สุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล อภิปรายเรื่องร่างพระราชบัญญัติและโครงการไทยเข้มแข็ง โดยวิพากษ์วิจารณ์การบริหารเงินและเรียกร้องให้รัฐบาลปฏิบัติตามกฎหมายและพระราชกฤษฎีกา พร้อมตั้งคณะกรรมการตรวจสอบการใช้จ่ายงบประมาณและเรียกร้องให้รัฐบาลยอมรับความจริงในการใช้จ่ายเงินกู้
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ กระผม นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากจังหวัด เชียงใหม่ พรรคเพื่อไทย ท่านประธานครับ ที่จริงแล้วคิวของผมอภิปรายคือคนสุดท้าย แต่บังเอิญท่านประธานเรียกผมก่อนก็กราบขอบพระคุณ ก็จะถือโอกาสนี้อภิปราย เกี่ยวกับร่างพระราชบัญญัติให้อํานาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อฟุ๋นฟูเศรษฐกิจ ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ที่วุฒิสภาได้มีการแก้ไขเพิ่มเติมลงมาใน ๔ มาตราด้วยกัน คือ มาตรา ๓ มาตรา ๔ มาตรา ๖ และเพิ่มมาตรา ๑๑/๑ ท่านประธาน ก่อนอื่นที่ผมจะลงใน เนื้อหาสาระผมอยากจะพูดให้พี่น้องประชาชนที่ติดตามการอภิปรายงบประมาณ ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ที่รัฐบาลขอกู้ให้ทราบความเปึนมาสักเล็กน้อย เพราะว่า พระราชบัญญัติ ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท เข้าสภาโดยพรรคเพื่อไทยไม่เห็นด้วย วันนั้น เราไม่ได้ร่วมในการตั้งคณะกรรมาธิการร่วมกันของสภาผู้แทนราษฎร พระราชบัญญัติ ฉบับนี้ที่รัฐบาลจะไปกู้เงินนี้ที่เราไม่เห็นด้วย ก็เพราะว่าไม่มีรายละเอียดของการ ดําเนินการของโครงการใช้เงินกู้ ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท โดยอาศัยอํานาจหรือมติของ คณะรัฐมนตรีแค่นั้น ปราศจากการตรวจสอบ ไม่เหมือนงบประมาณรายจ่ายประจําป้ของ แผ่นดินที่ทุกครั้ง ส.ส. ทั้งรัฐบาลและฝ์ายค้านจะต้องร่วมกันพิจารณา โดยเชิญ หน่วยราชการต่าง ๆ มาชี้แจงรายละเอียดว่าจะเอาไปทําโครงการอย่างไร ราคากลาง เปึนอย่างไร สํานักงบประมาณก็จะเอาราคากลางมาในการวิเคราะห์ตัดสินว่า งบประมาณในแต่ละโครงการจะใช้เกินจํานวนเงินที่ควรจะเปึนไม่ได้ เพราะฉะนั้นถ้าหาก พรรคเพื่อไทยเห็นด้วยกับพระราชบัญญัติฉบับนี้ อ้าย ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาทนี้ มันก็เหมือน การตีเช็คเปล่าให้รัฐบาลไปกรอกตัวเลขและจะสั่งจ่ายใครก็ได้ท่านประธาน อันนี้คือ ความเปึนมาบังเอิญพระราชบัญญัติ ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ผ่านสภาครับ โดยซีกรัฐบาลโหวตผ่านกันเอง ผ่านฉลุยเลยครับ ผลก็คือมันมีข้อบกพร่อง มีตกหล่น ยกตัวอย่าง อย่างมาตรา ๓ ที่วุฒิสภาได้แก้ลงมาท่านประธาน ในวรรคสอง ของมาตรา ๓ ของร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ ขออนุญาตอ่านนะครับว่า การกู้เงินตาม วรรคหนึ่งให้มีมูลค่ารวมกันไม่เกิน สี่แสนล้าน ยังตกคําว่า บาท เลยท่านประธาน อย่างนี้ กฎหมายอย่างนี้ผ่านสภาขึ้นไปถึงวุฒิสภา ตกคําว่า บาท หมายความว่าเราทํางานกัน หละหลวม อีลุ่ยฉุยแฉก เรื่อยเป๋ือย มองตัวเองว่าเก่งทางด้านกฎหมาย แต่ทํากฎหมาย ฉบับนี้ผ่านไปที่วุฒิสภา มิน่าละครับ วุฒิสภาถึงได้แก้กลับลงมา ถามจริง ๆ ว่าสภาแห่งนี้ ไม่รู้สึกอับอายหรืออย่างไร ขายขี้หน้าไหมครับ วุฒิสภาเขามาจากการสรรหากึ่งหนึ่ง มาจากการเลือกตั้งกึ่งหนึ่ง ประสบการณ์ก็น้อยกว่าพวกเรา แต่เราทํากฎหมายผ่าน กฎหมายชุ่ย ๆ ขอประทานอภัยนะครับต้องใช้คําว่าอย่างนั้น เพราะว่าตัวเลข ๔๐๐,๐๐๐ ล้าน กลับไม่มีหน่วยว่า บาท หรือ เหรียญสหรัฐ แบบนี้ใช้ไม่ได้ท่านประธาน ผมนี่นะครับ เปึนฝ์ายค้านอึดอัดใจมาก ทุกครั้งถ้าฝ์ายค้านไม่เห็นด้วยกับรัฐบาล รัฐบาลชุดนี้ละครับ จะกล่าวหาว่าพวกผมฝ์ายค้านตีรวน กล่าวหาว่าเงินจะไปกระตุ้นเศรษฐกิจ ไม่ทันกิน ประชาชนจะตกงาน แรงงานจะไม่มีงานทํา สิ่งชั่วร้าย สิ่งที่ไม่ดีก็จะกล่าวหา ฝ์ายค้านว่าอย่างโน้นอย่างนี้ ยกตัวอย่างท่านประธาน พวกผมนี่นะครับ เมื่อพระราชกําหนด ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาทเข้าสู่สภา ท่านประธานคงจําได้นะครับ เราฝ์ายค้านเห็นว่าไม่ใช่เรื่อง เร่งด่วน เราก็ยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความ คณะรัฐมนตรีที่นั่งอยู่บนบัลลังก์นี่ละครับ กล่าวหาพวกผม หาว่าต้องการที่จะดึง ต้องการที่จะให้ประเทศชาติเศรษฐกิจตกต่ํา ไม่อยากให้ประชาชนได้ลืมหู ลืมตา นักลงทุนจะต้องเจ๊ง เพราะ ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท พระราชกําหนดจะรอช้าแม้แต่วันเดียวไม่ได้ พวกผมนี่ทนกล้ํากลืนท่านประธาน สื่อมวลชนก็เสนอข่าวออกไป และผลมันเปึนอย่างไรครับ ท่านประธาน ยืนยันตลอดเวลา ว่า ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ๒๐๐,๐๐๐ ล้านบาท จะเอาไปป่ดหีบ ๒๐๐,๐๐๐ ล้านบาท จะเอาไปลงทุนในโครงการไทยเข้มแข็ง ผมนี่นะครับท่านประธาน เมื่อวันที่ ๒๖ พฤษภาคม ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการการเงิน การคลัง การธนาคารและสถาบัน การเงิน ก็ไปเบิกความในฐานะตัวแทนของพรรคเพื่อไทย ก็พยายามที่จะชี้แจงข้อเท็จจริง ให้ศาลรัฐธรรมนูญได้เข้าใจว่าที่จะไปป่ดหีบ ๒๐๐,๐๐๐ ล้านบาทนั้นไม่ใช่เรื่องเร่งด่วน อยากจะให้รัฐบาลลองจัดเก็บภาษีทั้งศุลกากร สรรพากร สรรพสามิต จนใกล้ ๆ จะ เดือนกันยายน วันที่ ๓๐ แล้วค่อยตัดสินใจว่าจะมากู้เพื่อป่ดหีบเท่าไร และอีกทั้งตัวเลข ที่แจกให้ ส.ส. ในสภา ประกอบกับพระราชกําหนดนั้นตัวเลขที่ส่งมาให้พวกผมอ่าน มันก็ชัดเจนว่าเอาไปป่ดหีบแค่ ๑๑๐,๐๐๐ ล้านบาท เอาไปทําโครงการไทยเข้มแข็ง ๒๘๙,๐๐๐ ล้านบาท ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังก็มาพูดในสภาแห่งนี้ ยืนยัน เจตนารมณ์ของพระราชกําหนดว่า ๒๐๐,๐๐๐ ล้านบาทไปป่ดหีบ อีก ๒๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ไปทําโครงการไทยเข้มแข็ง และวันนี้ตัวเลขเปึนอย่างไรครับ ปรากฏว่าจะเอาไปป่ดหีบแค่ ๕๐,๐๐๐ ล้านบาท เพราะรัฐบาลสามารถจัดเก็บภาษีได้เกินเปัา คือเกินกว่าที่คาดการณ์ ว่าจะเก็บไม่ได้ ก็ปรากฏว่า ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาทนั้น เอา ๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ประมาณ นะครับ วันนี้เขาก็มาชี้แจงในคณะกรรมาธิการ ฝ์ายจัดเก็บว่าประมาณ ๕๐,๐๐๐-๖๐,๐๐๐ ล้านบาท ที่จะใช้ป่ดหีบจริง ๆ เพราะฉะนั้นจะเหลือประมาณ ๑๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ไปบวกกับ ๒๐๐,๐๐๐ ล้านบาท เพราะฉะนั้นจะได้มีเงินไปใช้ในโครงการไทยเข้มแข็ง ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท
ผมจะถามท่านประธานว่าพระราชกําหนดบอกชัดเจน โดยท่าน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังไปพูดต่อศาลรัฐธรรมนูญ และพูดต่อสภาแห่งนี้ว่า ๒๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ป่ดหีบอีก ๒๐๐,๐๐๐ ล้านบาทไปทําโครงการไทยเข้มแข็ง วันนี้ เอาไปป่ดหีบ ๕๐,๐๐๐ ล้านบาท แล้วจะเอา ๑๕๐,๐๐๐ ล้านบาทที่เหลือมาลงทุน โครงการไทยเข้มแข็งได้หรือไม่ มันบิดเบือนกฎหมายไหม เพราะพระราชกําหนด คือกฎหมาย เจตนารมณ์ของกฎหมายก็ชัดเจน ๒๐๐,๐๐๐ ล้านบาทป่ดหีบ ๒๐๐,๐๐๐ ล้านบาท โครงการไทยเข้มแข็ง เพราะฉะนั้นผมจะร้องอีก กล่าวหาว่าผมเปึนนักร้อง เปึนคนขี้ร้อง ผมจะเอาข้อเท็จจริง ข้อกฎหมาย เพราะสภาแห่งนี้คือสภานิติบัญญัติ คําพูด เจตนารมณ์เบื้องหลังกฎหมายเราต้องยึดถืออย่างนั้น ไม่ใช่พอมีเงินเหลือจากการป่ดหีบ ก็จะเอาไปทําโครงการไทยเข้มแข็ง แล้ววันนี้สิ่งที่เกิดโครงการไทยเข้มแข็งมันเปึนอย่างไร ท่านประธาน เกิดการทุจริต เกิดการโกงกัน เริ่มตั้งแต่โครงการไทยเข้มแข็ง ระยะหนึ่ง ปลากระปิองเน่า ท่านประธานจําได้นะครับ อันนั้นโครงการไทยเข้มแข็ง ระยะ ๑ พอมา โครงการไทยเข้มแข็ง ระยะ ๒ ท่านประธาน มันเกิดอะไรครับ โครงการชุมชนพอเพียง จนประชาชนเขาบอกว่าวันนี้รัฐบาลมันเพียงพอแล้วหรือยัง ไม่อายเขาหรือครับ เพราะอะไร พระราชกําหนด ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ไม่มีรายละเอียดเหมือนกันครับว่าจะนําไปลงทุน ที่ไหน อย่างไร วงเงินเท่าไร ราคากลางในการจัดซื้อจัดจ้างเปึนอย่างไร ไม่รู้ว่ารัฐบาลนี้ ทําอย่างไร วันนี้ผมในฐานะคณะกรรมาธิการการเงิน การคลัง การธนาคารและสถาบัน การเงิน ได้เรียนเชิญ ๖ หน่วยงานเข้ามาชี้แจงเกี่ยวกับงบไทยเข้มแข็ง วันนี้ได้เชิญ ผู้ตรวจเงินแผ่นดิน ปลัดกระทรวงการคลัง ผอ. สํานักงานบริหารหนี้สาธารณะ ผอ. สํานัก งบประมาณ สํานักงานพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ธนาคารแห่งประเทศไทย ทั้ง ๖ หน่วยงานนี้ละครับ เปึนส่วนร่วมอยู่ในคณะกรรมการ ๓ คณะ ที่ดูแลโครงการไทยเข้มแข็ง
คณะแรก คือคณะกรรมการกลั่นกรองโครงการไทยเข้มแข็ง
