฐธรรมนูญกําหนดให้ใช้ระบบศาลคู่มีศาลปกครองขึ้นมา ศาลยุติธรรมจะใช้วิธีการ กล่าวหา ระบบกล่าวหาคือผู้ใดกล่าวอ้างผู้นั้นต้องพิสูจน์ แต่ศาลปกครองเปึนศาลคู่ ที่คู่ขึ้นมาใช้ระบบการไต่สวน ศาลจะมีอํานาจหน้าที่ไต่สวนข้อเท็จจริงทั้งหมดก่อนตัดสินคดี ท่านประธานที่เคารพ ความแตกต่างของถ้อยคําที่จะเห็นได้ชัดก็คือ ในศาลยุติธรรมนั้น ผู้เสนอคดีต่อศาลคือโจทก์และจําเลย ในบทนิยามของพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาความ ในคดีแพ่งและคดีอาญานั้นจะใช้คําว่า โจทก์ จําเลย ใช้คําว่า คําฟัอง แต่ในคดีศาลปกครอง ท่านประธานที่เคารพ เขากลับใช้คําว่า ผู้ฟัองคดีและผู้ถูกฟัองคดี ตัวนี้ยังอยู่ในศาลครับ ยังอยู่ในคําว่า คดี อยู่ ทีนี้มาศาลรัฐธรรมนูญผมกราบเรียนแล้วว่าความแตกต่างก็คือ เราจะให้ประเทศนี้ได้แยกออกให้เห็นชัดว่าศาลรัฐธรรมนูญนั้นเปึนองค์กรวินิจฉัย ความชอบด้วยรัฐธรรมนูญซึ่งไม่ควรจะติดยึดอยู่ในรูปแบบของผู้พิพากษา ท่านประธานที่ เคารพครับ อยู่ในมือผมนี้นะครับ เปึนเอกสารที่เผยแพร่โดยสํานักงานศาลรัฐธรรมนูญ แบบพิมพ์ที่ศาลรัฐธรรมนูญใช้ท่านประธานครับ ศาลรัฐธรรมนูญมีตราครุฑนะครับ วันที่ ถ้าใครจะเสนอเรื่องต่อศาลรัฐธรรมนูญ ในนี้ก็จะบอกว่า ระหว่าง ถ้าในศาลยุติธรรม จะบอกว่าคดีระหว่างใครเปึนโจทก์ ใครเปึนจําเลย ตัวนี้เขาใช้คําว่า ผู้ร้อง และผู้ถูกร้อง ซึ่งในพระราชบัญญัติที่เสนอนี้เองครับก็ไม่ได้บอกให้คํานิยามว่า โจทก์ หรือ จําเลย นะครับ ให้คํานิยามคือ ผู้ร้อง และ ผู้ถูกร้อง เท่านั้น ซึ่งอันนี้จะไปสอดคล้องกับรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๑๔ ครับ ที่ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติทางฟากพรรคเพื่อไทย ขออนุญาต เอ่ยนามครับ ท่านวิเชียร ขาวขํา ได้อภิปรายไปแล้วนั่นคือ ใช้คําว่า ให้เสนอเรื่อง เพื่อพิจารณาครับ ถ้อยคําตรงนี้ครับที่เรามาใช้แทนคําว่า คดี ทีนี้มาดูเนื้อหาที่ขึ้นสู่ ศาลรัฐธรรมนูญว่า เนื้อหาที่ขึ้นสู่ศาลรัฐธรรมนูญนั้นเปึนเรื่องที่พิพาทกันจนอีกฝ์ายหนึ่ง ต้องแพ้ อีกฝ์ายหนึ่งต้องชนะหรือไม่ ท่านประธานครับ ผมขอเอาเอกสารวิชาการ ของศาลรัฐธรรมนูญมาอ้างครับ ไม่ใช่ของผมนะครับ เรื่องที่ขึ้นสู่ศาลรัฐธรรมนูญนั้น ตามมาตรา ๑๑๔ ศาลรัฐธรรมนูญมีอํานาจวินิจฉัยความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของเงื่อนไข การตราพระราชกําหนดครับ ไม่ได้บอกว่าศาลรัฐธรรมนูญมีอํานาจพิพากษาคดีนะครับ พอมาโยงตรงนี้ท่านประธาน ผมขออ้างพจนานุกรมอีกแล้วครับ เพื่อความทันสมัย เลียนแบบศาลรัฐธรรมนูญหน่อยครับ ท่านประธานที่เคารพครับ ในพจนานุกรม คําพิพากษานี้อยู่หน้าที่ ๗๘๙ บอกว่าเปึนคํากิริยา ถ้าใช้ในกฎหมายแปลว่า ตัดสินคดีโดยศาล ท่านประธานครับ ในบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมทุกมาตราไม่ได้บอกว่าศาลรัฐธรรมนูญ พิพากษาคดีเลยแม้แต่แห่งเดียวนะครับ มีแต่บอกว่าศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยเท่านั้นครับ นี่คือความแตกต่างที่เราจะให้มีหรือไม่ในพระราชบัญญัตินี้ ถ้าจะให้มีความแตกต่าง ก็ต้องเปลี่ยนจากคําว่า คดี เปึน เรื่องพิจารณา ถ้าจะไม่ให้แตกต่างท่านก็ยืนคําว่า คดี ได้

