วรงค์ เดชกิจวิกรม หารือเรื่องการตรวจสอบการใช้จ่ายเงินงบประมาณของรัฐบาล โดยกล่าวหาว่าฝ่ายค้านพยายามแทรกแซงกระบวนการตัดสินใจของรัฐบาล และกล่าวถึงเรื่องรัฐบาลโปร่งใสหรือไม่ โดยใช้พระราชกําหนดและพ.ร.บ. เงินกู้เป็นตัวอย่าง นอกจากนี้ยังหารือเรื่องการแก้ไขกฎหมาย โดยระบุว่าการแก้ไขด้วยการเปลี่ยนคำว่า "เพื่อทราบ" เป็น "เพื่อการพิจารณา" ขัดรัฐธรรมนูญและขั้นตอนของกฎหมาย แต่ไม่ปฏิเสธกระบวนการตรวจสอบ
ผมกําลังจะโยงความรู้สึกครับ ท่านประธาน เพราะว่ามันคล้าย ๆ กันครับท่านประธาน อยู่ ๆ จะให้ผมมาบอกว่า พิจารณา ๆ แล้วก็จบเลยมันไม่ใช่ครับ เราต้องเท้าความแล้วก็สื่อความรู้สึกให้ฟังว่า ถ้าท่านกล่าวหาเราก็จะกล่าวหาได้เช่นกัน ผมอยากจะกราบเรียนกับท่านประธานนะครับว่า ผมจําได้ว่า พ.ร.บ. ฉบับนี้ในครั้งนั้นประมาณวันที่ ๑๕-๑๖ มิถุนายนที่ผ่านมา แล้วก็ หลายคนพยายามที่จะมองว่ารัฐบาลชุดนี้ใช้คณะกรรมาธิการเต็มสภาในการพิจารณา พ.ร.บ. ฉบับนี้ แต่ด้วยความบริสุทธิ์ใจของรัฐบาลผมเชื่อว่าวันนั้นรัฐบาลตั้งใจที่จะให้ มีการตั้งคณะกรรมาธิการ ผมจําได้ว่ามีรัฐมนตรีหลายท่านใจกว้างพอ หลังจากมีการ ตั้งคณะกรรมาธิการขึ้นมาแล้วเชื่อว่าการพิจารณาในกรอบรายละเอียดอาจจะมีการ พิจารณาในชั้นคณะกรรมาธิการ วันนั้นมีท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังคือ คุณกรณ์ และมีท่านรัฐมนตรีกอร์ปศักดิ์ก็คือท่านรองนายกรัฐมนตรีได้พยายามชี้แจงว่า ถ้ามีการตั้งคณะกรรมาธิการขึ้นมาจะมีการพิจารณารายละเอียดในชั้นขั้นตอนของ คณะกรรมาธิการ แต่เสียดายว่าวันนั้นฝ์ายค้านวอล์ค เอ้าท์ (Walk out) ออกไป แล้วเดิน ออกจากห้องที่ประชุม เพราะฉะนั้นในส่วนของรัฐบาลเองก็มีความจําเปึนต้องใช้ คณะกรรมาธิการเต็มสภาในการพิจารณา วันนั้นรัฐบาลไม่มีทางเลือกท่านประธานครับ จึงจําเปึนต้องใช้คณะกรรมาธิการเต็มสภา แต่ถามว่าการพิจารณาคณะกรรมาธิการ เต็มสภาวันนั้นมีฝ์ายค้านอยู่ไหม มีครับท่านประธาน บังเอิญผมได้มีการตรวจสอบ รายละเอียดของการประชุม ในการพิจารณามาตรา ๓ เช่นกัน วันนั้นก็มีเพื่อนสมาชิก จากพรรคฝ์ายค้านได้มีการแปรญัตติ ขอแปรญัตติคล้าย ๆ กับที่ทาง ส.ว. หรือวุฒิสภา ได้มีการแก้ไขเพื่อจะแก้ไขจากคําว่า เพื่อทราบ มาเปึน เพื่อพิจารณา และเช่นกันครับ วันนั้นเองคือเสียงส่วนใหญ่ของที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรได้มีการลงมติเพื่อยืนยัน ในร่างเดิม เพื่อให้คณะรัฐมนตรีเสนอกรอบการใช้จ่ายเงินกู้ตาม พ.