สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๘ · ๑๕ ตุลาคม ๒๕๕๒

พีรพันธุ์ พาลุสุข พูดถึงกฎหมายวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญที่ยังไม่มีการออกพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญให้แล้วเสร็จภายในหนึ่งปี และแสดงความเห็นเกี่ยวกับบทบาทหน้าที่ของศาลรัฐธรรมนูญ โดยอ้างอิงมาตรา 211 ของรัฐธรรมนูญว่าศาลรัฐธรรมนูญไม่มีหน้าที่พิจารณาคดี และชี้แจงว่าคำว่า "คดี" ในมาตรา 211 ไม่หมายถึงศาลรัฐธรรมนูญ และเสนอความเห็นเกี่ยวกับการแก้ไขคำพิพากษาของศาลรัฐธรรมนูญ

นายพีรพันธุ์ พาลุสุข กรรมาธิการ

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม พีรพันธุ์ พาลุสุข สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทย จังหวัดยโสธร ท่านประธานครับ ผมเปึนคณะกรรมาธิการอยู่ด้วยแล้วก็อยู่ในเสียงข้างมากที่ให้มี การแก้ไขตามคณะกรรมาธิการเสียงข้างมาก ผมอยากกราบเรียนต่อท่านประธานว่า กฎหมายวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญนั้นเปึนกฎหมายที่มีความสําคัญ ผมได้ไปอ่าน บางตําราในบางประเทศเขาบอกว่าถ้าศาลไม่มีกฎหมายนี้จะทําหน้าที่ศาลไม่ได้ อันนี้ผม ได้ให้บทความนี้เผยแพร่ไป แล้วก็ได้ให้กรรมาธิการหลายท่านไปศึกษาด้วย เนื่องจากได้มี สมาชิกบางท่านได้ถามผมว่าศาลรัฐธรรมนูญยังเปึนศาลอยู่หรือเปล่า เขาอ้าง มาตรา ๓๐๐ ท่านประธานครับ วรรคสุดท้ายที่บอกว่า ในระหว่างที่ยังมิได้มี การตราพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ ให้ศาลรัฐธรรมนูญมีอํานาจออกข้อกําหนดเกี่ยวกับวิธีพิจารณาและการทําคําวินิจฉัยได้ แต่ทั้งนี้ต้องตราพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญดังกล่าวให้แล้วเสร็จภายในหนึ่งป้ นับแต่วันประกาศใช้รัฐธรรมนูญนี้ นี่มันเลยแล้ว แล้วมันก็ครบป้มาแล้ว เขาบอกว่า มาตรานี้เขียนไว้ชัด เอาละ ระหว่างที่ยังไม่มีพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย วิธีพิจารณาให้ศาลออกข้อกําหนดได้ ซึ่งก็เปึนแนวทางที่เคยใช้มาอยู่แล้วในรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๔๐ ผมเองก็เคยถามคณะกรรมาธิการว่าทําไมจึงไม่ออกเปึนกฎหมายมา เขาก็บอกว่าขณะนั้นอันที่ ๑ อาจจะยังคิดไม่ทันหรือคิดว่าเวลาที่จะออกพระราชบัญญัตินี้ มันต้องใช้เวลานานอีกมาก ก็เลยคิดว่าเปึนเรื่องของศาลน่าจะเชื่อศาล ก็เชื่อว่าศาลน่าจะ ออกข้อกําหนดวิธีพิจารณาของศาลได้ ซึ่งต่อมาก็มีการออกข้อกําหนดอย่างนั้นจริง แล้วก็ เวลาไปพิจารณาหลายท่านที่เคยไปฟังการพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญก็จะเห็นว่า