สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๒ · ๒๔ กันยายน ๒๕๕๒

บรรพต ต้นธีรวงศ์ เสนอข้อมูลเกี่ยวกับรายงานการพัฒนาระบบราชการ ประจำปี 2551 และหารือเกี่ยวกับการปรับปรุงประสิทธิภาพของระบบและลดช่องว่างระหว่างเจ้าหน้าที่รัฐกับประชาชน รวมถึงการลดค่าใช้จ่ายด้านบุคลากรของภาคราชการและความก้าวหน้าของการพัฒนาระบบราชการไทย โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการมีส่วนร่วมของประชาชนในการพัฒนาและเปลี่ยนแปลงค่านิยมของข้าราชการให้มีความเป็นมิตรต่อประชาชน

นายบรรพต ต้นธีรวงศ์ แบบสัดส่วน

ท่านประธานสภาผู้แทนราษฎร ที่เคารพครับ ผม นายแพทย์บรรพต ต้นธีรวงศ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบสัดส่วน พรรคประชาธิปัตย์ครับ ท่านประธานสภาที่เคารพครับ ผมดูรายงานการพัฒนาระบบ ราชการประจําป้ ๒๕๕๑ ครับ ก็มีความรู้สึกเช่นเดียวกันคือมีทั้งในส่วนที่ชื่นชมแล้วก็ ในส่วนที่กังขาอยู่ในหลาย ๆ เรื่องด้วยกัน แต่เพื่อสงวนเวลาให้ได้ ๑๐ นาทีนะครับ ผมก็ขอจะหยิบยก

ประเด็นที่ ๑ ก็คือว่าที่มาของ ก.พ.ร. ซึ่งก็อิงกฎหมายบริหารราชการแผ่นดิน ซึ่งแก้ไขล่าสุด ป้ ๒๕๔๕ ในส่วนที่ระบุว่าจะต้องมีการพัฒนาประสิทธิภาพของระบบ ราชการ และเรื่องของวิธีบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี ซึ่งก็ออกมาตามรัฐธรรมนูญ ฉบับป้ ๒๕๕๐ ในมาตรา ๗๔ หรือมาตรา ๗๘ ซึ่งในส่วนของผลงานในภาพรวมนะครับ ทาง ก.พ.ร. ได้วางวิสัยทัศน์ไว้ว่า ในช่วงป้ ๒๕๕๑ ถึงป้ ๒๕๕๕ จะมุ่งเน้นพัฒนาระบบ ราชการไทยเพื่อประโยชน์สุขของประชาชน รักษาผลประโยชน์ของประเทศชาติ มีขีดสมรรถนะสูง สามารถเรียนรู้และปรับตัวและตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลง โดยยึดมั่นในหลักจริยธรรมและธรรมาภิบาล ผมขออนุญาตมองในภาพรวมเกี่ยวกับ ข้าราชการไทย คือผมคิดว่าในเรื่องของการมุ่งเน้นเพื่อประโยชน์สุขของประชาชน ผมคิดว่าข้าราชการ ทุกคนมีความตั้งใจที่จะเปึนอย่างนั้น เช่นเดียวกันครับในการรักษาผลประโยชน์ ของประเทศชาติและการมีสมรรถนะสูง รวมทั้งการเรียนรู้ ผมคิดว่าอยู่ในเกณฑ์ที่รับได้ แต่ในขณะเดียวกันผมก็คิดว่าข้าราชการจํานวนน้อย ซึ่งเราสามารถจะสัมผัสได้ว่าทํางาน ไปไม่ได้มุ่งเน้นเพื่อประโยชน์สุขของประชาชน แล้วก็ไม่ได้รักษาผลประโยชน์ ของประเทศชาติ แล้วไม่พยายามที่จะพัฒนาขีดความสามารถของตัวเอง ไม่พยายามที่จะ เรียนรู้หรือปรับตัวเลยที่จะตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลง ซึ่งตรงนี้ผมคิดว่าจะทําอย่างไร ที่จะทําให้ในส่วนนี้มันดีขึ้น เท่าที่สังเกตดูอาจจะเปึนความรู้สึก คือในเรื่องของการ มีความรู้สึกว่าเปึนเจ้าขุนมูลนายยังมีช่องว่างอยู่สูงกับประชาชน เพราะข้าราชการจะมี ความรู้สึกว่าเปึนอีกชนชั้นหนึ่ง ซึ่งอยู่เหนือประชาชนแล้วทําให้เกิดความรู้สึกที่ไม่ดี ถ้าเปึน เรื่องของงานบริการ รวมทั้งงานบริหารด้วย แล้วปัญหาเหล่านี้ทําให้เกิดความขัดแย้ง ขึ้นมา เพราะเดี๋ยวนี้ประชาชนเขาก็รู้สิทธิหน้าที่ของเขา แต่ข้าราชการบางทีไม่ได้ปรับตัว ที่จะรองรับในเรื่องการเปลี่ยนแปลงตรงนี้ รัฐธรรมนูญอาจจะไม่รู้ว่ามีการเปลี่ยนแปลง ไปอย่างไร แต่ข้าราชการก็ยังมีแนวคิดเดิม ๆ แล้วก็ปฏิบัติกับประชาชนแบบเดิม ๆ ก็ทําให้เกิดปัญหาขึ้นมาได้ เพราะฉะนั้นตรงนี้ผมว่าเปึนจุดเน้นในภาพรวมของ ก.พ.ร. ที่จะต้องนําในส่วนที่ท่านวางวิสัยทัศน์ไปพัฒนาตรงส่วนนี้ให้มีจิตสํานึก ไม่ว่าจะเปึนเรื่อง การให้บริการ หรือในการบริหารงานเพื่อประโยชน์สุขของประชาชนให้ดีขึ้น ลดช่องว่าง ของความเปึนเจ้าขุนมูลนายให้ลดน้อยลงมากที่สุด หรือไม่มีเลย จะเปึนดีที่สุด อันนี้ เปึนประเด็นแรกที่ผมคิดว่าในภาพรวมนะครับ