ทีนี้ท่านประธานที่เคารพมาดูอีกครับ เรียกตุลาการ ในบทนิยาม ในการ แปลความหมายพจนานุกรม หน้า ๗๘๙ คําว่า พิพากษา ซึ่งเปึนคํากิริยา เมื่อจะเรียก ตุลาการผู้ทําหน้าที่ตัดสินดังกล่าวว่า ผู้พิพากษา ครับ เราไม่ได้เคยเรียกว่า ผู้พิพากษา ศาลรัฐธรรมนูญ เราเรียก ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ แต่เราเรียกว่า ผู้พิพากษาศาลแพ่ง ผู้พิพากษาศาลอาญา ผู้พิพากษาศาลปกครอง นี่คือความแตกต่างที่กรรมาธิการ เสียงข้างมากต้องการให้ปรากฏในร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ แล้วมาดูอีกทีท่านประธานครับ ในหน้าเดียวกัน ในบทนิยามเดียวกันนี้ของพจนานุกรม เรียกคําตัดสินนั้นว่า คําพิพากษา ท่านประธานที่เคารพครับ นั่นก็คือถ้าศาลชี้ขาดตัดสิน ถ้าเปึนศาลแพ่ง ศาลอาญา ศาลปกครอง ก็เรียกคําว่า พิพากษา แต่ศาลรัฐธรรมนูญ ท่านประธานที่เคารพ ท่านจะบอกว่า คําวินิจฉัยเรื่องเสร็จที่เท่านั้น เรื่องเสร็จที่เท่านี้ ท่านไม่เคยเรียกคําวินิจฉัย ของท่านว่าคําพิพากษาเลย นี่คือความแตกต่างที่คณะกรรมาธิการได้พิจารณา ท่านประธานที่เคารพ ทีนี้เราจะต้องให้เห็นถึงความแตกต่างอีกประการหนึ่งท่านประธานครับ นั่นคือผลของคําวินิจฉัยชี้ขาด เมื่อศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยชี้ขาดนั้น ผลของคําวินิจฉัย มีความสําคัญต่อทิศทางของประเทศหรือความยุติธรรมต่อการเปลี่ยนแปลงมาก เพราะคําวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญเปึนคําวินิจฉัยที่กระทบต่อมหาชนทั้งประเทศ เพียง ๑ เสียงเท่านั้น สามารถเปลี่ยนแปลงไปได้เลยครับว่ากรณีที่ท่านนายกรัฐมนตรี ไปทํากับข้าว ออกทีวีออกอะไรเหล่านั้นจะต้องหลุดจากเก้าอี้นายกรัฐมนตรีหรือไม่ แต่คําพิพากษาของศาลแพ่งและของศาลอาญานั้นผูกพันแต่เฉพาะคู่ความครับท่านประธาน ไม่ผูกพันคนนอกครับ คนนอกถ้าเผื่อเปึนคดีก็ไม่ต้องยึดตัวนั้น และในขณะเดียวกันคําพิพากษานั้น แม้ในพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา ๒๓ วรรคสอง จะบอกว่าคําพิพากษาศาลฎีกา เปึนที่สุดไม่มีใครเปลี่ยนแปลงได้ แต่ศาลฎีกาเองก็อาจจะกลับหลักคําพิพากษา ของศาลฎีกาได้โดยการประชุมใหญ่หรือโดยองค์คณะองค์คณะอื่นที่จะมาวินิจฉัย แต่คําวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ท่านประธานที่เคารพ จะผูกพันกับองค์กรทุกองค์กร แม้แต่ศาลเอง แล้วก็เปลี่ยนแปลงไม่ได้นะครับ ท่านประธานครับ นี่คือเหตุผล ที่คณะกรรมาธิการได้ใช้คําว่า