สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๕ · ๗ ตุลาคม ๒๕๕๒

อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี เสนอแนวคิดในการยกระดับหน่วยงานการตรวจเงินแผ่นดินให้มีความสามารถในการสอบสวนและดำเนินคดีได้อย่างอิสระ โดยเน้นย้ำความจำเป็นในการปราบปรามการโกงและคอร์รัปชั่น พร้อมกับแสดงความกังวลเกี่ยวกับความไม่เท่าเทียมกันของอัยการและสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และความจำเป็นในการปฏิบัติหน้าที่ด้วยจริยธรรม

นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี กรุงเทพมหานคร

ท่านประธานครับ อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ มาตรา ๙๙ นะครับ ในเรื่องของ พ.ร.บ. ฉบับนี้ จะเปึนการยกระดับสํานักงานการตรวจเงิน แผ่นดินแบบที่เรียกว่า อย่างมากครับ จากเดิมผมอธิบายง่าย ๆ เวลาเข้าไปตรวจในหน่วยงานไหนก็แล้วแต่ ก็ต้องจูงมือเจ้าของ หน่วยงานนั้นไปแจ้งความ แต่ครั้งนี้จะเปึนการเปลี่ยนโฉมใหม่ ก็คือว่าจะเปึนพนักงาน สอบสวนเอง ก็คือยกระดับมาเหมือน ป.ป.ช. หรือว่าเหมือนกับตํารวจ เปึนคนทําสํานวนเอง สํานวนก็สามารถที่จะขึ้นสู่ศาลได้เลย เปึนสํานวนตาม วิ. อาญา อันนี้ก็ถือว่าเปึน การยกระดับที่เยอะ แล้วก็ในส่วนตัวนั้นเห็นด้วยเปึนอย่างยิ่ง ต้องบอกว่าคนโกง มีเท่าไรปราบไม่หมดหรอกครับ ถ้ามีหน่วยงานอีกหน่วยงานขึ้นมาช่วยกันปราบจะดี แล้วอีกอย่างหนึ่ง สตง. เองก็มีความชํานาญเฉพาะด้านที่เกี่ยวข้องกับการเงินมากกว่า ป.ป.ช. ถ้าพูดแล้วนะครับ ก็เห็นด้วยครับ แต่ว่าอย่างนี้ครับ ก็ยังมีบางประเด็นที่ยังติดขัด ในร่างนี้เสียนิดหน่อย แต่ก่อนอื่นขอเข้าไปสู่เรื่องอธิบายสักนิดหนึ่งว่ามาตรา ๙๙ วรรคหนึ่ง เปึนเรื่องง่าย ๆ เลยครับ ก็คือว่า ถ้า สตง. ในฐานะพนักงานสอบสวนเห็นควรว่า จะฟัองส่งไปอัยการ อัยการก็เห็นว่าฟัองก็ส่งศาลไป วรรคหนึ่งไม่มีอะไรครับ เรียบร้อยหมด ทีนี้วรรคสอง วรรคสองเปึนเรื่องที่ถ้า สตง. ต้องการจะฟัอง อัยการ เขาเห็นว่าสํานวนยังไม่สมบูรณ์ ก็จะเกิดการตั้งคณะทํางานร่วมกันระหว่าง สตง. กับอัยการเปึนคณะทํางานร่วม และจากนั้นเปึนถ้าคณะทํางานร่วมวินิจฉัยเปึนประการใดแล้ว เกิดช้าไป ถ่วงช้าไป สตง. มีสิทธิที่จะฟัองได้เอง ทีนี้ประเด็นของผมมีอยู่ ๒ ประเด็นครับ ท่านประธาน

