สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๒ · ๒๔ กันยายน ๒๕๕๒

ชัยวัฒน์ ทรัพย์รวงทอง หารือเรื่องความแตกแยกในสังคมไทย และการประเมินผลงานหน่วยราชการ โดยเน้นการประเมินผลลัพธ์ที่ได้จริงและความสามารถในการแข่งขันทางธุรกิจของประเทศไทย เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสิทธิผลในการทำงานร่วมกัน

นายชัยวัฒน์ ทรัพย์รวงทอง ชัยนาท

ท่านประธานสภาที่เคารพครับ กระผม ชัยวัฒน์ ทรัพย์รวงทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดชัยนาท พรรคเพื่อไทย ก่อนอื่นต้องขออนุญาตกราบขอบคุณท่านประธานสภาเปึนอย่างยิ่งนะครับ ที่ได้ให้โอกาสผม ในการที่จะอภิปรายแสดงความคิดเห็น ต้องขออนุญาตกราบเรียนครับว่า ท่านคณะกรรมการ ก.พ.ร. ก็คงได้ยิน ได้ทราบ แล้วก็คงจะจําผมได้พอสมควรนะครับ ในการที่จะอภิปรายหรือแสดงความคิดเห็นในเรื่องของการทํางาน ในความชื่นชมของมวลหมู่สมาชิกหลายคนท่านก็ได้รับทราบ แล้วก็ได้ทราบว่าเขามี ความชื่นชม บ้านเมืองของเราที่เราผ่านมาได้ ได้ดีจนทุกวันนี้ส่วนลึก ๆ เราก็มีความชื่นชม ซึ่งกันและกันว่าเปึนผลสําเร็จ มิเช่นนั้นประเทศชาติของเราก็คงไม่เจริญหรือดีมาจน ทุกวันนี้ แต่ในหลายเรื่องประเทศเราก็ไม่ควรจะประสบปัญหา แต่ปรากฏก็ประสบปัญหา ในขณะนี้ ดังที่หลาย ๆ ท่านก็คงทราบดี โดยเฉพาะท่านก็คือความแตกแยกใน หมู่พี่น้องประชาชน ก็คงต้องช่วยกันวิเคราะห์และคํานึงถึงว่าส่วนใดบ้างที่จะทําให้เกิด ความแตกแยก ความขัดแย้งเกิดขึ้นในสังคม แล้วส่วนใดบ้างที่จะเปึนตัวช่วยหล่อหลอม ในการที่จะทําให้ความแตกแยกนั้นไม่บังเกิดหรือไม่พึงมี แน่นอนที่สุดความอ่อนแอ ทางสังคมในสังคมของเรา ถ้าสังคมมีความเข้มแข็งก็จะไม่มีความแตกแยกและไม่มี ความขัดแย้ง สาเหตุของการที่มีความแตกแยกและมีความขัดแย้ง เพราะความอ่อนแอ ของสังคม ผมยังไม่แน่ใจ ผมมีความคิดว่าในส่วนนี้ ก.พ.ร. ได้มีตัวชี้วัดในส่วนเหล่านี้ ในข้าราชการหรือไม่ การประเมินผลในเรื่องของการที่ในหน่วยราชการในการที่จะทํางาน ร่วมกัน แน่นอนที่สุดเราใช้ในการให้ความดี แล้วก็การประเมินผลโดยการเลื่อนตําแหน่ง การเลื่อนชั้นยศ การเลื่อนเงินเดือนอะไรก็ตามแต่ แต่ละครั้งแต่ละป้แน่นอนที่สุด ทะเลาะกัน แทบจะไม่เลิกรา เดี๋ยวอีกป้หนึ่งก็มาอีกต่อ คนได้เพิ่มก็ดีใจ คนไม่ได้เพิ่มก็มีความรู้สึกไม่ดี ส่วนเหล่านี้ถ้าเกิดทุกคนมีความตระหนักและมีความเข้าใจในภาระหน้าที่แล้วถ้าเกิดเรามี แบบแผนของการประเมินที่มีคุณภาพที่เอื้อต่อความเปึนธรรมให้กับข้าราชการ ผมก็เชื่อว่าข้าราชการก็คงจะสามารถยอมรับได้ ก็ไม่มั่นใจในแบบแผนหรือวิธีการ ที่ในหน่วยราชการแต่ละหน่วยดําเนินการอยู่ ก.