สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๓ · ๓๐ กันยายน ๒๕๕๒

บวรศักดิ์ อุวรรณโณ แถลงว่าไม่ได้ร่วมเขียนรัฐธรรมนูญ ปี 2550 และไม่เห็นด้วยกับมาตรา 69 ที่กำหนดให้ป.ป.ช. มีอธิปไตยในการกำหนดอัตราเงินเดือน และเงินประจำตำแหน่ง บวรศักดิ์ อุวรรณโณ หารือเรื่องเงินเดือนและตรวจสอบการใช้จ่ายของสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน โดยต้องการให้มีการตรวจสอบและถ่วงดุลอำนาจระหว่างสภาและสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน นอกจากนี้ยังต้องการให้สภาแห่งนี้พิจารณาเรื่องการกำหนดเงินเดือนพนักงานสอบสวนให้สูงสุด 50,000 บาท และการตรวจสอบอำนาจตามมาตรา 74

ศาสตราจารย์บวรศักดิ์ อุวรรณโณ กรรมาธิการ

กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพครับ กระผม บวรศักดิ์ อุวรรณโณ ในฐานะรองประธานคณะกรรมาธิการ ก่อนอื่น ต้องกราบขออภัยท่านประธานที่จะต้องแก้ข่าวที่ท่านสมาชิกได้กรุณาบอกว่าผม เปึนคนร่างรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๕๐ กราบเรียนว่าไม่ใช่เลยนะครับ ไม่ได้มีส่วนร่างเลย แม้แต่น้อย แล้วในรัฐธรรมนูญฉบับนั้นว่าไปทําไมมี ผมเองก็เห็นว่ามีประเด็นที่อาจจะ ถกเถียงกันได้ในทางวิชาการมากมาย รวมทั้งประเด็นที่ให้ศาลและองค์กรอิสระ เสนอกฎหมายได้เอง ซึ่งก็ไม่เคยเห็นที่อื่นเหมือนกัน แต่เมื่อรัฐธรรมนูญเปึนอย่างนั้นแล้ว และยังไม่มีการแก้ไข นี่คือกติกาสูงสุดที่เราต้องยอมรับ ท่านประธานครับ ที่ท่านสมาชิก ได้กรุณาตั้งความกังวลนั้นว่ามาตรา ๖๙ ที่เรากําลังพิจารณาอยู่ประกอบมาตรา ๖๘ นี้ เปรียบเสมือนการให้เช็คเปล่าจากสภาไปยัง คตง. แล้วไปตั้งบัญชีเงินเดือนเอา ตามใจชอบอย่างไรก็ได้นั้น กระผมเข้าใจดีว่าท่านอาจจะกังวลอย่างนั้นจริง แต่กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพครับว่าถ้าเราดูร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการปัองกันและปราบปรามการทุจริตที่เพิ่งผ่านสภาแห่งนี้ไปเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ในมาตรา ๑๑๑ เขียนไว้ชัดเจนว่าสภาแห่งนี้ได้กรุณาให้ ป.ป.ช. มีอํานาจกําหนดอัตราเงินเดือน เงินประจําตําแหน่งให้กับข้าราชการสํานักงาน ป.ป.ช. ได้ โดยให้มีการจัดทําบัญชี อัตราเงินเดือน เงินประจําตําแหน่งของข้าราชการสํานักงาน ป.ป.ช. ตามพื้นความรู้ ประสบการณ์ ภาระหน้าที่ ตามคุณภาพของงานและการดํารงตนอยู่ในความยุติธรรม โดยเทียบเคียงได้กับบัญชีเงินเดือน เงินประจําตําแหน่งของข้าราชการในกระบวนการยุติธรรม และให้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาโดยให้มีผลใช้บังคับเช่นเดียวกับกฎหมาย ว่าด้วยเงินเดือน เงินประจําตําแหน่งของข้าราชการในกระบวนการยุติธรรม ซึ่งเปึนความเมตตา ที่สภาแห่งนี้ให้อย่างมากเลยกับ ป.ป.