คณะที่สอง คือคณะกรรมการประเมินผลการดําเนินนโยบายไทยเข้มแข็ง ที่ท่านพนัส สิมะเสถียร เปึนประธาน
คณะที่สาม เปึนคณะกรรมการติดตามและเร่งรัดการใช้จ่ายงบประมาณ โครงการไทยเข้มแข็ง ที่มีรองนายกรัฐมนตรีกอร์ปศักดิ์เปึนประธาน
จะเห็นนะครับว่าความตั้งใจของรัฐบาลนี้มีอยู่ ๓ คณะ ไม่ได้มี คณะกรรมการตรวจสอบการทุจริตฉ้อโกงแต่ประการใดเลย วันนี้พอเกิดเหตุการณ์ ที่กระทรวงสาธารณสุขท่านประธาน นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีได้ประชุม ครม. เมื่อวานนี้ ให้นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย มาแถลงข่าวว่านายกรัฐมนตรีได้สั่ง นายกรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังตั้งคณะกรรมการกลางตรวจสอบการใช้จ่าย งบประมาณโครงการไทยเข้มแข็ง อุดรอยรั่วความไม่โปร่งใสการใช้เงินในโครงการ อย่างนี้ แสดงว่ารัฐบาลเพิ่งคิดได้หลังจากที่พบว่ามีการทุจริตถึงได้ตั้งคณะกรรมการเช่นนี้ขึ้นมา เพราะฉะนั้นสิ่งที่วุฒิสภาท่านแก้ไขเข้ามาท่านประธาน โดยเฉพาะมาตรา ๓ ผมอ่านแล้ว ผมสนับสนุนเต็มที่ท่านประธาน ผมชอบมากเลยที่วุฒิสภาท่านคิดได้ ท่านคิดได้ดีกว่า สภาผู้แทนราษฎร ซึ่งขณะนั้นพรรคเพื่อไทยไม่ได้ร่วมสังฆกรรม ต้องบอกให้ พี่น้องประชาชนนะครับ พวกผมไม่ได้ร่วมอยู่ในห้องนี้ มีพรรคร่วมรัฐบาลนี้ละที่อวดเก่ง อวดดีไปร่างมาตรา ๓ ตกคําว่า บาท ในวรรคสองแล้ว ในวรรคแรกยังให้วุฒิสภาเสนอเข้ามาว่า ขออนุญาตอ่านนะครับ การใช้จ่ายเงินกู้ ตามพระราชบัญญัตินี้ต่อรัฐสภาเพื่อพิจารณา หมายความว่า เสนอกรอบนะครับ ก่อนเริ่ม ดําเนินการโดยแสดงรายละเอียดของโครงการที่จะนําเงินกู้ไปใช้จ่าย เห็นไหมครับ วุฒิสภาเขายังคํานึงถึงรายละเอียดของโครงการ อย่างน้อยจะได้ติดตามได้ถูกว่าแต่ละ โครงการนั้นก่อให้เกิดผลประโยชน์กับพี่น้องประชาชนหรือไม่ อย่างที่ท่านนิพิฏฐ์ได้พูด โครงการเหล่านี้จะนําความสุขมาให้พี่น้องประชาชนหรือไม่ ลงจังหวัดไหนมากน้อย อย่างไร ไม่ใช่เกิดความเหลื่อมล้ํา ท่านรัฐมนตรีต้องตรวจสอบเรื่องนี้ ผมดีใจนะครับ ที่รัฐบาลคิดได้ ท่านทั้งสองทั้งท่านนายกรัฐมนตรี ทั้งท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง คิดได้ที่ตั้งคณะกรรมการตามที่ท่านสาทิตย์มาแถลงข่าวเมื่อวาน เห็นด้วยครับควรจะตั้ง ควรจะตั้งตั้งแต่ต้น แต่คําชี้แจงของเจ้าหน้าที่ ข้าราชการที่มาชี้แจงต่อคณะกรรมาธิการ มีอยู่ ๓ คณะ ท่านประธาน ไม่พูดถึงการตรวจสอบการทุจริตเลย แต่ก็ยังไม่สายนะครับ เพราะว่าเงินมันเพิ่งเริ่มทยอยลงไปท่านรีบทํา และอยากจะให้ท่านยึดถือสิ่งที่วุฒิสภา เขาแก้ไขขึ้นมาเปึนสิ่งที่ดีแล้ว ท่านประธาน ผมอยากจะเรียกร้องให้รัฐบาลยอมรับ ความจริง เราอย่าไปเอาชนะคะคานกัน เราทําประโยชน์เพื่อบ้านเมือง เพื่อพี่น้อง ประชาชน เงินต่าง ๆ ที่เราไปกู้มาพี่น้องประชาชนต้องแบกรับภาระทั้งนั้น ไม่ใช่เงินพ่อ เงินแม่เราท่านประธาน เปึนเงินประชาชนครับ