ชินวรณ์ บุณยเกียรติ อภิปรายเรื่องการกู้ยืมเงินเพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจ โดยเน้นย้ำถึงประเด็นหลักการ 2-3 ประเด็นที่ควรพิจารณา และหารือเรื่องการแก้ปัญหาทางการเงินของรัฐบาล โดยเสนอทางเลือกที่ 1 คือขายทรัพย์สมบัติของชาติ ทางเลือกที่ 2 คือขึ้นภาษีกับประชาชน และทางเลือกที่ 3 คือการกู้ยืมเงินมาเพื่อแก้ปัญหาทางการเงินของรัฐบาล นอกจากนี้ยังหารือเรื่องการกู้ยืมเงินในพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจําปี และเรียกร้องการตรวจสอบการใช้เงินอย่างรอบคอบ
กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ กระผม นายชินวรณ์ บุณยเกียรติ พรรคประชาธิปัตย์จากจังหวัดนครศรีธรรมราช กระผมขออนุญาตที่จะกราบเรียนท่านประธานสภาว่าโดยปกติผมยังไม่ได้มีโอกาส อภิปรายกฎหมาย หรือญัตติใด ๆ ในสภานี้เลยนะครับ แต่วันนี้ผมคิดว่าเปึนเรื่องที่มี ความสําคัญที่ผมมีความจําเปึนที่จะต้องใช้เวลาของสภาเพื่ออภิปราย ที่ผมกราบเรียนว่า มีความสําคัญนั้นผมคงไม่ได้หมายถึงว่า พระราชบัญญัติให้อํานาจกระทรวงการคลังกู้ยืม เงินเพื่อฟุ๋นฟูเศรษฐกิจเปึนวงเงินถึง ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท แต่ผมคิดว่าที่มีความสําคัญ ก็เพราะว่ามีประเด็นในเรื่องหลักการอยู่ ๒-๓ เรื่องครับ
เรื่องแรก ผมคิดว่าต้องพูดกันให้ชัดเจนในวันนี้ก็คือว่าผมดีใจที่ เพื่อนสมาชิกในสภาแห่งนี้ได้เริ่มมาพูดในเรื่องที่รัฐบาลได้ออกพระราชกําหนดในการ ฟุ๋นฟูเศรษฐกิจ ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาทแรก และได้ออกพระราชบัญญัติให้อํานาจ กระทรวงการคลังกู้ยืมเงินเพื่อฟุ๋นฟูเศรษฐกิจ ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาทหลังมาในทิศทางที่ ถูกต้อง มาในทิศทางที่ตรงกับใจผม ก็คือวันนี้ท่านเริ่มพูดในประเด็นนี้ในเรื่องของการที่จะ ตรวจสอบโครงการ เพราะว่าถ้าท่านประธานกลับไปดูตอนที่รัฐบาลเข้ามาใหม่ ๆ แล้ว รัฐบาลได้ประกาศเปึนนโยบายว่ารัฐบาลมีความจําเปึนต้องฟุ๋นฟูเศรษฐกิจ ซึ่งจําเปึนต้อง ใช้เงินถึง ๑.๔ ล้านล้านบาท ผมคิดว่าในสภาแห่งนี้คงได้ยินเพื่อนสมาชิกของเราพูดว่า รัฐบาลนี้ดีแต่กู้ ๆ ซึ่งผมคิดว่าการพูดเช่นนี้เปึนการพูดที่ไม่มีความรับผิดชอบและไม่เข้าใจ ในกระบวนการที่รัฐบาลจะต้องดําเนินการในการฟุ๋นฟูเศรษฐกิจ จริง ๆ สิ่งที่ผมอยากจะได้ยิน ตั้งแต่ช่วงที่ผ่านมา ก็คือว่าเราทุกคนต้องมีความเห็นใจตรงกันว่าเมื่อบ้านเมืองเรามีวิกฤติ ทางเศรษฐกิจเราจะต้องรวมใจกันทุกวิถีทางที่จะให้รัฐบาลฟันฝ์าเศรษฐกิจไปได้ อย่างน้อยที่สุด การกู้เงินมาใช้ชดเชยเงินคงคลังที่เราเก็บภาษีไม่เข้าเปัา ๒๐๐,๐๐๐ ล้านบาทนั้น เปึนสิ่งที่จําเปึนอย่างยิ่ง ผมคิดว่าไม่มีใครในประเทศนี้ ไม่ใช่เฉพาะสมาชิกสภาผู้แทน ราษฎรเท่านั้นที่อยากจะเห็นภาพเหมือนวิกฤติเมื่อป้ ๒๕๔๐ ที่รัฐบาลไม่มีเงินแม้แต่จะให้ เงินเดือนกับข้าราชการ ผมคิดว่าไม่มีใครอยากเห็นลูกหลานของพี่น้องประชาชนต้อง ตกงาน ไม่มีใครอยากเห็นรัฐบาลดําเนินการในการที่จะต้องปรับลดในเรื่องโครงการที่เปึน เรื่องโครงสร้างพื้นฐานของพี่น้องประชาชน เรื่องคุณภาพชีวิตของพี่น้องประชาชน ท่านประธานครับรัฐบาลมีความจําเปึนต้องกู้ และผมคิดว่าวันนี้ทุกฝ์ายที่ลุกขึ้นมาพูด ก็ยอมรับความเปึนจริงว่าเมื่อคราวที่เราเกิดวิกฤติทางเศรษฐกิจ รัฐบาลก็จําเปึนที่จะต้อง หารายได้เข้ามา ๒๐๐,๐๐๐ ล้านบาทแรกก็ไปชดเชยเงินคงคลัง ๒๐๐,๐๐๐ ล้านบาท หลังของ พ.ร.ก. เงินกู้ก็นํามาใช้ตามแผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง ซึ่งในขณะนี้ก็มีโครงการ มีแผนงาน พร้อมที่จะดําเนินการ มีการไปออกพันธบัตรรัฐบาล เพื่อที่จะดําเนินการในการที่จะให้เปึนไปตาม พ.ร.ก. ที่สภาแห่งนี้ได้มีการอนุมัติไป วันนี้กลับมาอีกครั้งหนึ่ง คือการพิจารณาพระราชบัญญัติให้อํานาจกระทรวงการคลัง กู้ยืมเงิน ซึ่งจริง ๆ ก็ผ่านสภาแห่งนี้ ท่านทั้งหลายก็ได้อภิปรายในวาระหนึ่งในสภาแห่งนี้ เพียงแต่ว่าท่านไม่ได้ตั้งคณะกรรมาธิการ ไปตั้งคณะกรรมาธิการในการตรวจสอบ ในชั้นของวุฒิสภา บังเอิญว่าวุฒิสภาไปแก้ไขตัวพระราชบัญญัตินี้ จึงต้องกลับมาให้สภา ได้พิจารณากรณีที่วุฒิสภาได้มีการแก้ไขว่าจะเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบนะครับ แต่วันนี้ ประเด็นแรกที่ผมดีใจก็คือว่าผมได้เห็นเพื่อนสมาชิกในสภานี้ได้มาพูดถึงการตรวจสอบ ซึ่งเปึนเรื่องที่ถูกต้องครับ ผมคิดว่ารัฐบาลนี้ก็ต้องเป่ดใจกว้างนะครับ ผมอยากจะพูดเรื่องนี้ เพราะอยากจะให้พี่น้องประชาชนได้เข้าใจ และได้เห็นใจ แล้วผมเชื่อว่าพี่น้องประชาชน ส่วนใหญ่ของประเทศก็เห็นใจ แม้แต่ชาวบ้านธรรมดาก็ยังมาพูดกับผมครับท่านประธาน บอกว่าเวลาเราเกิดวิกฤติเหมือนครอบครัวเราท่านประธานครับ เวลาเราเกิดวิกฤติเราก็ ไม่มีทางเลือกอื่นนะครับ
ทางเลือกแรก เราก็ต้องไปขายทรัพย์สมบัติของบรรพบุรุษของเรา ซึ่งรัฐบาลนี้ไม่ทําครับ ที่จะไปขายการบินไทย ขายการท่าอากาศยานแห่งประเทศไทย ขายองค์การโทรศัพท์ ขาย กทท. รัฐบาลนี้ไม่ทํา เพราะเราต้องการที่จะรักษาทรัพย์สมบัติ ของชาตินั้น ให้เปึนทรัพย์สมบัติของเยาวชน ของลูกหลานของเราต่อไปในอนาคต แน่นอน ที่สุดถ้าเราไม่เลือกในการที่จะขายทรัพย์สมบัติของชาติ เราก็มี