ช. แต่ว่าคณะกรรมาธิการชุดนี้เห็นว่าแทนที่จะ ให้อํานาจในการกําหนดอัตราเงินเดือนให้คนทั้งสํานักงาน สตง. เท่ากับกระบวนการยุติธรรม เราเห็นว่าไม่ควร เพราะข้าราชการจํานวนหนึ่งในสํานักงาน สตง. ไม่ได้ทําหน้าที่โดยตรง ในกระบวนการยุติธรรมในการตรวจสอบสืบสวน เปึนพนักงานพิมพ์ดีด พนักงานขับรถยนต์ เปึนเหมือนข้าราชการอื่นทุกอย่าง แล้วเหตุใดจึงจะไปเอาเงินเดือนสูงกว่าข้าราชการอื่น ด้วยเหตุอันนี้ละครับที่คณะกรรมาธิการใส่ข้อจํากัดลงไปว่าแทนที่จะให้ทั้งสํานักงาน อย่างที่สภาแห่งนี้มีเมตตาไปเมื่ออาทิตย์ที่แล้วกับ ป.ป.ช. ซึ่งก็ดีนะครับ คณะกรรมาธิการ ก็ใส่ลงไปว่าให้เฉพาะข้าราชการซึ่งดํารงตําแหน่งในกระบวนการตรวจสอบ ให้ได้รับเงินเดือน เงินประจําตําแหน่ง แล้วถามว่าท่านสมาชิกหลายคนบอกว่าเขียนอย่างนี้ ก็แปลว่าจะเอาเท่าศาลก็ได้ จะเอาเท่าหน่วยงานอะไรก็ได้ ผมคิดว่าคงเปึนไปไม่ได้ ที่เปึนไปไม่ได้ก็เพราะว่าตัวเงินเดือนของ คตง. เอง และผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินนั้น เปึนอํานาจของสภาแห่งนี้ ตามพระราชบัญญัติเงินเดือน เงินประจําตําแหน่ง ซึ่งรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๐๒ กําหนดเอาไว้ครับว่าเงินเดือน เงินประจําตําแหน่ง และประโยชน์ตอบแทนอื่นของผู้พิพากษาและตุลาการให้เปึนเปึนไปตามที่กฎหมายบัญญัติ ทั้งนี้จะนําระบบบัญชีเงินเดือนหรือเงินประจําตําแหน่งของข้าราชการพลเรือน มาใช้บังคับมิได้ เสร็จแล้วก็บอกว่า ให้นําความในวรรคหนึ่งมาใช้บังคับกับกรรมการ การเลือกตั้ง ผู้ตรวจการแผ่นดิน กรรมการ ป.ป.ช. และกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน ด้วยโดยอนุโลม เมื่อรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๐๒ เขียนอย่างนี้ เราจะเขียนเหมือน พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการตรวจเงินแผ่นดิน พ.ศ. ๒๕๔๑ คือให้ไป อนุโลมเงินของข้าราชการพลเรือนมาใช้ไม่ได้ ต้องมีกฎหมายพิเศษ กฎหมายพิเศษ ฉบับนั้นสภาแห่งนี้ก็ต้องออก และสภาแห่งนี้ก็ออกพระราชบัญญัติเงินเดือน เงินประจําตําแหน่ง และประโยชน์ตอบแทนอื่นของประธานศาลรัฐธรรมนูญ ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ประธานคณะกรรมการและกรรมการการเลือกตั้ง ผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภา ประธานคณะกรรมการและคณะกรรมการปัองกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ และประธานคณะกรรมการและคณะกรรมการตรวจเงินแผ่น พ.ศ. ๒๕๔๑ กําหนดไว้หมด แล้วมีบัญชีท้ายว่าประธานคณะกรรมการและคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดินนั้น ตัวประธานคณะกรรมการได้เงินเดือน ๖๒,๐๐๐ บาท เงินประจําตําแหน่ง ๔๒,๕๐๐ บาท ตัวกรรมการนั้นได้เงินเดือน ๖๑,๐๐๐ บาท เงินประจําตําแหน่ง ๔๑,๕๐๐ บาท