ข้อกําหนดหลายครั้งมันน่าจะไม่ถูกต้อง เพราะอะไรครับ เพราะโดยหลักแล้วคือคนที่ พิจารณาออกข้อกําหนดเองแล้วก็ตัดสินด้วย หมายความว่าผมจะพิจารณาอย่างนี้ กระบวนการจะทําอย่างนี้ รับฟังพยานจะทําอย่างนี้ ศาลซึ่งเปึนคนนั่งพิจารณา ออกข้อกําหนดเองแล้วไปตัดสินเองอย่างนี้มันไม่ถูก เพราะฉะนั้นจึงมีข้อถกเถียงในทาง วิชาการกันเยอะว่าการที่ให้ศาลไปออกข้อกําหนดเองถูกต้องไหม ผมเชื่อว่า ๙๙ เปอร์เซ็นต์ของนักวิชาการที่ผมอ่านมาทั้งหมดแล้วเขาบอกว่ามันไม่ถูก เพราะฉะนั้น กฎหมายว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญต้องฝ์ายนิติบัญญัติเปึนคนออกจึงจะมี ความถูกต้อง มีความเปึนกลาง เพราะองค์ประกอบของศาลมีอยู่ ๒ อย่างที่สําคัญก็คือ ๑. ตุลาการซึ่งต้องเปึนท่านที่มีความอิสระ ๒. มีกระบวนการพิจารณา และแน่นอน กระบวนการพิจารณานี้ฝ์ายนิติบัญญัติต้องเปึนคนกําหนด ฉะนั้นจึงไม่แปลก ที่รัฐธรรมนูญ มาตรา ๓๐๐ กําหนดไว้แล้วบอกว่าต้องไปออกพระราชบัญญัติประกอบ รัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลให้แล้วเสร็จภายใน ๑ ป้ ก็เลยมีสมาชิกหลายท่าน มาถามผมว่าเปึนศาลไหม เพราะว่าเลยเวลา ๑ ป้ มันครบมาแล้ว ถ้าอ่านดูแล้ว นักกฎหมายไทยมักจะตีความว่าระยะเวลาเขียนไว้เปึนบทบังคับไม่ได้กําหนด สภาพบังคับไว้ แต่พวกคนที่อ่านก็อ่าน แต่ว่ากฎหมายบังคับว่าต้องไปออกให้เสร็จภายใน ๑ ป้นะ ผมจึงเชื่อว่าถ้าย้อนไปใช้ประเทศที่เปึนระบบกฎหมายคอมมอน ลอว์ (Common Law) เช่น สหรัฐอเมริกา มันชัดเจนครับ ถ้าศาลรัฐธรรมนูญไม่มีกฎหมายว่าด้วย วิธีพิจารณาจะทําหน้าที่ศาลยังไม่ได้ อันนี้อยากก็จะเล่าให้ท่านประธานฟังว่าเปึนข้อถกเถียงที่นํามาสู่การพิจารณา เพราะฉะนั้นเมื่อเราได้มีการพิจารณาเรื่องพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย การพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ จึงเปึนเรื่องที่รัฐสภาต้องให้ความสําคัญอย่างยิ่ง แต่ที่ มันไม่ดีมาก ๆ ก็คือว่ากฎหมายนี้นะครับกลับไปให้ศาลเปึนคนเสนอ ตรงนี้ละที่เปึนปัญหา ของรัฐธรรมนูญ เห็นไหมครับ เมื่อ ๒ สัปดาห์ที่แล้วพวกเราได้มีโอกาสพิจารณากฎหมาย ที่องค์กรอิสระเสนอ เช่น ป.ป.ช. คตง. เห็นไหมครับ ผลคือเปึนอย่างไร พอมันผ่านพวกเรา ไปถึงวุฒิสภา วุฒิสมาชิกหลายท่านมาพบผมก็บอกว่าปล่อยให้มีกฎหมายอย่างนี้ ไปถึงวุฒิสภาได้อย่างไร ผมก็บอกว่าเปึนกฎหมายที่องค์กรอิสระเขาเสนอ เพราะฉะนั้น เมื่อมันผ่านสภาผู้แทนราษฎรไปแล้วขอให้วุฒิสภาช่วยกลั่นกรองให้มากขึ้นด้วย ผมก็บอกได้ แค่นี้ นี่คือตัวอย่างนะครับ