ทางเลือกที่สอง คือต้องขึ้นภาษีกับพี่น้องประชาชน การขึ้นภาษีเรียกเก็บ จากพี่น้องประชาชนแน่นอนที่สุดครับ ก็เรียกว่า รีดเลือดหอย เลือดปู พี่น้องประชาชน ก็เดือดร้อน รัฐบาลก็หลีกเลี่ยง ผมจําได้ว่าเราออก พ.ร.ก. เพียงแต่ให้ขึ้นภาษีสรรพสามิต ซึ่งเปึนภาษีที่รัฐบาลจะต้องดูแลไม่ให้ฟุ์มเฟ๋อยเท่านั้น ท่านประธานที่เคารพครับ
ทางเลือกที่สาม ถึงแม้จะเปึนครอบครัวเราผมคิดว่าเราก็ไม่ดําเนินการ ๒ ประการนั้น ถ้าเรายังมีเครดิตเรายังมีศักยภาพอยู่ ผมคิดว่าเราต้องเลือกที่จะกู้ยืมเงินมา เพราะฉะนั้นวันนี้เมื่อเพื่อนสมาชิกในสภานี้ไม่ได้พูดถึงว่ากู้ ๆ อีกแล้ว ผมคิดว่าคนทั่วไป นักเศรษฐศาสตร์ทั่วไปก็เข้าใจ ถ้าคนที่มีจิตใจเปึนธรรม ไม่มองรัฐบาลในแง่ร้ายเกินไป ต้องยอมรับความเปึนจริงว่ารัฐบาลในโลกนี้เวลาเกิดวิกฤติเช่นนี้ ที่ผ่านมาก็ต้องใช้วิธีการ เดียวกัน ท่านประธานที่เคารพครับ แต่ว่ารัฐบาลนี้ก็ใจกว้าง แทนที่จะออก พ.ร.ก. ทั้ง ๘๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ซึ่งสามารถที่จะทําได้อยู่แล้ว ในฐานะที่เปึนอํานาจของ ฝ์ายบริหาร แต่รัฐบาลเห็นว่ารัฐบาลมีแผนโครงการที่จะดําเนินการทั้งในระยะเร่งด่วน คือชดเชยเงินคงคลัง เพื่อที่จะดําเนินการให้การใช้จ่ายงบประมาณเปึนไปตามปกติ มาดําเนินการในการฟุ๋นฟูเศรษฐกิจในระยะเร่งด่วน และขณะนี้ก็จะนําไปสู่แผนปฏิบัติการ ไทยเข้มแข็ง เพราะฉะนั้นการที่เพื่อนสมาชิกฝ์ายค้านได้เรียกร้องเรื่องการตรวจสอบ ผมคิดว่าท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังที่นั่งอยู่ซีกนี้ ท่านต้องเป่ดใจกว้างอย่างเต็มที่ ที่ต้องให้ตรวจสอบ เพียงมีประเด็นที่ผมอยากจะกราบเรียน
ประเด็นที่ ๒ ก็คือว่า ผมคิดว่าเพื่อนสมาชิกต้องยอมรับความเปึนจริงว่า เราอย่าเอาเรื่องหลักการของกฎหมายมาเกี่ยวข้องกับยุทธวิธีที่จะต้องดําเนินการ ประเด็นนี้ มีความหมายว่าอย่างไรท่านประธานครับ ประเด็นนี้ก็คือว่าวุฒิสภาได้ไปแก้ไขในมาตรา ๓ วุฒิสภาได้ไปแก้ไขในมาตรา ๓ คือให้กระทรวงการคลัง โดยอนุมัติคณะรัฐมนตรีมีอํานาจ กู้เงินบาทในนามรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทย เพื่อนําไปใช้ในการดําเนินมาตรการ เพื่อฟุ๋นฟูเศรษฐกิจของประเทศ โดยให้คณะรัฐมนตรีเสนอกรอบการใช้จ่ายเงินกู้ตาม พระราชบัญญัตินี้ต่อรัฐสภาเพื่อทราบ เดิมผ่านสภาผู้แทนราษฎร คือเพื่อทราบ เปลี่ยนไป เปึนเพื่อพิจารณาก่อนเริ่มดําเนินการโดยแสดงรายละเอียดของโครงการที่จะนําเงินกู้ไป ใช้จ่าย อันนี้ที่ผมอยากกราบเรียนว่าเปึนประเด็นหลักการ ที่ผมกราบเรียนว่าเปึนประเด็น หลักการ ก็เพื่อนสมาชิกเมื่อสักครู่พูดว่า กริ่งเกรง หวั่นไหว หรือว่าอ่อนไหวอะไร