ประเด็นแรก ก็คือเรื่องของการไต่สวนมูลฟัอง ไต่สวนมูลฟัองคืออะไรครับ ก็คือมาดูว่าสํานวนมีมูลฟัองหรือเปล่า ฟัองถูกไหม ฟัองครบถ้วนไหม เขียนครบไหม แบบนี้นะครับ ปรากฏว่าในร่างเดิมก่อนที่มีการแก้ไข ที่จริงร่างเดิมที่ สตง. ทํามาถูกแล้วครับ ก็คือว่าไม่ต้องไต่สวนมูลฟัองเลยในกรณีวรรคแรก ก็คือวรรคแรกมันเรียบร้อยเลยครับ สตง. เห็นฟัอง อัยการเห็นฟัอง แบบนี้ไม่ต้องไต่สวนมูลฟัอง เพราะว่าปกติแล้วอัยการ เขาก็ไม่ไต่สวนมูลฟัองครับ ศาลก็ไม่ไต่สวนมูลฟัองถ้าอัยการเปึนคนฟัองเอง ตามมาตรา ๑๖๒ วิ.อาญา แต่คราวนี้กรรมาธิการท่านเลื่อนมาใส่ในวรรคสอง มันมี นัยสําคัญเปลี่ยนเปึนอย่างอื่น นั่นก็หมายความว่าถ้าสํานวนมันมีปัญหา สตง. อยากฟัอง อัยการเห็นว่ายังไม่สมบูรณ์ แบบนี้ในนี้บอกว่าไม่ต้องไต่สวนมูลฟัอง ผมคิดว่า ไม่ค่อยสมควรเท่าไรนัก ควรจะไต่สวนครับ เพราะว่าตัว สตง. เองเพิ่งเริ่มที่จะมาเปึน ฝ์ายสอบสวน ประสบการณ์ผมว่าน้อยในเรื่องของการเปึนพนักงานสอบสวน เพราะฉะนั้น ผมคิดว่าท่านไปอยู่ตามร่างเดิมของท่านถูกแล้ว แล้วก็เข้าใจว่าจะเปึนเจตจํานง ของทางคณะกรรมาธิการด้วยที่จะทําการแก้ไขต่อไปให้กลับไปสู่ร่างเดิม เห็นด้วยครับ เรื่องของการไต่สวนมูลฟัองให้จํากัดเฉพาะกรณีวรรคหนึ่งก็พอแล้ว คือกรณีที่ไหลปรื๊ด ก็คือ สตง. อัยการเห็นเปึนแนวทางเดียวกัน แต่ถ้าวรรคสองถ้าเห็นแย้งกันผมว่า ต้องไต่สวนนะครับ นั่นคือประเด็นที่ ๑ ซึ่งผมก็เข้าใจว่าทางคณะกรรมาธิการคงจะแก้ ไปในแนวทางนี้

อีกประเด็นหนึ่งครับ เปึนประเด็นที่ผมกังวลใจอยู่และอยากจะปรึกษา ท่านกรรมาธิการอย่างนี้ครับ วรรคสองประเด็นมันคือว่า ถ้า สตง. จะฟัอง อัยการบอก ยังไม่สมบูรณ์มาตั้งคณะทํางานร่วมกัน ก็คือส่วนหนึ่งมาจาก สตง. ส่วนหนึ่งมาจาก อัยการ ในความเห็นผมนะครับ ผมคิดว่ามันควรจะจบแค่นี้ ก็คือมติเสียงข้างมาก ของคณะทํางานชุดนี้เปึนตัวบอกว่าฟัองหรือไม่ฟัอง ซึ่งแน่นอนละครับทาง สตง. เอง ก็อาจจะมองว่าที่ สตง. เพิ่มมาก็คือว่า ถ้าคณะทํางานชุดนี้ร่วมกันเห็นเปึนอย่างอื่น หรือช้าเกินไปไม่ทันใจ สตง. สตง. ก็จะทําการฟัองเองครับ ที่ผมติดใจคือ ๒ ประโยคสุดท้ายเท่านั้นเองครับ ในกรณีที่คณะทํางานดังกล่าวไม่อาจหาข้อยุติเกี่ยวกับ การดําเนินการฟัองคดีได้ ให้คณะกรรมการก็คือ คตง. นี่นะครับมีอํานาจฟัองคดีเอง หรือแต่งตั้งทนายความฟัองคดีแทน ตรงนี้เองที่ผมเปึนห่วงครับ ท่านบอกว่าท่านไป เอามาจาก ป.