ท่านประธานครับ ผมขอย้อนกลับมาเรื่องที่มีการแก้ไขในมาตรา ๓ ที่คณะกรรมาธิการเสียงข้างมากได้แก้ชื่อตัดคําว่า คดี ออก ท่านดูนะครับท่านประธานครับ เอาเริ่มตั้งแต่ชื่อพระราชบัญญัติเลย ร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย วิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ ครับ ไม่มีคําว่า คดี ถ้ารัฐธรรมนูญประสงค์จะให้เปึน เรื่องของคดีเขาก็น่าจะเพิ่มคําว่า คดี เข้าไป แสดงว่ามันต้องต่างจากศาลอื่นครับ ผมก็ขอย้อนกลับไปดูศาลอื่นบ้าง เรื่องศาลปกครอง ก็มีพระราชบัญญัติจัดตั้ง ศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง ก็คือคดีปกครองเปึนคดีที่มีข้อพิพาทระหว่าง ผู้ฟัองกับผู้ถูกฟัอง ไปดู วิ. แพ่ง ก็มีคดีแพ่ง ไปดูคดีอาญาก็มีคดีอาญาที่อยู่ในรัฐธรรมนูญเอง พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาของนักการเมือง เห็นไหมครับ ถ้าบอกว่าจะให้เหมือนกัน ทําไมรัฐธรรมนูญบัญญัติไม่เหมือนกันล่ะครับ นี่คือข้อสังเกต ข้อที่ ๑ ก็แสดงว่าการพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญแน่นอน ถ้าดูจากชื่อเรื่องแล้ว มันต่างจากศาลอื่น นี่คือเปึนเหตุผลที่คณะกรรมาธิการยกขึ้นมาแก้ไขในบทนิยาม

เหตุผลต่อไปครับท่านประธานครับ พอย้อนไปดูอํานาจหน้าที่ของแต่ละศาล ไปดูกฎหมายที่เกี่ยวข้องในเรื่องอํานาจหน้าที่ ท่านประธานถ้าดูในรัฐธรรมนูญเองก็จะเห็น นะครับว่าให้ศาลยุติธรรมมีหน้าที่อะไร เขาบอกว่าให้ศาลยุติธรรมมีอํานาจหน้าที่พิจารณา พิพากษาคดีทั้งปวง ชัดเจนครับ ศาลฎีกามีอํานาจพิจารณาพิพากษาคดีที่รัฐธรรมนูญ หรือกฎหมายบัญญัติ ศาลปกครองเมื่อสักครู่ผมได้กล่าวไปแล้ว มีอํานาจพิจารณา พิพากษาคดีระหว่างหน่วยราชการหรือหน่วยงานของรัฐกับเอกชน หรือระหว่างหน่วยราชการหรือ หน่วยงานของรัฐด้วยกันเอง คดีปกครอง ศาลทหารครับ ก็มีอํานาจพิจารณาพิพากษาคดีอาญา ถ้าผู้กระทําผิดเปึนบุคคลที่อยู่ในอํานาจของศาลทหารและคดีอื่นตามที่กฎหมายบัญญัติ ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมือง เห็นไหมครับ พอมาดูของศาล รัฐธรรมนูญไปอ่านดูในหมวดของศาลรัฐธรรมนูญ ชื่อ กฎหมายนี้ก็บอกว่าวิธีพิจารณา ของศาลรัฐธรรมนูญให้เปึนไปตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย วิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ ไม่มีปรากฏคําว่า คดี อยู่ในหมวดของศาลรัฐธรรมนูญ ก็เปึนเหตุผลที่ ๒ และมาตรา ๒๑๖ เห็นไหมครับ ที่พวกเรากําลังพิจารณาอยู่นี้ ชื่อมันก็บอก นี่ก็เปึนเหตุผลที่ผมได้กล่าวมาในขั้นต้นอีกแล้ว ส่วนในมาตราบางมาตรา