ประเด็นที่ ๒ ผมจําได้ว่าตอนที่เริ่มมีนโยบาย ก.พ.ร. ขึ้นใหม่ ๆ เปัาหมาย สําคัญ คือตั้งแต่รัฐบาลท่านชวน หลีกภัย เรามีค่าใช้จ่ายด้านบุคลากรมากเหลือเกิน มากจนกระทั่งเรียกว่า ๔๐ เปอร์เซ็นต์ของงบประมาณแผ่นดินก็ว่าได้ แล้วเราก็มี ก.พ.ร. เพื่อจะทําเปัาหมายในการลดกําลังคนภาคราชการนี้ลงมาให้เหลือเท่าที่จําเปึน ดูจาก รายงานก็ดูน่าพึงพอใจ ท่านก็มีรายงานมาว่าในงบประมาณรายจ่ายประจําป้ ๒๕๕๑ ๑,๖๐๐,๐๐๐ ล้านบาท เปึนค่าใช้จ่ายด้านบุคลากรจํานวน ๔๖๐,๐๐๐ ล้านบาทเศษ คิดเปึนร้อยละ ๒๗.๘ แต่เมื่อเทียบกับป้ ๒๕๔๖ แท่งที่เปึนสีน้ําเงินมันลดลงในอัตรา ที่ช้ามาก ผมคิดว่าตรงนี้มันลดในอัตราที่ช้าเกินไป นี่เปึนเพราะอะไร สิ่งหนึ่งที่เปึนทางออก ของ ก.พ.ร. คือลดจํานวนข้าราชการแล้วก็ทําให้เกิดลูกจ้างพันธุ์ใหม่ขึ้นมาในส่วน ของทางราชการ ก็คือพนักงานราชการ ซึ่งอันนี้ก็เปึนวิธีการอันหนึ่งที่เรียกว่า ก.พ.ร. ใช้กับ ทางสํานักงานข้าราชการพลเรือนเพื่อที่จะสามารถปรับลดต่าง ๆ ได้ง่ายขึ้น เลิกจ้าง ได้ง่ายขึ้น แต่จริง ๆ แล้วมันเปึนเช่นนั้นจริงหรือไม่ เพราะว่าเราก็ได้เห็นข้อเรียกร้อง จากพนักงานราชการอยู่เสมอ ๆ ว่าขอมีสิทธิเท่ากับราชการในเรื่องสวัสดิการ และเรื่องเงินเดือนต่าง ๆ เพราะฉะนั้นก็อยากจะเรียนถามว่าในเรื่องนี้ ซึ่งเปึนความหวังที่เปึนข้อแรก ๆ เลยนะครับ ในการก่อตั้ง ก.พ.ร. ขึ้นมา ท่านมีหลักเกณฑ์และนโยบายในการลดอัตรากําลังคน ภาครัฐนี้อย่างไร แล้วท่านมีวิธีการอย่างไร แล้วท่านได้ประเมินหรือเปล่าว่าวิธีการ ของท่านมันยังมีประสิทธิภาพอยู่มากน้อยแค่น้อยนะครับ เห็นว่าท่านใช้ผู้ที่มาประเมินนี่ เปึนหน่วยงานอิสระจากต่างประเทศด้วยซ้ํานะครับ ไม่ทราบว่าในส่วนนี้ผลการประเมิน นักประเมินอิสระนั้นเขามีความคิดเห็นอย่างไร ผมมีหลายประเด็นครับ แต่ว่าผมจะยกมา ประเด็นที่ผมสนใจอีกสักประเด็นหนึ่งก็แล้วกันครับ เพื่อสงวนเวลา คือ

