สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๓ · ๓๐ กันยายน ๒๕๕๒

ชวลิต วิชยสุทธิ์ หารือเรื่องการแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายเกี่ยวกับการตรวจเงินแผ่นดิน โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการตรวจสอบและแก้ไขข้อบกพร่องในระบบการตรวจเงินแผ่นดิน และเสนอให้ยึดถือระบบที่มีการถ่วงดุลมากกว่า

นายชวลิต วิชยสุทธิ์ แบบสัดส่วน

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายชวลิต วิชยสุทธิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบสัดส่วน พรรคเพื่อไทย จากจังหวัดนครพนม ดังที่ท่านประธานได้แจ้งกับกระผมว่าได้เคยอภิปรายมาตรานี้มาแล้ว แต่ขณะเดียวกันกระผมก็ได้ไปศึกษาข้อมูลมาเพิ่มเติม และคิดว่าเรื่องนี้เปึนเรื่องสําคัญ จึงขอเวลาท่านประธานอีกสักเล็กน้อย เพราะว่าเปึนข้อมูลเพิ่มเติมที่นอกเหนือจากที่ผมได้เคยอภิปรายไว้แล้ว ในมาตรา ๖๖ มีการแก้ไขโดยให้มีที่ปรึกษา ผู้เชี่ยวชาญ หัวหน้าหรือผู้รับผิดชอบสํานักงานเอกชน เปึนเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญา มีข้อพิจารณาว่าการแก้ไขเพิ่มเติมของ คณะกรรมาธิการนั้น ผมมีคําถามอยู่ ๓ ประเด็นที่จะถามไปยังคณะกรรมาธิการว่า

๑. เปึนการแก้ไขเพิ่มเติมให้อํานาจ สตง. เกินกว่าหลักการและเหตุผล ที่เสนอไว้ต่อสภาในวาระหนึ่งหรือไม่ หมายถึงว่ามีการแก้ไขเพิ่มเติมเกินหลักการ และเหตุผลที่ได้เสนอต่อสภาไว้ในวาระหนึ่งหรือไม่

๒. เปึนการแก้ไขเพิ่มเติมให้อํานาจ สตง. เกินกว่าที่กําหนดไว้ในกฎหมาย รัฐธรรมนูญหรือไม่ และ

๓. ร่างกฎหมายฉบับนี้ให้อํานาจ สตง. เกินกว่าที่กําหนดไว้ในกฎหมายรัฐธรรมนูญ หรือไม่ เปึนการทับซ้อนกับอํานาจ ป.ป.ช. หรือไม่นะครับ

ทําไมผมถึงมีข้อสังเกตหรือข้อคําถามต่อคณะกรรมาธิการถึง ๓ ประการดังกล่าว ผมมีเหตุผลและข้อมูลประกอบดังนี้ครับท่านประธาน

หลักการและเหตุผลที่เสนอไว้ในวาระหนึ่งก็ได้อ้างถึงกฎหมายรัฐธรรมนูญ ๓ มาตราด้วยกันนะครับ

ประการแรกคือ มาตรา ๒๕๒ ได้บัญญัติให้การตรวจเงินแผ่นดินให้กระทํา โดยคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดินที่อิสระและเปึนกลาง

ประการที่สอง ได้ให้กําหนดคุณสมบัติ ลักษณะต้องห้าม และการพ้นจากตําแหน่ง ของคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน และผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน

ประการที่สาม ของมาตรา ๒๕๒ ก็คือ กําหนดอํานาจหน้าที่ของ คณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน และสํานักงานตรวจเงินแผ่นดิน ให้เปึนไปตามกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการตรวจเงินแผ่นดิน

ในมาตรา ๒๕๓ บัญญัติให้ คตง. มีอํานาจหน้าที่กําหนดหลักเกณฑ์มาตรฐาน เกี่ยวกับการตรวจเงินแผ่นดิน โดยให้คําปรึกษาแนะนําและเสนอแนะให้มีการแก้ไข ข้อบกพร่องเกี่ยวกับการตรวจเงินแผ่นดิน