ผมจําไม่ได้เมื่อสักครู่นี้ แต่ท่านบอกว่า ถ้าไม่ดําเนินการแก้มาตรา ๓ นี้ว่าเปึนเรื่องพิจารณา กริ่งเกรงว่าจะนําไปสู่การทุจริต ท่านประธานที่เคารพครับ แน่นอนที่สุดครับ ผมคิดว่าการที่เราจะต้องตรวจสอบโครงการ ไม่ให้มีการทุจริต ไม่ใช่เปึนหน้าที่ของรัฐบาลเท่านั้น เปึนหน้าที่ของสภาแห่งนี้ เปึนหน้าที่ของ พี่น้องประชาชน เปึนหน้าที่ขององค์กรอิสระต่าง ๆ ที่เราจะต้องตรวจสอบการใช้เม็ดเงินนี้ ให้เกิดประโยชน์สูงสุดในการฟุ๋นฟูเศรษฐกิจ แต่ประเด็นหลักการมันอยู่ตรงไหนครับ ประเด็นหลักการอยู่ที่ว่ารัฐบาลนี้ได้ออกทั้ง พ.ร.ก. และ พ.ร.บ. แต่ได้มีบทบัญญัติ ที่เพิ่มเติมกว่า พ.ร.ก. ในการให้อํานาจกระทรวงการคลังกู้ยืมเงินที่ผ่านมา อย่างน้อย ผมคิดว่าเห็นได้ชัดเจนนะครับ เพิ่มเติมในกรณีที่ให้มีการตรวจสอบเพิ่มขึ้น ผมไปดู ตอนออก พ.ร.ก. กู้ยืมเงิน ๗๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ในยุควิกฤติเศรษฐกิจ ก็ไม่มีมาตรา ๓ นี้ และมิหนําซ้ําก็ยังไม่มีมาตราที่เกี่ยวข้องกับการตรวจสอบที่ชัดเจนขึ้นก็คือ มาตรา ๗ ตรงนี้หมายความว่าอย่างไรครับท่านประธานครับ ตรงนี้ก็คือว่าจริง ๆ การออก พ.ร.ก. หรือ พ.ร.บ. ที่จะให้อํานาจฝ์ายบริหารกู้ยืมเงินนั้น แสดงว่าการที่จะเอาเม็ดเงินมาใช้นี้ ไม่สามารถดําเนินการได้ตามวิธีการงบประมาณป้ พ.ศ. ๒๕๐๒ แล้ว และไม่สามารถ ดําเนินการได้ตาม พ.ร.บ. งบประมาณและเงินคงคลังที่จะเอามาใช้เปึนการก่อหนี้ สาธารณะด้านอื่นได้แล้ว จึงจําเปึนต้องดําเนินการในการที่จะต้องให้อํานาจ กระทรวงการคลังกู้ยืมเงิน ก็หมายความว่าการกู้ยืมเงินนี้ต้องเกิดกรณีที่เปึนวิกฤติ ทางเศรษฐกิจเท่านั้น ผมขออนุญาตกราบเรียนก็คือว่า ทําไมเปลี่ยนจากทราบและมาเปึน พิจารณา ผมอยากจะกราบเรียนว่า ที่ว่าเปึนเพื่อทราบนั้นก็คือการดําเนินการที่จะกําหนด กรอบค่าใช้จ่ายนั้น ผมคิดว่าเวลาเราจะไปขอยืมเงินจากธนาคารนี้ ยกตัวอย่างให้เห็น ได้ชัด เวลาเราจะไปยืมเงินจากธนาคารนี้นะครับ เราก็ต้องเสนอโปรเจกต์ (Project) โครงการที่จะขอยืมเงินว่า เราจะสามารถดําเนินการในการที่จะกู้ยืมเงินนี้มาใช้อะไรบ้าง แต่ผมเข้าใจว่าคงไม่มีรายละเอียดที่จะต้องไปดูว่า ในโครงการรายละเอียดนั้นจะไป ดําเนินการอย่างไร หรือพูดอีกอย่างหนึ่งก็คือว่าขั้นตอนนี้เปึนขั้นตอนในการที่จะขออนุมัติ ต่อรัฐสภา เพื่อให้กระทรวงการคลังใช้อํานาจในการกู้ยืมเงิน ประเด็นอยู่ที่ว่าถ้าเราไป เขียนว่า เพื่อพิจารณา มันก็จะไปเข้าหลักการของข้อกฎหมายที่จะมีปัญหาก็คือ ๑. ทําให้ การดําเนินการตาม พ.ร.