เรื่องพิจารณา แทนคําว่า คดี เพื่อให้เห็นความแตกต่าง ขององค์กรวินิจฉัยความชอบด้วยรัฐธรรมนูญ ท่านประธานครับ ถ้าการวินิจฉัยว่า คุณสมบัติหรือการวินิจฉัยว่าร่างพระราชบัญญัติที่สภาแห่งนี้ได้ออกมาแล้วขัดรัฐธรรมนูญ หรือไม่เราจะนับว่ามันเปึนคดีไหมครับ กรรมาธิการเห็นว่ามันไม่ควรจะเปึนคดีครับ ไม่ควรมีใครแพ้ ไม่ควรมีใครชนะ ควรแต่มีว่าชอบหรือไม่ชอบเท่านั้น หรือการวินิจฉัยอื่น ๆ ถ้าท่านดูในส่วนที่ ๒ ของหมวดว่าด้วยศาลรัฐธรรมนูญ เปึนเรื่องของการวินิจฉัยทั้งสิ้นครับ ไม่ใช่เรื่องของการที่จะพิพากษาให้มีการแพ้ชนะ

ผมขอตอบไปที่คําถามของท่านสมาชิกที่อภิปรายนะครับ ท่านอ้าง มาตรา ๓๐๐ แล้วความเห็นท่านโน้มน้าวมาในเหตุผลของกรรมาธิการเสียงข้างมาก แต่ท่านบอกว่าถ้าเปลี่ยนคําว่า คดี เปึน เรื่องพิจารณา แล้วจะกระทบต่อคดีของตุลาการ ศาลรัฐธรรมนูญหรือไม่ อันนี้ความเห็นส่วนตัวผมนะครับ กระผมเห็นว่าไม่กระทบต่อผลตัวนั้น เพราะเรื่องเหล่านั้นได้กลายเปึนเรื่องพิจารณาที่อยู่ในอํานาจของศาลรัฐธรรมนูญปัจจุบันแล้ว เพียงแต่เปึนการโอนเรื่องมาให้ศาลรัฐธรรมนูญได้พิจารณาวินิจฉัย ส่วนผลที่จะไป ล้มล้างความผิดใด ๆ นั้นกระผมเห็นว่าในความเห็นของกระผมส่วนตัวนะครับ ไม่เกี่ยวกับ กรรมาธิการว่าไม่มีสิทธิที่จะไปล้มล้าง แต่สิ่งที่จะกระทบอย่างมากก็คือถ้าเรา ให้ศาลรัฐธรรมนูญใช้คําว่า คดี คดีมันมี ๒ ฝ์ายครับ ผลที่ส่งมาก็คือ ยกตัวอย่างง่าย ๆ นะครับ คดียุบพรรคการเมือง อันนี้ไม่ได้มีอคติเพื่อจะหยิบยกขึ้นมาฟุ๋นฝอยหาตะเข็บ เพียงแต่ว่าศึกษากันในเชิงวิชาการว่าการที่ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยคดีนั้นเอง การยุบพรรคการเมือง ลงโทษกรรมการบริหารพรรคโดยย้อนหลัง ซึ่งอ้างไปแล้วว่า ไม่ควรจะย้อนหลังไปเปึนโทษ ลักษณะนั้นเองได้ก่อให้เกิดผลกระทบความแตกแยก ของคนในประเทศมาจนกระทั่งปัจจุบันที่เรากําลังจะหาทางออกกันนี้ยังจะหาทางออก ได้ลําบากท่านประธานครับ แต่ถ้าให้ศาลรัฐธรรมนูญหรือผู้นําเรื่องขึ้นสู่ศาลรัฐธรรมนูญ ได้คิดว่าเราไม่ได้ทะเลาะกัน เราไม่ได้แตกแยกกัน ไม่มีฝ์ายแพ้ ไม่มีฝ์ายชนะ เพียงแต่ วินิจฉัยว่ามันชอบด้วยรัฐธรรมนูญหรือไม่เท่านั้น ควรจะเปึนอะไร อย่างไร ให้ศาลรัฐธรรมนูญชี้ไปในหลักวิชาการอย่างเดียวครับ ผมเห็นว่าความสามัคคีก็จะเกิดขึ้น อันนี้ตอบท่าน

ทีนี้ท่านกรรมาธิการอีกท่านหนึ่งถามว่า เจ้าหน้าที่ศาลรัฐธรรมนูญได้เข้า มาร่วมในคณะกรรมาธิการนี้หรือไม่ ก็กราบเรียนว่าได้เข้ามาร่วม เมื่อคณะกรรมาธิการ ได้เสนอให้ใช้คําว่า เรื่องพิจารณา เจ้าหน้าที่ทางศาลรัฐธรรมนูญมีความโน้มเอียงมาที่จะ ให้ศาลเปลี่ยนถ้อยคําในแบบฟอร์มทั้งหมดเปึน เรื่องพิจารณา แต่ว่าพอไป ๆ มา ๆ มาถึง มาตราอื่นก็เลยกลายเปึนว่าลงกันไม่ได้ในคณะกรรมาธิการ ก็กราบเรียนท่านสมาชิก ที่เคารพอย่างนี้ก่อนนะครับ ขอบคุณครับ