สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๒ · ๒๔ กันยายน ๒๕๕๒

อภิชาต ศักดิเศรษฐ์ วิจารณ์ระบบราชการไทยที่มีปัญหาในเรื่องการเมืองและอิทธิพลของธุรกิจและทุน ทำให้ข้าราชการไม่สามารถแสดงบทบาทของตัวเองได้ และทำให้สังคมพึ่งหวังจากข้าราชการน้อยลง และจึงเสนอแนวทางในการพัฒนาระบบราชการให้มีขีดสมรรถนะสูง โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการมีจิตสานึกและความรับผิดชอบต่อตนเอง ต่อประชาชน และต่อสังคม

นายอภิชาต ศักดิเศรษฐ์ นครศรีธรรมราช

กราบเรียน ท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายอภิชาต ศักดิเศรษฐ์ ส.ส. นครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ ก่อนอื่นต้องขอชื่นชมกับคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการที่ได้จัดทํา รายงานการพัฒนาระบบราชการไทยประจําป้ ๒๕๕๑ ได้อย่างครบถ้วนแล้วก็สามารถ ที่จะทําให้มองเห็นถึงแนวทางในการพัฒนาระบบราชการไทยในอนาคต ไม่ใช่เฉพาะ แต่ป้ ๒๕๕๑ ซึ่งท่านได้บันทึกเปึนเอกสารทางประวัติศาสตร์ในการปฏิบัติงานเพื่อพัฒนา ระบบราชการไทยมาแล้ว แต่ว่าในป้ต่อ ๆ ไปท่านก็ได้แสดงให้เห็นว่าท่านจะต้องพัฒนา ระบบราชการไทยไปในทิศทางใด ผมต้องขอแสดงความชื่นชมและก็ยกย่องกับข้าราชการ ทุกคนที่มีความพยายาม มีความมุ่งมั่นและจะเปึนข้าราชการที่ดี เปึนข้าราชการ ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่มุ่งประโยชน์ของประชาชน ไม่ว่าจะอยู่ในระบบ ราชการใด ไม่ว่าจะอยู่ในระดับใดทั้งในและต่างประเทศ ก็ขอยกย่องชื่นชมแล้วก็ขอให้ กําลังใจให้เปึนแบบอย่างที่ดีกับข้าราชการทั่ว ๆ ไป เปึนเบื้องต้นไว้ก่อน อย่างไรก็ตามครับ ท่านประธาน บทบาทของข้าราชการปัจจุบันนี้เปึนที่วิพากษ์วิจารณ์มากจากสังคมทั่วไปว่า ข้าราชการไทยปัจจุบันนี้มีทัศนคติที่เปลี่ยนแปลงไปมากจากที่เคยเปึนที่นิยมยกย่อง ของสังคมไทยในอดีต กลายเปึนว่าสังคมของข้าราชการก็คือสังคมที่รู้รักษาตัวรอด เปึนยอดดี กําลังจะเข้ามามีบทบาทในความคิดความอ่านของพี่น้องข้าราชการของเรา ความจริงแล้วภาวะเช่นนี้ก่อตัวมายาวนานพอสมควร โดยเฉพาะตั้งแต่ในช่วงระยะเวลา ที่ฝ์ายการเมืองหรืออํานาจทางการเมืองมีความเข้มแข็ง แล้วก็สามารถชี้เปึนชี้ตาย ความเปึนความก้าวหน้าหรืออนาคตของผู้ที่เปึนข้าราชการ ไม่มีใครที่อยากจะไป กล้าขัดแย้งกับอํานาจของฝ์ายการเมืองได้ ก็ทําให้ความคิดของข้าราชการจํานวนมาก โดยเฉพาะข้าราชการระดับสูงซึ่งมีบทบาทสําคัญในการกําหนดทิศทางของหน่วยงาน ในการนําพาเพื่อนข้าราชการไปสู่ในทิศทางที่เปึนไปอย่างที่ตัวเองต้องการ ข้าราชการ ระดับสูงเหล่านี้ก็จะมีทัศนะที่คิดจะประคองตัวเองให้อยู่ได้นานที่สุดเพื่อให้รอดพ้น จากการที่ถูกฝ์ายการเมืองรังแก เพราะฉะนั้นผมถึงบอกว่า แนวความคิดหรือว่าทัศนคติ ค่านิยม การรู้รักษาตัวรอดเปึนยอดดีนี้กําลังทําลายระบบราชการของไทย เราได้พบเห็น ปรากฏการณ์บางอย่างในบ้านเมืองของเรา เมื่อบ้านเมืองเกิดภาวะวิกฤติ ไม่ว่าจะเปึน วิกฤติการเมือง การปกครองหรือวิกฤติเศรษฐกิจ หรือวิกฤติทางสังคม ปัจจุบันนี้เราเห็น ข้าราชการน้อยคนมากที่จะออกมายืนต้านวิกฤติเหล่านั้น หรือออกมาเปึนผู้ที่ชี้นํา นําพาหาทางออกให้กับสังคมในภาวะวิกฤติเหล่านั้น ซึ่งแตกต่างกับสมัยก่อน ๆ แม้แต่ ในแวดวงนักวิชาการซึ่งเปึนผู้ที่มีอิสระทางความคิด ก่อนหน้านี้เมื่อเกิดวิกฤติทางการเมืองเราจะเห็นนักวิชาการตามมหาวิทยาลัย อาจารย์ ศาสตราจารย์ทั้งหลาย ผู้เชี่ยวชาญในแต่ละสาขาออกมาแสดงจุดยืน ออกมาเสนอแนะ ทางออกให้กับสังคม แต่ปัจจุบันนี้ภาพเหล่านี้แทบไม่เห็นแล้วครับ เรามีนักวิชาการ มีข้าราชการในมหาวิทยาลัยจํานวนมากที่ไปสังกัดฝ์าย ไปยืนอยู่ภายใต้อิทธิพล ของการเมือง หรือจมอยู่ภายใต้อิทธิพลของกลุ่มธุรกิจหรือกลุ่มทุน จนไม่สามารถ แสดงบทบาทความเปึนข้าราชการที่จะเปึนหลักให้กับบ้านเมืองได้ สิ่งนี้เปึนเรื่องที่ น่าเปึนห่วง เราจึงเห็นข้าราชการที่มีสภาพความรู้สึกว่าวิกฤติเหล่านั้นนั่นไม่ใช่เรื่อง ของตัวเอง นั่นเปึนหน้าที่ของคนอื่น แล้วก็พูดไปก็สองไพเบี้ย นิ่งเสียตําลึงทอง ลักษณะ เช่นนี้กําลังเกิดขึ้นกับข้าราชการในประเทศของเราอย่างน่าหดหู่ที่สุด ท่านประธานครับ เหล่านี้มันได้สะท้อนอะไรครับ มันได้สะท้อนว่าสังคมพึ่งหวังจากข้าราชการได้น้อยลงทุกที นี่เปึนความรู้สึกที่ผมคิดว่า ผมก็ได้สะท้อนมาจากความรู้สึกของคนจํานวนไม่น้อย ในสังคมปัจจุบันนี้ ที่ร้ายแรงกว่านั้นก็คือว่าเราได้ยินคําว่า ข้าราชการเกียร์ว่าง คือในภาวะ ที่บ้านเมืองจะต้องเดินไปข้างหน้า บ้านเมืองจะต้องเข้าไปสู่ความสงบสุข หรือต้องการ การนําพาไปสู่การแก้ไขปัญหาวิกฤติต่าง ๆ เราพบว่ากลไกราชการซึ่งเปึนกลไกสําคัญใน การปฏิบัติงานของรัฐตกอยู่ในภาวะเกียร์ว่าง สภาพเช่นนี้มันเกิดขึ้นมาในสังคมนี้ได้ อย่างไรครับ มันก็เกิดขึ้นมาจากภาวะที่ผมได้กล่าวในตอนต้น ก็คือข้าราชการตกอยู่ ภายใต้อํานาจของการเมือง ภายใต้อิทธิพลของทุน ของธุรกิจ ของอิทธิพล จนกระทั่ง ไม่สามารถที่จะแสดงบทบาทความเปึนตัวของตัวเองออกมาได้ และเมื่ออยู่ในภาวะที่ สุ่มเสี่ยงต่ออนาคต ต่อชื่อเสียง ต่อความมั่นคงในชีวิตของตัวเอง ก็เลยแก้ปัญหาด้วยการ อยู่ในสภาพเกียร์ว่าง ก็คือไม่ยอมปฏิบัติงาน ในหลายเรื่องมันเกิดขึ้นมาได้อย่างไรครับ เกิดภาวะที่คนชุมนุมกัน มีการจลาจล มีการจะเผาบ้าน เผาเมือง บ้านเมืองจะอยู่ไม่รอด ตํารวจยืนอยู่เฉย ๆ แล้วก็บอกว่ากลัวว่าถ้าปฏิบัติอะไรไปก็จะเปึนความผิด กลัวว่าโทษ จะกลับมาย้อนถึงตัวเอง ภาวะเหล่านี้เกิดขึ้นกับข้าราชการในพระบาทสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัวได้อย่างไรครับ นี่ผมคิดว่าเปึนคําถามที่ผมอยากจะขอคําตอบจาก ก.พ.ร. ด้วยว่า สิ่งนี้เราได้ตระหนักกันหรือไม่ ท่านประธานที่เคารพครับ การที่ข้าราชการประจํา ไม่กล้าที่จะออกมาแสดงจุดยืนหรือความถูกต้องในการทําหน้าที่ของตัวเอง เปึนเรื่องใหญ่ เปึนเรื่องที่ต้องกระตุ้นจิตสํานึกตรงนี้กันอย่างหนัก ก.พ.ร. ไม่ใช่มีหน้าที่เพียงแค่ว่าพัฒนา ระบบราชการให้เอาใจประชาชนเท่านั้น หรือว่าประชาชนพอใจ นั่นท่านถือว่าเปึนการ พัฒนาระบบราชการแล้ว ไม่ใช่ครับ มากไปกว่านั้นก็คือการสร้างจิตสํานึกที่ดีให้กับคนที่ เปึนข้าราชการ ให้กล้าหาญ ให้ยืนหยัดในสิ่งที่ถูกต้องได้ การยืนหยัดทําหน้าที่บนพื้นฐาน ของความถูกต้อง ความชอบธรรม ถูกกฎหมาย ถูกระเบียบอย่างเคร่งครัด ตรงนี้ต่างหากครับ คือสิ่งที่ข้าราชการต้องพึงปฏิบัติ จะติดคุก จะต้องโทษอย่างไรก็ตาม ถ้ายืนหยัดตรงจุดนี้ ผมคิดว่าสิ่งนี้จะปกปัองข้าราชการที่ดีได้ แต่ถ้าข้าราชการไม่กล้า ไม่มีจิตสํานึก ไม่มีความรู้สึกว่าสิ่งนี้เปึนสิ่งที่ถูกต้องเสียแล้ว ผมคิดว่าบ้านเมืองวังเวงครับ อย่าลืมว่า อํานาจการเมืองมาแล้วก็ไป แต่สิ่งที่อยู่ คนที่คงอยู่ก็คือข้าราชการ และระบบราชการ จะต้องพัฒนาไปสู่จุดของการเปึนระบบที่มีความกล้าหาญ ยึดมั่นในระบบคุณธรรม ยึดมั่นในระบบความถูกต้องโดยไม่เกรงกลัวอํานาจอิทธิพลใด ๆ ตรงนี้ถึงจะเปึนที่พึ่งหวัง ของสังคมได้ ท่านประธานที่เคารพครับ ปัจจุบันนี้ผมคิดว่าสังคมได้มองข้าราชการ ไปในทางที่ไม่ดีนัก จากสิ่งที่ผมกล่าวมาทั้งหมดแล้ว ก็ยังมีอีก ๕ ประเด็นที่ผมคิดว่าสังคม ตั้งคําถามกับข้าราชการก็คือ