บ. นี้ มีความซ้ําซ้อน ซ้ําซ้อนเพราะว่าโดยกฎหมายแล้วท่าน สามารถพิจารณาได้อยู่แล้วครับ เพราะต้องเสนอเข้ามาสู่สภาในการพิจารณาวาระ รับหลักการ ตั้งกรรมาธิการ แล้วก็พิจารณาวาระเปึนรายมาตราและให้ความเห็นชอบ ในวาระสาม เมื่อผ่านสภาผู้แทนราษฎรไปแล้ว ไปเข้าวุฒิสภาในช่วงที่ผ่านมา วุฒิสภา ก็พิจารณาเปึน ๓ วาระเช่นเดียวกันนะครับ ในตัวพระราชบัญญัติ ประเด็นปัญหาในเชิง หลักการกฎหมายคืออะไรครับ ประเด็นปัญหาในเชิงหลักการกฎหมายก็คือว่าท่านคิดว่า การให้อํานาจกระทรวงการคลังกู้ยืมเงินนี้จะต้องดําเนินการเหมือนพระราชบัญญัติ งบประมาณรายจ่ายประจําป้ งบประมาณรายจ่ายประจําป้ ตามวิธีการงบประมาณ ป้ ๒๕๐๒ นั้น เราจะต้องแสดงที่มาของรายรับก่อนนะครับ เราจะต้องแสดงที่มาของ รายรับและมีแผนงานโครงการในเรื่องรายจ่ายครับท่านประธานครับ เพราะฉะนั้นตรงนี้ จึงมีการดําเนินการในการพิจารณาที่จะต้องตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญขึ้นมาเพื่อ พิจารณาพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจําป้ แต่ว่าในกรณีของเงินกู้ที่ให้อํานาจ กระทรวงการคลังนั้น ตามกฎหมายนั้นให้สํานักงานหนี้สาธารณะเปึนคนดําเนินการ ไม่มีโอกาสที่จะเปึนไปได้ละครับ รัฐบาลไหนก็ตามจะไปทําโครงการต่าง ๆ มาเสร็จ เรียบร้อยแล้ว แล้วก็มาขอผมคิดว่ารัฐสภาก็ไม่อนุมัตินะครับอย่างนี้ เราจะอนุมัติได้ ก็ต่อเมื่อเราเห็นถึงความเร่งด่วน วิกฤติ เราอนุมัติ แล้วคุณไปทําโครงการแผนงานให้ สํานักงานบริหารหนี้สาธารณะ เปึนคนบริหารจัดการ ดูแลบัญชี รับจ่ายโครงการ รายละเอียดกรอบแผนงาน หลังจากนั้นก็เปึนหน้าที่ของสํานักงานตรวจเงินแผ่นดินซึ่งต้องดําเนินการอยู่แล้ว เมื่อครู่ ท่านพูดถึงว่าไปเพิ่มมาตรา ๑๑/๑ ขึ้นมาเพื่อให้สํานักงานตรวจเงินแผ่นดินได้มา ดําเนินการในการตรวจสอบ ผมอยากกราบเรียนท่านประธานในเชิงหลักการนะครับ ไม่จําเปึนต้องเขียนครับ ไม่จําเปึนต้องเพิ่มขึ้นมา เพราะว่าสํานักงานตรวจเงินแผ่นดิน สามารถที่จะตรวจสอบเม็ดเงินนี้ได้ทุกบาท ทุกสตางค์อยู่แล้ว ที่ผมพูดตรงนี้เพราะผม เกรงว่าเดี๋ยวจะมีคนพูดคนต่อไปบอกว่าไปกลัวอะไรนี่ สงสัยจะมีการทุจริตจึงไม่กล้าที่จะ ให้มีการเพิ่มเรื่องสํานักงานตรวจเงินแผ่นดิน แต่ไม่ใช่หรอกครับ ทั้ง ๒ ประเด็นนี้ คือทั้งมาตรา ๓ และทั้งมาตรา ๑๑ นั้นเปึนเรื่องหลักการของกฎหมาย