ในประการต่อมาให้มีอํานาจแต่งตั้งคณะกรรมการวินัยทางการเงิน และการคลังที่เปึนอิสระ เพื่อทําหน้าที่วินิจฉัยการดําเนินการที่เกี่ยวกับวินัยทางการเงิน การคลังและการงบประมาณ และให้คดีที่พิพาทเกี่ยวกับคําวินิจฉัยของคณะกรรมการ วินัยทางการเงินและการคลัง เปึนคดีที่อยู่ในอํานาจของศาลปกครอง ให้ผู้ว่าการ คตง. มีอํานาจหน้าที่เกี่ยวกับการตรวจเงินแผ่นดินที่เปึนอิสระและเปึนกลาง

ในมาตรา ๒๕๔ บัญญัติให้มีสํานักงานการตรวจเงินแผ่นดินที่เปึนอิสระ ในการบริหารงานบุคคล การงบประมาณและการดําเนินการอื่นตามกฎหมายที่บัญญัติ จากกฎหมายรัฐธรรมนูญทั้ง ๓ มาตราดังกล่าวคือ ในมาตรา ๒๕๒ มาตรา ๒๕๓ และมาตรา ๒๕๔ ไม่ได้มีการบัญญัติให้อํานาจที่ปรึกษา ผู้เชี่ยวชาญ หัวหน้า หรือผู้รับผิดชอบสํานักงานเอกชนเปึนเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญาแต่อย่างใด ตามที่คณะกรรมาธิการได้แก้ไขเพิ่มเติมไว้ในมาตรา ๖๖ วรรคสอง ผมจึงมีคําถาม และมีข้อสังเกตดังกล่าวใน ๓ ข้อนะครับ ประการสําคัญท่านประธาน เมื่อดูภาพรวม กฎหมายฉบับนี้ ยังได้บัญญัติหลักการสําคัญที่เกินหลักการและเหตุผลที่เสนอไว้ต่อสภา ในวาระหนึ่งและเกินกว่าที่กําหนดไว้ในกฎหมายรัฐธรรมนูญ เช่น ในมาตรา ๙๙ ให้อํานาจ คตง. มีอํานาจเบ็ดเสร็จอยู่ในมือคือ อํานาจการตรวจ อํานาจสืบสวน สอบสวน อํานาจฟัองคดีเอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งมีอํานาจบังคับให้ศาลต้องประทับรับฟัองไว้พิจารณา โดยไม่ต้องไต่สวนมูลฟัอง อันนี้บัญญัติไว้ในมาตรา ๙๙ วรรคท้าย

ท่านประธานที่เคารพครับโดยหลักการการตรวจสอบเรื่องการปัองกัน การทุจริตหรือการปราบปรามการทุจริต ผมเห็นว่าเปึนเรื่องที่จําเปึนอย่างยิ่งโดยเฉพาะ ในภาวะบ้านเมืองอย่างนี้ แต่ในขณะเดียวกันการให้อํานาจโดยไม่มีการถ่วงดุล อย่างกระบวนการยุติธรรมในปัจจุบัน ตํารวจยังดูในเรื่องการสืบสวน สอบสวน อัยการเรื่องฟัอง แต่นี่เบ็ดเสร็จอยู่ในองค์กรเดียว ท่านประธาน ผมคิดว่าโดยระบบเราน่าจะให้ความสําคัญกับการถ่วงดุลมากกว่าที่จะให้อํานาจ ไปอยู่ที่องค์กรใดองค์กรหนึ่ง ซึ่งถ้าได้บุคคลที่ดีก็ดีไป แต่ในอนาคตเราจะมั่นใจได้อย่างไรว่า บุคคลที่ดีอยู่ในปัจจุบันนี้จะอยู่อย่างยั่งยืนยาว ผมจึงอยากให้ยึดถือระบบไว้ ดังนั้นในมาตรา ๖๖ วรรคสอง ผมจึงเห็นว่าควรที่จะตัดออกไป ขอบคุณครับท่านประธาน