ร.บ. นี้เพื่อทราบเฉย ๆ แต่หลังจากที่ผ่านไปสู่การพิจารณาของวุฒิสภาแล้วซึ่งมีเพื่อนสมาชิกจากพรรคฝ์ายค้าน พยายามที่จะลงความเห็นว่า เห็นด้วยอย่างยิ่งที่วุฒิสภาได้มีการเสนอแก้ไขในการ พิจารณากรอบเงินกู้ครั้งนี้ให้เสนอสภามีการพิจารณาได้ ผมอยากจะกราบเรียนกับ ท่านประธานว่า พวกเราไม่ขัดข้องครับท่านประธาน กระบวนการตรวจสอบทุกขั้นตอน ผมเชื่อว่า ส.ส. พรรคประชาธิปัตย์ทุกคนเห็นด้วยเปึนอย่างยิ่งที่ต้องการให้รัฐบาลใช้จ่าย เม็ดเงินงบประมาณอย่างโปร่งใส แต่กระบวนการในการตรวจสอบควรจะต้องเปึนไปตาม ขั้นตอนของกฎหมายและจะต้องเปึนไปตามขั้นตอนของรัฐธรรมนูญ กระบวนการ การตรวจสอบใช้ความรู้สึกอย่างเดียวไม่ได้ท่านประธาน ท่านจะมีความรู้สึกว่าเมื่อถึงตรงนี้ แล้วจะต้องให้ฝ์ายค้านตรวจสอบ หรือให้สมาชิกวุฒิสภา หรือสมาชิกรัฐสภาตรวจสอบ เราใช้ความรู้สึกอย่างเดียวในการตรวจสอบไม่ได้ กระบวนการในการตรวจสอบต้อง เปึนไปตามขั้นตอนของกฎหมายซึ่งรัฐธรรมนูญก็ได้กําหนดไว้ชัดเจนครับ ซึ่งวันนี้ผมเชื่อว่า รัฐบาลกําลังทําตามรัฐธรรมนูญทุกอย่าง รัฐธรรมนูญได้กําหนดไว้ชัดเจนว่า ถ้าจะให้สภา มาพิจารณากรอบ ผมใช้คําว่า พิจารณา นะครับ ให้สภาพิจารณากรอบก่อนไปดําเนินการ ของรัฐบาลมันทําไม่ได้ เพราะอยู่ ๆ ถ้าจะให้สภาเข้ามาพิจารณากรอบเท่ากับว่า สภากําลัง เข้ามาแทรกแซงกระบวนการตัดสินใจทางการบริหารของฝ์ายรัฐบาล เหมือนกับว่ารัฐบาล มีแผนการในการใช้จ่ายเม็ดเงินงบประมาณ ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาทนี้ แต่ถ้าอยู่ ๆ ให้สภามา พิจารณารายละเอียดตรงนี้ก็เท่ากับว่าสภากําลังจะเข้ามาแทรกแซงกระบวนการตัดสินใจ ของฝ์ายบริหารซึ่งถือว่าขัดรัฐธรรมนูญ ซึ่งผมฟังดูแล้วตรรกตรงนี้มันมีเหตุผลครับ ท่านประธาน ไม่ใช่ว่าเปึนสิ่งที่ไม่มีเหตุผล แต่ผมก็เชื่อเช่นกันว่ากระบวนการในการ ตรวจสอบมันเกิดได้ทุกขั้นตอน แม้กระทั่งในชั้นคณะกรรมาธิการต่าง ๆ คณะกรรมาธิการสามัญ ของสภาทั้ง ส.ส. และ ส.ว. สามารถที่จะเรียกไปตรวจสอบการดําเนินการของรัฐบาล ได้ตลอดไป ดังนั้นอยากจะกราบเรียนท่านประธานผ่านไปยังพี่น้องประชาชนทางบ้าน ถ้าไม่ย้ําตรงนี้เดี๋ยวประชาชนสับสน หลายคนสับสนว่า เม็ดเงินงบประมาณตั้ง ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท สภาไม่รู้รายละเอียดเลย ซึ่งจริง ๆ แล้วมันไม่ใช่ครับ ขั้นตอนตรงนี้ รัฐธรรมนูญกําหนดไว้ชัดเจนว่าให้สภาเพื่อทราบได้ไม่เปึนอะไร แต่ให้สภาพิจารณาก่อน ดําเนินการนั้นถือว่าฝ์ายนิติบัญญัติจะเข้าไปแทรกแซงฝ์ายบริหารมันขัดรัฐธรรมนูญ และอยากจะย้ํากับพี่น้องประชาชนทางบ้านที่ไม่เข้าใจกระบวนการว่า มีกระบวนการ ในการตรวจสอบที่สภาสามารถตรวจสอบการดําเนินการของรัฐบาลได้มากมายเยอะแยะ ไปหมด เพราะฉะนั้นอยากจะชี้ให้เห็นประเด็นนี้
ผมมีประเด็นที่อยากจะยกตัวอย่างให้เห็นภาพถึงความบริสุทธิ์ใจของ รัฐบาล ซึ่งต้องชื่นชมรัฐบาลชุดนี้ คือท่านนายกรัฐมนตรี อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ที่แสดงถึง ความโปร่งใสที่ต้องการให้สภามีส่วนร่วมในการรับทราบการดําเนินการของรัฐบาล ผมจะ ยกตัวอย่างพระราชกําหนดที่ให้อํานาจกระทรวงการคลังกู้เงิน ซึ่งอดีตที่ผ่านมาเคยกู้ ครั้งหนึ่งเมื่อวันที่ ๒๓ มิถุนายน ป้ พ.ศ. ๒๕๔๕ สมัยนั้นให้อํานาจกระทรวงการคลังกู้เงิน และจัดการเงินกู้เพื่อช่วยเหลือกองทุนเพื่อการฟุ๋นฟูและพัฒนาสถาบันการเงิน ระยะที่ ๒ ในวงเงินกู้ ๗๘๐,๐๐๐ ล้านบาท เมื่อเปรียบเทียบกับที่ท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ออก พ.ร.ก. เงินกู้เมื่อวันที่ ๑๓ พฤษภาคม ป้ ๒๕๕๒ ในวงเงิน ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ท่านประธานทราบไหมครับว่า พ.ร.ก. ๒ ฉบับนี้มีความแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงในมาตรา ๓ ในมาตรา ๓ อดีตที่ผ่านได้กําหนดไว้ชัดเจน ให้กระทรวงการคลังกู้เงิน ๗๘๐,๐๐๐ ล้านบาท จบ ไม่มีการที่จะต้องมาบอกว่าต้องมาให้รัฐสภารับทราบ แต่ในสมัยท่านนายกรัฐมนตรี อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ พ.ร.ก. เงินกู้ ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ในมาตรา ๓ ได้เขียนไว้ชัดเจนว่า ให้คณะรัฐมนตรีเสนอกรอบการใช้จ่ายเงินกู้ตามพระราชกําหนดนี้ต่อรัฐสภาเพื่อทราบ ก่อนดําเนินการ เท่ากับว่าวันนี้รัฐบาลของท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้เพิ่มเติมกระบวนการให้รัฐบาลมารายงานให้สภาได้รับทราบก่อนไปดําเนินการ อดีตที่ผ่านมาไม่เคยมีประโยคพวกนี้ แต่วันนี้รัฐบาลใจกว้างครับ แต่บังเอิญความใจกว้าง ของรัฐบาลก็กลายเปึนถูกโยงไปสู่ประเด็นทางการเมืองเพื่อชี้ให้เห็นว่ารัฐบาลไม่โปร่งใส หลายคนอาจจะท้วงติงผม สิ่งที่ผมพูดอยู่นั้นเปึน พ.ร.ก. เปึนพระราชกําหนด ผมมีโอกาส ได้ไปค้นอดีตที่เปึน พ.ร.บ. เงินกู้เช่นกัน คล้ายกัน พ.ร.