พ.ร. ได้มุ่งแล้วก็ได้กระทําในส่วนเหล่านี้ แล้วก็ปรับเปลี่ยนแปรผลมากน้อยขนาดไหน อย่างไร ถ้าหากเราได้มีโอกาสทํา ในส่วนเหล่านี้มากยิ่งขึ้น ผมเชื่อว่าจะเปึนตัวช่วยส่วนหนึ่งที่ทําให้ความแตกแยกในสังคม ของเรานั้นลดน้อยถอยลง ที่ผมเห็นเปึนอย่างนั้น เพราะว่าสังคมไทยเราเปึนสังคมแห่งการ เชื่อผู้นําหรือยอมรับผู้ที่มีความสําเร็จในหน้าที่การงาน ซึ่งข้าราชการจะเปึนแบบอย่าง ในสังคมได้อย่างดี ถ้าหากสังคมของเรา ประเทศของเรานั้นข้าราชการไม่มีความแตกแยก และนักการเมืองไม่มีความแตกแยก ผู้นํา โดยเฉพาะที่เราใช้คําว่า ผู้นําทางสังคม ในระดับ ก็คือข้าราชการนั่นละรวม ๆ แล้วไม่เปึนแบบอย่างที่ไม่ดี ก็เชื่อว่าสังคมเราก็จะได้ส่วนที่ดี ในตรงนี้เกิดขึ้น เพราะฉะนั้นผมเองก็อยากจะกราบเรียนว่าได้เห็นการชี้วัดหรือการวัด ในเรื่องต่าง ๆ ก็อยากจะให้ได้มีโอกาสได้ทําในเรื่องเหล่านี้ให้มากยิ่งขึ้น เพื่อที่จะเปึน ส่วนหนึ่ง โดยเฉพาะการวัดหรือการชี้วัดความไม่แตกแยกในหมู่คณะ ในองค์กรถือว่าเปึน ส่วนหนึ่งของการมีประสิทธิภาพและประสิทธิผลในการที่จะทํางานร่วมกัน ความจริงแล้วความแตกแยกมันสามารถที่จะวัดได้เช่นเดียวกันว่าถ้าองค์กรไหนไม่มี ความเจริญ ไม่มีความก้าวหน้า ไม่มีการพัฒนาร่วมกันเกิดจากความไม่สามัคคี เกิดจาก ความแตกแยกก็เปึนตัวชี้วัดหนึ่งได้ แต่ว่าการใช้ตัวดังกล่าวนั้นเปึนตัวชี้วัดหรือเปึน ตัวประเมิน ก็ต้องบอกว่าเราเสมือนหนึ่งประเมินทางอ้อม คงต้องหาจุดชี้วัดโดยตรง ออกไป เปึนตัวชี้วัดโดยตรงออกไปว่าสิ่งเหล่านี้จะนํามาซึ่งการพัฒนาความเจริญก้าวหน้า ในองค์กร แล้วก็ต้องถือว่าตัวชี้วัดเหล่านี้เปึนตัวหนึ่งของประสิทธิภาพ ประสิทธิผล ของการทํางานในหน่วยนั้นขององค์กร แล้วก็เปึนส่วนหนึ่งของการที่จะทําให้ข้าราชการ เหล่านั้นสามารถที่จะมีตําแหน่งหน้าที่การงานเพิ่มเติมยิ่งขึ้น

สิ่งหนึ่งที่ผมอยากจะกราบเรียนท่านประธานครับ ติดอกติดใจเปึนอย่างยิ่ง ก็คือหน่วยราชการที่เราวัด บางครั้งเราไปวัดในหน่วยองค์กร บางองค์กรซึ่งต้องมี ข้าราชการในการทํางานประมาณสัก ยกตัวอย่างองค์กรเล็ก ๆ เช่น องค์กรในการ ทําหน้าที่ธุรการอย่างนี้เปึนต้น งานธุรการโดยปกติมันต้องใช้คนประมาณสัก ๕ คน ในองค์กรนั้นถึงจะทํางานได้อยู่ในระดับของมาตรฐานของการวัด แต่ปรากฏว่าพอองค์กรนั้น เหลือบุคลากรสัก ๓ คนอย่างนี้ เราเอาเครื่องไม้เครื่องมือไปจับ บางครั้งตัวชี้วัดมันก็คง ต้องบอกว่าถ้าเราไม่แปรผลกลับก็ต้องบอกว่าบุคลากร ๓ คนนั้นรับงานไม่ไหว คุณภาพ ของงานไม่มี ถ้าเราวัดพึงแต่จะเอาคุณภาพของงานในส่วนเหล่านี้ก็คงต้องบอกว่ามันคง วัดไม่ได้ แล้วถ้าเราจะใช้การวัดโดยปริมาณของงานอย่างเดียวโดยไม่ได้มุ่งหวัง อัตรากําลังแล้ว แน่นอนท้ายที่สุดมันคงไม่ได้ ผมขออนุญาตกล่าวอย่างนี้ครับว่า ถ้าบุคลากรเพิ่มขึ้น คุณภาพและงานมันต้องเพิ่มขึ้น ถ้างานมันประเมินอยู่เท่าเดิม การประเมินโดยมีกําลังเพิ่มขึ้น แน่นอนท้ายที่สุดคุณภาพมันต้องถือว่าลดลงเมื่อคุณ ใช้คนมากขึ้นแล้วคุณภาพไม่มากขึ้น หรือปริมาณงานคุณไม่มากขึ้น เมื่อใช้เงิน ใช้บุคลากรมากขึ้น ประเมินตรงนี้มันต้องลดลง แต่บางครั้งเราประเมินโดยไม่ใช้ ตัวบุคลากรไปเปึนตัวจับวัด จํานวนเราไม่ใช้ เราไปวัดในคุณภาพแล้วก็ปริมาณงานเฉย ๆ ว่าคุณทํางานแล้วงานไม่สอดคล้อง แต่ไม่ได้ดูจํานวนคนหรือจํานวนบุคลากร สิ่งเหล่านี้ ล้วนแต่มีปัญหา เพราะฉะนั้นก็อยากจะกราบเรียนว่าอยากจะให้นําจํานวนของบุคลากร มาเปึนตัวในการประเมิน ในการชี้วัดในเรื่องดังกล่าว ความสามารถในการแข่งขัน ทางด้านธุรกิจ ประเทศไทยเราถ้าเราถือว่าการเปึนประเทศที่เราเอื้อต่อการ ลงทุนหรือเปึนประเทศที่เรียกว่าสามารถที่จะทําให้ประเทศต่างๆ เขามาลงทุนบ้านเรา เราก็ติดอันดับอยู่ในระดับที่พอดีขึ้น แต่ในขณะที่ความสามารถทางด้านเศรษฐกิจทางการ แข่งขันของเราลดลง เราลดลงจากประเทศที่เรียกว่าอยู่ในลําดับที่ ๓๒ ไปจนกระทั่ง ๓๔ แล้วก็ไปที่ ๓๖ ตัวนี้ก็เปึนอีกตัวหนึ่งเหมือนกันที่บอกว่าประเทศเราเปึนประเทศ ที่ก่อให้เกิด เปึนประเทศที่นักธุรกิจ แม้เราจะเอื้อข้าราชการจะทําให้มันเกิดมรรคผลในการ ที่จะเอื้อต่อการที่จะเปึนประเทศที่น่าลงทุนขนาดไหนก็ตาม แต่ท้ายที่สุดมันก็จะทําให้การ แข่งขันหรือเปึนประเทศที่แข่งขันไม่ได้ นักลงทุนก็ไม่มาอยู่ดี สิ่งเหล่านี้ก็คงต้องเปึนตัวที่ ท่านต้องช่วยนํามาประเมินหรือหยิบยกมาช่วยด้วยว่า ในสิ่งเหล่านี้ไหน ๆ ก็ไหน ๆ แล้ว ท่านก็ต้องช่วยประเมินว่าในหน่วยราชการเรา เราต้องประเมินช่วยในส่วนเหล่านี้ แล้วท้ายที่สุดเมื่อแม้ว่าเราจะทําให้ประเทศของเราเปึน ประเทศที่น่าเอื้อต่อการลงทุนลําดับที่ดีขึ้น แต่ความถดถอยของเราในด้านความสามารถ ของการแข่งขันทางด้านธุรกิจมันลดลง แล้วตัวนี้เราจะยกระดับได้อย่างไร และจะแก้ไข ได้อย่างไรเพื่อให้ประเทศไทยของเราเปึนประเทศที่สามารถที่จะขับเคลื่อนทางด้าน เศรษฐกิจได้ สิ่งเหล่านี้ผมเชื่อว่าไม่พ้นความสามารถของหน่วยงานของ ก.พ.ร. ในการที่ จะช่วยในสิ่งเหล่านี้ต่อภาครัฐของเราในการทํางานเพราะว่าท่านมีบุคลากรที่ล้วนแต่ทรง คุณภาพทั้งสิ้น เพราะฉะนั้นก็ขออนุญาตกราบเรียนว่าในสิ่งเหล่านี้ก็คงต้องขอฝากเอาไว้ นะครับ โดยเฉพาะในเรื่องของการชี้วัด ในเรื่องของการประเมินประเทศที่เอื้อต่อการลงทุน ผมก็อยากจะกราบเรียนว่าอยากจะขอให้แจงเพิ่มขึ้นนิดหนึ่งว่า