ประเด็นในส่วนที่ ๒ ความก้าวหน้าของการพัฒนาระบบราชการไทย ท่านบอกว่าจะนําพาระบบราชการสู่องค์กรของรัฐที่เก่งดีมีส่วนร่วม อ้ายตรงที่ว่า ดีมีส่วนร่วม นี่นะครับ ผมยังมองไม่ค่อยเห็นชัดเจนสักเท่าไร เพราะว่าในระบบราชการนั้น มักจะเปึน ระบบป่ดครับ ไม่ค่อยยินยอมที่จะให้ประชาชน ซึ่งจริง ๆ แล้วก็เปึนผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง ในทุก ๆ กิจการงานของราชการนะครับ มากกว่าครึ่งหนึ่งด้วยซ้ํา แต่ก็ไม่ได้สนใจให้เขามา มีส่วนร่วมในการพัฒนา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในระบบบริการและระบบบริหารขององค์กร ราชการแต่ประการใดเลย หรือมีก็น้อยมาก ผมคิดว่าค่านิยมตรงนี้ หรือสิ่งที่ปฏิบัติกันมา ในอดีตจนถึงปัจจุบันต้องเปลี่ยนแปลงครับ เพราะว่าข้าราชการมักจะถือว่าตัวเองรู้ดีที่สุด ตัวเองทํางานอยู่ตรงนี้ เพราะฉะนั้นไม่มีใครรู้ดีเกินตัวเอง แต่ลืมนึกไปว่าผู้ที่มาใช้บริการนั้น เปึนประชาชน เพราะฉะนั้นความคิดเห็นของประชาชนย่อมมีความสําคัญในการเปลี่ยนแปลง ในเรื่องของวิธีการหรือปัญหาในการให้บริการได้เปึนอย่างดี ความจริงเขาจะมีส่วนช่วยเรา มาก ๆ เลยในการหาทางออกให้เราด้วยซ้ํา ไม่ใช่ทางออกแบบเดิม ๆ แบบที่ไม่มีส่วนร่วม จากประชาชน

อีกประเด็นหนึ่งครับ ผมคิดว่าตรงนี้แทบจะไม่เกิดขึ้นเลยนะครับ ในเรื่อง ของการสร้างธรรมาภิบาลในระดับภูมิภาค เพราะว่าในพระราชบัญญัติบริหารราชการ แผ่นดิน พ.ศ. ๒๕๔๕ ที่เกิดขึ้นมาใหม่นี้นะครับ เขาบอกว่าให้มีการไกล่เกลี่ย ประนีประนอม ข้อพิพาทเปึนหน้าที่ของอําเภอ มีคณะไกล่เกลี่ยในระดับอําเภอ มีนายอําเภอ ปลัดอําเภอ แล้วพนักงานอัยการเปึนคณะไกล่เกลี่ย