คําถามต่อไปก็คือว่าแล้วมาตรา ๖๙ เขียนอย่างนี้นะ แปลว่า คตง. จะไปกําหนด ให้ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินเงินเดือนสูงกว่า คตง. ได้ไหม ท่านเป่ดไปดูร่างในมาตรา ๖๐ ครับ มาตรา ๖๐ เขียนไว้ชัดในร่างนี้ว่าผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินให้ได้รับเงินเดือนเท่ากรรมการ คตง. ซึ่งเปึนกฎหมายที่สภาออก อยู่ในมาตรา ๖๐ ชัดเจน แล้วเมื่อผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน ได้เงินเดือนแค่นี้ รองผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินและข้าราชการจะไปเอาเงินเดือนเท่าศาล ได้อย่างไรครับ เปึนไปไม่ได้ เปึนไปไม่ได้โดยสภาพอยู่แล้วครับท่านประธานครับ เพราะสภาแห่งนี้กําหนดเพดานเงินเดือนของประธาน คตง. และตัวกรรมการ คตง. และเงินเดือนผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินก็ไม่สูงกว่ากรรมการ เพราะฉะนั้นจึงไม่อาจจะ ไปกําหนดให้ตําแหน่งใดใน คตง. มีเงินเดือนสูงไปกว่านี้ได้ แล้วจะไปเอาเงินเดือน ผู้พิพากษามาใช้จึงเปึนไปไม่ได้ เมื่อเปึนไปไม่ได้แล้วถามว่าเขียนไว้ทําไมมาตรา ๖๙ ก็เหมือนกับที่ ป.ป.ช. ได้ไปแล้วก็คือว่า เวลานี้ท่านประธานครับผมมีเอกสารอยู่ในมือ หลายอัตรา เขาเรียกเงินเพิ่มพิเศษของบุคลากรในกระบวนการยุติธรรม อันดับแรกที่สุด ผมมีระเบียบกระทรวงการคลัง ระเบียบกระทรวงยุติธรรมว่าด้วยเงินเพิ่มพิเศษ สําหรับตําแหน่งพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ และเจ้าหน้าที่คดีพิเศษ ๒๕๔๗ ข้อ ๔ เขากําหนดให้พนักงานสอบสวนคดีพิเศษมีสิทธิได้รับเงินเพิ่มตําแหน่งเปึนรายเดือน ระดับ ๑๐ ๔๒,๐๐๐ บาท ระดับ ๙ ๔๑,๐๐๐ บาท ระดับ ๘ ๓๕,๐๐๐ บาท เรื่อยลงไป จนกระทั่งถึงอันดับ ๓ ต่ําสุด คือ ๑๐,๐๐๐ บาท อันนี้เปึนมติคณะรัฐมนตรี และหนังสือ กระทรวงการคลังตอบไปว่าเอาละถ้าไม่ใช่พนักงานสอบสวนในคดีพิเศษแล้ว เปึนพนักงานสอบสวนธรรมดา เปึนตํารวจได้เงินเท่าไร หนังสือกระทรวงการคลัง ที่ กค ๐๔๐๖.๕/๗๑ ลงวันที่ ๒๔ เมษายน ๒๕๕๑ บอกว่าพนักงานสอบสวนได้รับเงินเพิ่ม ดังต่อไปนี้ พนักงานสอบสวน สบ. ๑ เงินเพิ่ม ๑๒,๐๐๐ บาท แล้วตําแหน่งสอบสวนสูงสุด ที่ได้รับเงินสูงสุด ก็คือ สบ. ๖ ได้รับเงินเพิ่ม ๓๐,๐๐๐ บาท บัญชีที่ ๓ ครับ ท่านประธาน ระเบียบคณะกรรมการกฤษฎีกาว่าด้วยการกําหนดตําแหน่งนักกฎหมายกฤษฎีกา พ.ศ. ๒๕๕๑ ซึ่งออกตามพระราชบัญญัติคณะกรรมการกฤษฎีกา กําหนดให้นักกฎหมาย กฤษฎีกาชั้นที่ ๑ ได้รับเงินเพิ่มสําหรับตําแหน่ง ๔๐,๐๐๐ บาท นักกฎหมายกฤษฎีกา ชั้นที่ ๒ ๓๕,๐๐๐ บาท และนักกฎหมายกฤษฎีกาชั้นที่ ๓ ได้รับเงินเดือนเดือนละ ๒๕,๐๐๐ บาท ท้ายสุดครับ แม้กระทั่งในราชการพลเรือน เพราะเวลานี้นักกฎหมาย ถูกแย่งตัวกันมาก มาเปึนนิติกรแล้วก็เปึนบันได เปึนทางผ่าน ออกไปอยู่กรมสอบสวน คดีพิเศษดีกว่า ออกไปอยู่ ป.ป.ช. ดีกว่าได้ซีละ ๑,๐๐๐ บาท ข้าราชการพลเรือนเขาก็ต้องแก้ ผลสุดท้ายเขาก็กําหนดว่าถ้าเปึนตําแหน่งนิติกรระดับต้น แล้วก็ผ่านการอบรมคุณวุฒิ ทําผลงานแล้วให้ได้ ๓,๐๐๐ บาท นะครับ ถ้าเปึนนิติกรระดับกลาง ๔,๐๐๐ บาท ๕,๐๐๐ บาท ๖,๐๐๐ บาท จนกระทั่งถึงระดับ ๗ ระดับ ๘ คือ ๖,๐๐๐ บาท ทั้งหมดนี้คือข้อความที่อยู่ใน ข้อความในมาตรา ๖๙ ที่ว่าเฉพาะข้าราชการที่ดํารงตําแหน่งในกระบวนการตรวจสอบ ให้ได้รับเงินเพิ่มเพื่อให้ได้เสมอเหมือนหนึ่งกันกับหน่วยอื่นเท่านั้น และผมกราบเรียน ท่านประธานยืนยันอีกครั้งหนึ่งว่าร่างนี้จํากัดกว่าร่างของ ป.ป.ช. เพราะ ป.ป.ช. นั้น ที่สภาแห่งนี้ ได้เมตตาให้ไปนั้น คนขับรถก็ได้เงินมากกว่าคนขับรถราชการนะครับ แต่ร่าง คตง. มาตรา ๖๙ นี้ ได้เฉพาะคนที่ทํางานในตําแหน่งตรวจสอบ สืบสวนเท่านั้น ถ้าท่านนําร่าง ป.ป.ช. มาเทียบกับ คตง. แล้วจะเห็นชัดเจน