บ. เงินกู้ของรัฐบาลชุดนี้เขียนไว้ใน มาตรา ๓ อดีตที่ผ่านมาเคยมีการใช้ พ.ร.บ. เงินกู้ที่ให้อํานาจกระทรวงการคลังกู้เงินจาก ต่างประเทศ ตอนนั้นรัฐบาลที่เปึนประชาธิปไตยมาก ๆ คือป้ พ.ศ. ๒๕๑๙ ในมาตรา ๓ คล้าย ๆ กันครับ ก็เขียนว่าให้อํานาจกระทรวงการคลังโดยอนุมัติของคณะรัฐมนตรี มีอํานาจในการกู้เงินในนามของรัฐบาล พอดีสมัยนั้นกู้เงินจากต่างประเทศ และกู้เงินจาก ข้อไหนบ้าง ๑ ๒ ๓ ในวงเงินเท่าไรแค่นี้เองครับ ไม่มีการระบุว่าจะต้องมารายงานให้กับ รัฐสภาเพื่อทราบ แต่เรามาดูในสมัยของรัฐบาลท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ในมาตรา ๓ ซึ่งเปึนมาตราที่มีปัญหาครับ ที่ทางวุฒิสภาขอให้มีการแก้ไขหรือเพื่อนสมาชิก จากพรรคฝ์ายค้านพยายามตําหนิว่ารัฐบาลไม่โปร่งใส ผมถือว่าวันนี้รัฐบาลท่านใจกว้าง จริง ๆ ในมาตรา ๓ ที่เป่ดโอกาสให้ ครม. เสนอกรอบการใช้จ่ายเงินกู้ตาม พ.ร.บ. นี้ ต่อรัฐสภาเพื่อทราบก่อนเริ่มดําเนินการ เปึนการใจกว้างของรัฐบาลท่านนายกรัฐมนตรี อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เปึนอย่างยิ่ง ถ้าเทียบอดีตที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเปึนพระราชกําหนดให้ อํานาจกู้เงิน หรือ พ.ร.บ. ให้อํานาจกู้เงินไม่เคยมีมาก่อนในประวัติศาสตร์ เพียงแต่ว่า รัฐบาลชุดนี้เพิ่มเติมขึ้นมา เท่ากับว่ารัฐบาลต้องการให้สภาเข้ามามีส่วนร่วมในการรับรู้ การดําเนินการของรัฐบาล คําถามถามว่าแล้วอย่างนี้กระบวนการตรวจสอบจะเกิดขึ้นได้ อย่างไร อย่างที่ผมกราบเรียนไปแล้วว่ากระบวนการตรวจสอบมันตรวจสอบได้ตลอด คณะกรรมาธิการสามัญสามารถเรียกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องที่ได้รับเงินเหล่านี้เอาไป ดําเนินการมาตรวจสอบได้ทุกที่ครับ ไม่ว่าจะเปึนคณะกรรมาธิการการศึกษา คณะกรรมาธิการการสาธารณสุข คณะกรรมาธิการการติดตามการบริหารงบประมาณ สามารถทําหน้าที่ได้หมดในการตรวจสอบ และมิหนําซ้ําในมาตรา ๗ ของ พ.ร.บ. ฉบับนี้ ได้เขียนไว้ชัดเจนว่า ภายในระยะเวลาหกสิบวันนับแต่วันสิ้นป้งบประมาณให้กระทรวง การคลังรายงานการกู้เงินตาม พ.ร.บ. นี้ โดยที่ระบุรายละเอียดไว้ ๓ ข้อ ก็คือ ข้อที่ ๑ ระบุรายละเอียดของการกู้เงิน ข้อที่ ๒ ระบุวัตถุประสงค์ของการใช้จ่ายเงินกู้ และข้อที่ ๓ ระบุผลสัมฤทธิ์และประโยชน์ที่ได้รับหรือคาดว่าจะได้รับ เท่ากับว่าขณะนี้ พ.ร.บ. นี้ มีความชัดเจนครับว่า นอกจากท่านใช้อํานาจในฐานะคณะกรรมาธิการสามัญต่าง ๆ ในการตรวจสอบแล้ว พ.