หลักการกฎหมายประการที่ ๒ ก็คือว่าจริง ๆ แล้วเวลาเรากําหนดให้ รัฐสภาในฐานะองค์กรนิติบัญญัตินี่นะครับ ให้อํานาจกระทรวงการคลังในการกู้ยืมเงินนั้น ฝ์ายนิติบัญญัติมีอํานาจในการที่จะอนุมัติ หรือไม่อนุมัติในกรอบกฎหมายเท่านั้น แต่ฝ์าย นิติบัญญัติไม่สามารถที่จะไปดําเนินการในการพิจารณาโครงการแผนงานครับ เปรียบเทียบตรงไหนครับท่านประธาน เปรียบเทียบกับพระราชบัญญัติงบประมาณ รายจ่ายประจําป้ เราสามารถที่จะตั้งกรรมาธิการไปแปรญัตติได้ แต่แปรญัตติได้ในทางลบ เท่านั้น ไปเพิ่มไม่ได้นะครับ ท่านจะไปแปรญัตติเพิ่มให้ลงตรงนี้ ให้ลงตรงนั้น ท่านทําไม่ได้ นะครับ เพราะว่างบประมาณนั้นต้องอยู่ภายใต้กฎหมายรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๖๕ มาตรา ๒๖๖ ซึ่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรนี้นะครับ จะไปดําเนินการพิจารณาว่าเอา งบประมาณไปไว้ตรงนั้น ตรงนี้ เอาเงินกู้ไปลงตรงนั้น ตรงนี้ไม่สามารถทําได้เพราะจะขัด หรือแย้งกับกฎหมายรัฐธรรมนูญครับท่านประธาน นี่เปึนหลักการสําคัญที่ผมขออนุญาต ที่จะกราบเรียนกับท่านประธาน เพราะผมคิดว่าถ้าเราเข้าใจในช่วงหลักการตรงนี้ก็จะ มีส่วนที่จะได้เริ่มต้นในทิศทางที่ดีว่า ผมขอเชิญชวนมาตรวจสอบร่วมกันครับ ท่านประธานครับ นอกจากความจริงใจโดยหลักการนั้นแล้ว ผมอยากจะให้ท่านประธาน มาดูมาตรา ๗ ครับ มาตรา ๗ ครับท่านประธานบอกว่า ภายใน ๖๐ วันนับแต่วัน สิ้นป้งบประมาณให้กระทรวงการคลังรายงานการกู้เงินตามพระราชบัญญัตินี้ที่กระทํา ในป้งบประมาณที่ล่วงมาแล้วให้รัฐสภาทราบครับ โดยรายงานดังกล่าวอย่างน้อยต้องระบุ รายละเอียดของการกู้เงิน วัตถุประสงค์ของการใช้เงินกู้ รวมถึงผลสัมฤทธิ์และประโยชน์ ที่ได้รับหรือคาดว่าจะได้รับ ท่านประธานเห็นไหมครับ พ.ร.ก. เงินกู้สมัยก่อน ผมจําได้ ตอนยุคท่านทักษิณ ชินวัตร ก็กู้ไป ๗๐๐,๐๐๐ ล้านบาทเหมือนกัน ไม่มีมาตรานี้ครับ อันนี้รัฐบาลนี้เสนอมาตรานี้เข้ามา แล้วระบุชัดเจนนะครับ ว่าหลังจากนี้นับแต่ สิ้นป้งบประมาณ ๖๐ วัน ให้กระทรวงการคลังรายงานการกู้เงินตามพระราชบัญญัตินี้ ที่กระทําในป้งบประมาณที่ล่วงมาแล้วให้รัฐสภาทราบ โดยรายงานดังกล่าวอย่างน้อย ต้องระบุรายละเอียดของการกู้เงิน วัตถุประสงค์การใช้จ่ายเงินกู้รวมถึงผลสัมฤทธิ์และ ประโยชน์ที่ได้รับ อันนี้ชัดเจนนะครับท่านครับ ชัดเจนตรงที่ว่าเราสามารถที่จะดําเนินการ เราในที่นี้ผมหมายถึงสมาชิกรัฐสภาครับ สมาชิกรัฐสภาสามารถที่จะดําเนินการในการ ที่จะรับทราบรายละเอียดจนถึงผลสัมฤทธิ์ของการใช้จ่ายเงินกู้นี้ ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ท่านประธานที่เคารพ นี่เปึนประเด็นที่ผมเรียนกับท่านประธานว่าเราจะเพิ่มกระบวนการ ในการตรวจสอบมากยิ่งขึ้น ผมอยากเรียนเพิ่มอีกนิดหนึ่งในเรื่องของการตรวจสอบครับ ผมคิดว่าตั้งแต่รัฐบาลออก พ.ร.ก. เงินกู้มา แล้วก็ออก พ.ร.