แล้วอยากกราบเรียนเปึนประการสุดท้ายครับว่า เมื่อสภาแห่งนี้ ออกกฎหมายเงินเดือน เงินประจําตําแหน่ง กําหนดเพดานขั้นสูงเอาไว้แล้วว่า ประธานคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน กรรมการตรวจเงินแผ่นดินได้ไม่เกินนั้น ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินได้ไม่เกินนั้น มันก็เปึนปริยายอยู่แล้วว่าข้าราชการอื่นจะไปได้สูง กว่านาย ซึ่งเปึนผู้บังคับบัญชาระดับสูงได้อย่างไร

แล้วท้ายที่สุดท่านประธานครับ อํานาจในการพิจารณางบประมาณ แผ่นดินที่จะให้กี่บาท กี่สตางค์นั้น คตง. ไปกําหนดเอาเถอะตามใจชอบ แต่ถ้าสภาแห่งนี้ บอกว่าฉันไม่ให้ อํานาจอยู่ที่สภาแห่งนี้ครับ ที่ภาษาฝรั่งเขาเรียกว่า เพาเวอร์ ออฟ เดอะ เพิร์ส (Power of the purse) คือจะให้สตางค์ ไม่ให้สตางค์อยู่ที่สภาแห่งนี้ เพราะฉะนั้น ระบบตรวจสอบถ่วงดุลมันมีอยู่ แล้วท่านสมาชิกบางท่านบอกว่า คตง. เปึนองค์กรอิสระใหญ่โต ไม่มีการตรวจสอบ ใครจะไปตรวจสอบ ท่านประธานเมตตาเป่ดไปดูมาตรา ๗๔ หน่อยครับ มาตรา ๗๔ เขียนเอาไว้ชัดนะครับว่า ให้ประธานสภาผู้แทนราษฎร ประธานวุฒิสภา นายกรัฐมนตรีและผู้นําฝ์ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ตั้งกรรมการตรวจสอบเข้าไปคณะหนึ่ง ไปตรวจสอบการใช้จ่ายเงิน การปฏิบัติหน้าที่ทั้งหมดของ สตง. แล้วก็ให้มีอํานาจ เช่นเดียวกับที่ สตง. ไปตรวจคนอื่นเขานั่นละ ก็เปึนหน้าที่สภาแห่งนี้ครับ ที่จะเข้าไป ตรวจสอบ ไปสอดส่องว่าการดําเนินการของผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินก็ดี ของข้าราชการ สํานักงานการตรวจเงินแผ่นดินก็ดี โปร่งใสหรือยุติธรรมหรือไม่ เพราะฉะนั้นอํานาจ การตรวจสอบนั้นถามว่ามีการถ่วงดุลหรือไม่ โดยสรุปแล้วก็คือ

๑. สภาแห่งนี้เปึนคนออกกฎหมาย กําหนดเงินเดือนสูงสุด

๒. สภาแห่งนี้เปึนคนให้งบประมาณไปกําหนดเงินเดือนเท่าไร เช่น พนักงานสอบสวนเขาได้สูงสุด ๓๐,๐๐๐ กว่าบาท ไปกําหนดให้พนักงานของ สตง. เองได้ ๕๐,๐๐๐ บาทอย่างนี้ กําหนดไปเถอะครับ ถ้ามาถึงสภาแห่งนี้ สภาแห่งนี้บอกว่า ไม่ให้ อย่าว่าแต่ ๕๐,๐๐๐ บาทเลย ๑๐,๐๐๐ บาทก็ไม่ให้ ก็อยู่ที่สภาแห่งนี้อีกนั่นละ แล้วท้ายที่สุดอํานาจตรวจสอบตามมาตรา ๗๔ นี้ ที่สภาแห่งนี้จะต้องพิจารณา ในมาตราต่อ ๆ ไป จะทําให้ สตง. ไม่กล้าใช้อํานาจทั้งหมดที่เขียนเอาไว้หรอกครับ กราบขอบพระคุณครับ