ร.บ. ฉบับนี้ยังได้เขียนขั้นตอนในการตรวจสอบไว้ชัดเจนว่า ภายใน ๖๐ วันหลังจากเสร็จสิ้นกระบวนการใน ๓ ประเด็นหลัก ๆ ให้รัฐสภามีส่วน ในการตรวจสอบอย่างละเอียดครับ ฉะนั้นจึงอยากจะกราบเรียนกับประธานผ่านไปยังพี่น้องประชาชนทางบ้าน เรื่องนี้สําคัญครับ มิฉะนั้นแล้วพวกเราจะถูกกล่าวหาว่ารัฐบาลไม่มีความโปร่งใส หลีกเลี่ยงกระบวนการ ตรวจสอบ เมื่อพูดถึงตรงนี้แล้วผมขอชื่นชมท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ท่านเห็นไหมครับว่าขณะที่ชมรมแพทย์ชนบทเป่ดประเด็นมานิดเดียว กระบวนการทํางาน ต่าง ๆ ยังไม่เกิดขึ้นเลยครับ เปึนแค่อยู่ในกระดาษเฉย ๆ ท่านรัฐมนตรีก็แสดงความ โปร่งใสให้ทีมที่ปรึกษา ทีมเลขานุการลาออกไปก่อนเพื่อให้กระบวนการตรวจสอบนั้น เกิดขึ้นอย่างเต็มที่ มาถึงตรงนี้เองผมคิดว่าจําเปึนต้องเรียกร้องความเปึนธรรมให้กับทีม ที่ปรึกษาและเลขานุการ ถ้ากระบวนการตรวจสอบนั้นไม่เกี่ยวข้องกับบุคคลเหล่านี้ ผมเชื่อว่าพี่น้องประชาชนน่าจะให้ความเปึนธรรมกับคนเหล่านี้ได้มีโอกาสกลับเข้ามา ทํางานเหมือนเดิมครับ แล้วอยากจะย้ําว่าสิ่งที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขทํานั้น เปึนการบ่งบอกอย่างชัดเจนว่าขนาดเปึนแค่เศษกระดาษเฉย ๆ โครงการยังไม่ได้เริ่มต้น มีปัญหา รื้อครับ แล้วผมเชื่อว่าสักวันหนึ่งผลก็จะชี้ออกมาว่าความผิดนั้นอยู่ที่ใคร แล้วอยากจะถามไปว่าอดีตที่ผ่านมาท่านก็คงจะทราบ เมื่อมีความผิดเกิดขึ้นมีรัฐบาล ชุดไหนบ้างครับ ที่แสดงความโปร่งใสและกระตือรือร้นเท่ารัฐบาลท่านนายกรัฐมนตรี อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ไปสู่กระบวนการตรวจสอบให้สังคมได้รับรู้ครับ
และท้ายที่สุดนี้ผมอยากจะฝากกับท่านประธานนะครับว่า พวกเราเชื่อว่า สิ่งที่ทางวุฒิสภาได้เสนอให้มีการแก้ไขด้วยการแก้คําว่า เพื่อทราบ ไปเปึน เพื่อการพิจารณา นั้น ขัดรัฐธรรมนูญครับ ขัดขั้นตอนของกฎหมาย แต่พวกเราไม่ปฏิเสธกระบวนการ ตรวจสอบ หรือแม้แต่ที่ทางวุฒิสภาเพิ่มมาตรา ๑๑/๑ ที่ให้ สตง. เข้ามามีส่วนร่วมในการ กระบวนการตรวจสอบการใช้จ่ายงบประมาณของรัฐบาลนั้น ซึ่งอยากจะกราบเรียน นะครับว่า สตง. เองนั้น มีอํานาจตาม พ.ร.บ. ประกอบรัฐธรรมนูญอยู่แล้วในการ ตรวจสอบการใช้จ่ายเม็ดเงินของรัฐบาล ความจําเปึนในการเพิ่มเติมมาตรา ๑๑/๑ จึงไม่มี ความจําเปึนครับ จึงอยากจะกราบเรียนกับท่านประธานเพื่อทราบ ขอบคุณครับ