บ. ให้อํานาจกระทรวงการคลัง กู้ยืมเงิน ผมคิดว่าสิ่งหนึ่งที่รัฐบาลได้ทันทีคือความเชื่อมั่นในสายตาของนักลงทุน ในสายตาของต่างประเทศเห็นว่าประเทศไทยมีทิศทางในการที่จะฟุ๋นเศรษฐกิจ อย่างชัดเจน โดยเฉพาะรัฐบาลนี้ได้ให้ทิศทางภายใต้ชื่อว่า แผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็งครับ ท่านประธาน เพราะฉะนั้นอย่ามากล่าวหากันเลยครับท่านประธานครับ ผมนี่เคยเปึน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรมาหลายสมัย ผมอภิปรายรัฐมนตรีมาแล้ว ๔ กระทรวงครับ ผมเรียกร้องเพื่อนสมาชิกรัฐสภานี้ อย่าหวั่นไหวครับ ขอให้เข้มแข็งตามแผนปฏิบัติการ ไทยเข้มแข็ง แล้วมาร่วมกันอภิปรายรัฐมนตรีที่ไปใช้งบประมาณแล้วเกิดการทุจริต คอร์รัปชัน ผมอภิปรายเขื่อนเรียงหิน ผมอภิปรายมาแล้ว ผมอภิปรายกระทรวงศึกษาธิการแล้วไปยื่น ป.ป.ช. ข้าราชการระดับเลขาธิการ สปช. ถูกออกจากราชการมาแล้ว วันนี้ในฐานะเปึน สมาชิกรัฐสภา ในฐานะเปึนฝ์ายนิติบัญญัติ เรามาร่วมกันครับ แล้วผมคิดว่ารัฐบาลก็ต้อง เป่ดใจกว้างอย่างเต็มที่ที่จะให้เพื่อนสมาชิกตรวจสอบ แต่ว่าอย่างไรก็ตาม ผมคิดว่า สมาชิกรัฐสภาแห่งนี้ไม่มีหน้าที่ที่จะไปก้าวล่วงเกินกว่ารัฐธรรมนูญที่จะไปจัดเงินกู้ ไปร่วม พิจารณาเงินกู้ ไปติดตามแผนงานโครงการว่าจะไปใช้ที่ไหนเหมือนกับฝ์ายบริหาร อย่าแต่ฝ์ายค้านเลยครับ พวกผมก็ไปทําไม่ได้ครับท่านรัฐมนตรีครับ พวกผมก็ไปทําไม่ได้ เปึนหน้าที่ของฝ์ายบริหาร เพราะท่านมาขออํานาจให้กระทรวงการคลังกู้ยืมเงิน ท่านไม่ได้ มาขออํานาจว่าให้พวกผมไปดําเนินการจัดทําแผนงานโครงการ ไม่ใช่ครับ แน่นอนที่สุดครับ ผมคิดว่าวันนี้การตรวจสอบนอกจากในสภานี้ผมเชิญชวนแล้ว ผมคิดว่าทุกฝ์ายก็ต้อง มาร่วมกันในการดําเนินการที่จะต้องใช้องค์กรอิสระ ซึ่งเปึนอํานาจในการตรวจสอบ ที่สําคัญ ผมได้ยินพรรคฝ์ายค้านนะครับ ได้ออกมาพูดว่า องค์กรตรวจสอบอํานาจ ในขณะนี้ ไม่ว่าเปึน ป.ป.ช. ซึ่งก็เพิ่งแก้กฎหมายไป ให้อํานาจท่านฟัองคดีดําเนินการได้ คณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดินเพิ่งผ่านไปสัปดาห์ที่แล้ว เราให้อํานาจคณะกรรมการ ตรวจเงินแผ่นดิน สามารถตรวจสอบเม็ดเงินทุกบาท ทุกสตางค์ และสามารถที่จะฟัอง ดําเนินคดีเองได้ครับ เรามาร่วมกันสิครับ ใช้องค์กรในการตรวจสอบอํานาจรัฐ ซึ่งเปึน องค์กรอิสระมาดําเนินการครับ ผมก็อยากเห็นรัฐมนตรีติดคุกเหมือนกันครับ ท่านประธาน ที่เคารพครับ อันนี้เปึนส่วนสําคัญที่อยากจะเรียนด้วยความจริงใจครับ แต่ไม่ใช่ไปตอกย้ํา พูดกันว่าอย่างนั้น ว่าอย่างนี้ สงสัยว่าจะเปึนอย่างนั้น อย่างนี้ มาเชิญชวนกันครับ ผมคิดว่า ถ้าสมาชิกรัฐสภาเรามีจุดยืน เรากล้าอภิปรายไม่ไว้วางใจ เรากล้ายื่น ป.ป.