ป.ช. มาตรา ๙๗ เพราะ ป.ป.ช. ก็ฟัองเองได้เหมือนกันในกรณีแบบนี้ ผมเรียนครับมันมีความแตกต่างนิดหนึ่งตรงที่ว่า ป.ป.ช. โดยมากแล้วสํานวนเปึนเรื่องของ การกล่าวโทษร้องทุกข์กับ ป.ป.ช. แต่ของ สตง. นี่ครับ มันเปึนกรณีที่ท่านไปตรวจประจําป้ อยู่แล้ว มันต่างกันเลยนะครับ วิธีการเข้าสู่สํานวนคนละเรื่องเลย ป.ป.ช. เหมือนตํารวจ นั่งอยู่ที่ออฟฟ่ศเขา เอาความเปึนจริงนะครับ แล้วก็ทําเฉพาะเรื่องที่ร้องเรียน แต่ของท่าน ทุกสํานักงานท่านไปตรวจประจําป้ ผมกลัวอย่างนี้ครับ ผมกลัวว่า ในนี้ใช้คําว่า ที่ไม่อาจหาข้อยุติเกี่ยวกับดําเนินการฟัองคดีได้ให้คณะกรรมการ มีอํานาจฟัองคดี ผมกลัวคําว่า มีอํานาจฟัองคดี ผมกลัวว่าท่านจะฟัองทุกคดีไปถ้าเกิดว่า คณะทํางานชุดนี้ทํางานช้าหรือไม่เห็นด้วย ผมกังวลใจเพราะว่าอย่างนี้ ๑. อย่ามอง อัยการเปึนการเพียงบุรุษไปรษณีย์ พวกผมเรียนกันมาเขาบอกว่าอัยการ ไม่ใช่บุรุษไปรษณีย์ เขามีอํานาจในการกลั่นกรองกฎหมายที่ดีครับ เปึนองค์กรที่ตั้งมา เปึนร้อยป้แล้ว เพราะฉะนั้นการคานอํานาจกันระหว่างพนักงานสอบสวนเองจําเปึน ต้องมี บางคนถามหาว่าความยุติธรรมอยู่ที่ไหน ผมต้องบอกว่ามันมีทั้งคนชงและคนชิมครับ คนชงก็คือพนักงานสอบสวน คนชิมก็คือศาล หลักฐานขึ้นไปอย่างไรคนชิมมันเปึน อย่างนั้นครับ คราวนี้ละก็การคานอํานาจกันเองระหว่าง สตง. กับอัยการมันจําเปึน อยู่เหมือนกันถ้าท่านเห็นเหมือนผม ๑ เรื่องกับข้อความที่บอกว่า การฟัองคดีเปึนการ ลงโทษคนอย่างหนึ่ง ถ้าเห็นเหมือนกันนะครับ ผมคิดว่าท่านน่าจะแก้ในประเด็นนี้ครับ บางคนอาจจะมองว่าถูกหรือผิดไปว่ากันในศาล แต่สําหรับผม ผมคิดว่าการฟัองคดี กับบุคคลที่เขาไม่ควรจะได้รับเปึนการลงโทษอย่างหนึ่งครับ เพราะฉะนั้นการคานอํานาจ ระหว่างอัยการกับ สตง. นั้นมีความจําเปึน ผมอยากให้ท่านลองคิดในประเด็นนี้ ดูสักนิดเถอะครับ แล้วก็อีกประเด็นหนึ่งนะครับ ประเด็นเดียวกันละครับเกี่ยวเนื่อง วันนี้ ท่านกําลังจะยกระดับเปึนข้าราชการ ไม่ใช่เปึนข้าราชการดีกว่าครับ ท่านจะยกระดับหนึ่ง ที่ต้องมีจริยธรรมของข้าราชการตุลาการ จริยธรรมที่เวลาเขาสอนกันเขาจะสอนเรื่องอคติ ๔ รัก โลภ เดี๋ยวนะครับ ขออนุญาตมี ๔ อย่างนะครับ ฉันทาคติ โทสาคติ โมหะคติ ภยาคติ รัก โกรธ เขลา กลัวครับ เปึนอคติ ๔ ที่เขาท่องกัน คนที่จะเปึนจริยธรรมข้าราชการ ตุลาการ วันนี้ สตง. อาจจะต้องมีบทบาทนี้แล้วครับ อคติ ๔ มีไม่ได้โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เรื่องความกลัว ผมต้องเรียนอย่างนี้นะครับ ผมไม่เคยเคลือบแคลงสงสัย สตง. เลยว่า จะช่วยคนผิด ไม่เคยเลยครับ แต่ผมกลัวอย่างเดียวครับ ผมกลัวท่านฟัองทุกเรื่อง กลัวอะไรรู้ไหมครับ ชื่อเสียงที่สะสมมาในอดีตมันจะถูกเสียไปถ้าเกิดไม่ฟัองคดีนี้ นี่คือ สิ่งที่ผมกลัวนะครับ ส่วนเรื่องที่บอกว่าถ้าผิดแล้วท่านจะไม่ฟัองผมคิดว่าคงจะไม่มีนะครับ เพราะว่าเครดิตดีมากตั้งแต่ทํามา แล้วผมยอมรับครับ ผู้นําท่านดี แต่ที่กลัวก็คือว่าลําเอียง เพราะความกลัว กลัวอะไรครับ กลัวกระแสครับจนท่านต้องฟัองทุกคดีอย่างไรครับ จนเห็นมาตรา ๙๙ วรรคท้าย ที่ผมมีความกังวลใจที่บอกว่า นี่ละครับมีอํานาจฟัองคดีเอง ในกรณีที่คณะทํางานที่ตั้งร่วมกันทํางานช้าแล้วท่านฟัองคดีเองได้อีกผมเกรงว่ามันจะเปึน ในทุก ๆ คดีไป แล้วก็ย้ําอีกครั้งว่า ป.ป.ช. กับท่านแน่นอนมาตรานี้ลอกกันมา แต่ ป.ป.ช. ไม่เหมือนกันครับ ป.ป.ช. มันเปึนการร้องทุกข์กล่าวโทษ ท่านตรวจทุกองค์กร ทุกป้ เพราะฉะนั้นขอให้ท่านชั่งน้ําหนักในประเด็นนี้ แล้วก็อคติ ๔ ในเรื่องของความกลัว อย่ากลัวกระแสครับ เรื่องไหนไม่ควรฟัองก็ไม่ควรฟัองครับ แล้วก็ผมให้กําลังใจ ที่ต้องขอความเห็นท่านเพราะผมกลัวครับ ท่านฟัองคดีเมื่อไรท่านต้องไปจ้างทนายความ คดีการเงินที่ สตง. เปึนคนดูแลต้องเรียนตามตรงว่าค่าจ้างทนายความเปึนสิบล้านบาทครับ เพราะเปึนเรื่องเกี่ยวกับการเงิน ทนายทั่วไปทําไม่ได้เพราะฉะนั้นผมก็กลัว กลัวงบหลวง มันจะถูกหายไป อัยการเขาตั้งมาเปึนร้อยป้แล้วครับ ขอให้ใช้อัยการเปึนอีก ๑ องค์กร ในการคานอํานาจ ในการเปึนเจ้าพนักงานสอบสวนของท่าน แล้วถ้าท่านเชื่อเหมือนผมว่า การฟัองคดีเปึนการลงโทษคนอย่างหนึ่ง ผมเชื่อว่าท่านจะแก้ให้ครับ ขอบคุณครับ