ที่มีสมาชิกบางท่านได้พูดถึง เช่น มาตรา ๒๑๑ ถ้าท่านประธานลองอ่านดูก็จะเข้าใจนะครับว่า มาตรา ๒๑๑ในการที่ศาลจะใช้บทบัญญัติแห่งกฎหมายบังคับแก่คดีใด ถ้าศาลเห็นเองหรือ คู่ความโต้แย้ง คําว่า แก่คดีใด นี้ คือเอากฎหมายไปใช้บังคับแก่คดีมันไม่หมายถึง ศาลรัฐธรรมนูญแน่นอนครับ ก็หมายถึงศาลอื่น เช่น ศาลแพ่ง ศาลอาญา ถ้าจะมี การใช้กฎหมายและศาลนั้นเห็นว่าคดีที่เขาจะตัดสินนั้น กฎหมายที่จะอ้าง มันขัดรัฐธรรมนูญ เห็นไหมครับ เพราะฉะนั้นคําว่า คดี ในมาตรา ๒๑๑ นี้ ไม่ใช่คําที่จะมา ใช้กับศาลรัฐธรรมนูญ แล้วพอไปดูในหมวดอื่น ๆ ว่าด้วยศาลรัฐธรรมนูญ ถ้อยคําที่ใช้ ตัวบทกฎหมาย เรื่องของศาลรัฐธรรมนูญ เราจะพบคําว่า วิธีพิจารณา การยื่นคําร้อง การวินิจฉัย วิธีพิจารณาวินิจฉัย เสนอเรื่อง พร้อมความเห็น การนั่งพิจารณา การรับคําวินิจฉัย เพราะฉะนั้นถ้อยคําที่กรรมาธิการ เสียงข้างมากเอามาใช้ก็เอามาจากรัฐธรรมนูญไม่ได้เอามาจากที่อื่น แต่ถ้าไปดูศาลอื่นเขา จะพูดไว้ชัด การพิจารณาคดี การไต่สวน พนักงานคดี ตุลาการประจําคดี การสืบพยาน การไต่สวนพยานบุคคล หรือผู้เชี่ยวชาญ การเบิกความอะไรต่าง ๆ นานา อ่านดูอย่างนี้ แล้วก็เห็นว่ามันเห็นความแตกต่างของความชัดเจนระหว่างศาลรัฐธรรมนูญกับศาลอื่น ด้วยเหตุผลดังนี้ผมก็คิดว่าการที่คณะกรรมาธิการเสียงข้างมากได้ตัดคําว่า คดี ออก และแก้ตามที่ได้กราบเรียนต่อท่านประธานได้พิจารณาแล้ว ก็มีเหตุผลดังที่ผม ได้กราบเรียนไปแล้ว

อันสุดท้ายครับท่านประธาน ผมก็พยายามจะดูนะครับ ดูรายงานของ ศาลรัฐธรรมนูญ ท่านไปดูสิครับ ไม่มีคําว่า คดี มีแต่เรื่องพิจารณา เอาล่าสุดที่พวกเราพูด กันอยู่บ่อย ๆ เรื่องแถลงการณ์ร่วมก็เปึนเรื่องพิจารณา ไม่มีคําว่า คดี ไม่มีคําว่า โจทก์ ไม่มีคําว่า จําเลย ก็ทั้งถ้อยคําที่บอกคําว่า เรื่องพิจารณา ก็เปึนคําที่ศาลเองใช้ ใช้มาตั้งแต่ เริ่มดําเนินการตั้งแต่ป้ ๒๕๔๐ กว่า ๆ อยู่แล้ว เราไม่ได้ใช้คําอื่น ผมเข้าใจว่าพอตุลาการ ชุดนี้ขึ้นมาส่วนใหญ่ก็มาจากศาลยุติธรรม ท่านก็ถนัดกับคําว่า คดี แล้วท่านร่างกฎหมาย นี้เองเสนอขึ้นมา ท่านก็จะใช้คําว่า คดี อย่างที่ท่านเข้าใจ แต่ท่านไม่ได้นึกถึงว่า ศาลรัฐธรรมนูญมันทําหน้าที่มาก่อนที่ชุดนี้จะมาอยู่แล้ว และคําวินิจฉัยเขาก็เรียก เรื่องพิจารณา ไม่มีคําว่า คดี อยู่เลย เพราะฉะนั้นผมจึงเห็นว่าที่คณะกรรมาธิการ เสียงข้างมากได้แก้ไขไปก็มีเหตุผลที่น่าจะถูกต้องกว่า ส่วนคําอื่นนะครับ ไม่ว่าจะเปึนเรื่อง ข้อพิพาท เรื่องพิจารณาก็สอดแก้เพื่อให้มันสอดคล้องกับคําว่า คดี ตามที่ได้แก้ไปแล้ว นั่นเอง ขอบคุณท่านประธานครับ