ช. ในการที่จะ ตรวจสอบ ผมคิดว่าวันนี้เราต้องยอมรับความเปึนจริงว่าสังคมประชาธิปไตยบ้านเราเปึน สังคมตรวจสอบขึ้นมาแล้วครับ นักการเมืองคนใดก็แล้วแต่จะมาเรียกร้องว่าให้รัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๕๐ อย่านํามาใช้ เพราะกลัวว่าจะถูกตรวจสอบ ผมคิดว่าในท้ายที่สุดประชาชน ไม่ยอมรับนะครับ เพราะรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๕๐ นี้ มุ่งเน้นในเรื่องของการตรวจสอบการใช้ อํานาจรัฐครับ
ประเด็นสุดท้าย ท่านประธานครับ เปึนหลักการที่สําคัญ ประเด็นสุดท้าย ก็คือในเรื่องของการฟุ๋นฟูเศรษฐกิจครับ ผมคิดว่าหลายฝ์ายก็หวั่นใจครับ หวั่นใจครับ ท่านรัฐมนตรีครับว่าถ้าหากว่าฟุ๋นฟูเศรษฐกิจได้ผล รัฐบาลนี้จะได้ค่านิยมนะ อันนี้ต้อง ยอมรับความเปึนจริงครับ เพราะฉะนั้นผมจึงเรียนกับรัฐบาลว่าท่านต้องไม่หวั่นไหวนะครับ ท่านต้องเชิญชวนทุกฝ์ายมาร่วมมือกัน ในการที่จะฟุ๋นฟูเศรษฐกิจ พบปัญหาทุจริต คอร์รัปชัน ตรงไหน รีบไปแก้ไขตรงนั้น เป่ดเผยให้ทุกคนมีส่วนร่วมติดตามทุกฝ์าย ถ้ามาชี้แจง มาร้องเรียนเรื่องนี้ รับฟังความคิดเห็นครับ แต่ว่าไม่ใช่ไปพูดเพียงแต่ว่าต้องการที่จะให้ โครงการหรือแผนงานนี้เกิดความล่าช้าไป ผมอยากเรียนว่าวันนี้มันเปึนวันที่เราจะต้องมา เชิญชวนกันอีกครั้งหนึ่งครับ มาเชิญชวนกันอีกครั้งหนึ่งว่าเราทุกคนในสภานี้มีหน้าที่ ที่จะร่วมกันในการฟุ๋นฟูเศรษฐกิจ ผมไม่ลงไปในรายละเอียดหรอกครับท่านประธานว่า ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาทจะไปทําอะไรบ้าง ผมอยากจะกราบเรียนว่าวันนี้รายละเอียดโครงการ ยังไม่มีเลยนะครับ เพราะว่าต้องขออนุมัติเงินจากท่านไปก่อนแล้วรัฐบาลจะไปดําเนินการ วันนี้ถ้าท่านจะตรวจสอบจริงนะครับ ท่านไม่ต้องเปึนห่วง พ.ร.บ. ฉบับนี้หรอกครับ ท่านไป ดําเนินการกับ พ.ร.ก. ที่ออกมาแล้ว ซึ่งขณะนี้รัฐบาลกําลังเร่งรัดที่จะให้มีการใช้เม็ดเงิน ก้อนนี้ออกไปเพื่อฟุ๋นฟูเศรษฐกิจอย่างจริงจังในระยะกลาง ส่วน ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาทนี้ ผมเข้าใจว่าจะเริ่มต้นก็ป้ ๒๕๕๔ ที่จะต้องดําเนินการต่อไป
ท่านประธานที่เคารพครับ วันนี้ผมขออนุญาตเวลาท่านประธาน มาพอสมควร และผมหวังว่าสิ่งที่ผมได้กราบเรียนต่อสภานี้เปึนความจริงใจ และเปึน ความต้องการที่อยากจะเห็นว่ารัฐบาลสามารถฟุ๋นฟูเศรษฐกิจได้ รัฐบาลสามารถที่จะใช้ เม็ดเงินนี้อย่างโปร่งใส ตรวจสอบได้ และอยากจะเห็นว่าเพื่อนในสภาแห่งนี้เข้าใจตรงกันว่า เมื่อถึงคราวจําเปึนเราต้องกู้ ไม่ใช่บอกว่า เก่งแต่กู้ แต่ว่าเราต้องกู้เพื่อให้ประเทศของเรา เดินไปข้างหน้าได้ ขอบคุณท่านประธานครับ