๑. เรื่องของคุณภาพ คนทั่วไปมีความรู้สึกว่าคนเปึนข้าราชการมีคุณภาพ ด้อยกว่าพนักงานเอกชน จะด้วยเหตุผลอะไรก็ตามคนมาเปึนข้าราชการอาจจะบอกว่า ไม่รู้จะไปไหนแล้ว ระบบเอกชนเขาไม่เอาก็เลยมาเปึนข้าราชการ ก็เลยทําให้ถูกมองว่า ข้าราชการมีคุณภาพที่สู้กับเอกชนไม่ได้

๒. ก็คือคนที่เปึนข้าราชการโดยส่วนใหญ่ ขาดความกระตือรือร้นในการ พัฒนาตนเอง พัฒนางานในความรับผิดชอบของตนเอง ก็จะเห็นว่าหน่วยงานราชการ ต่าง ๆ มากมายที่อยู่ในสภาพอยู่กับที่เหมือนกับที่หลาย ๆ ท่านได้อภิปรายในวาระ รับทราบเรื่องการโอนงบประมาณนั่นละครับ มีสภาพเช่นนั้น แล้วก็ถูกดูถูกดูแคลน แบบนั้นว่าย่ําอยู่กับที่แล้วก็ไม่พัฒนาตัวเอง คิดแต่เอาง่ายเข้าว่าก็เลยสู้คนอื่นไม่ได้

๓. ก็คือการตกอยู่ภายใต้การครอบงําของการฝ์ายการเมือง ขาดความเข้มแข็งเปึนตัวของตัวเอง ไม่กล้ายืนหยัดในสิ่งที่ถูกต้องดังที่ผมได้เรียนไว้แล้ว

๔. ก็คือการมุ่งที่จะเติบโตก้าวหน้าในทุกวิถีทาง ด้วยการที่ไม่มองว่าวิธีการ ที่จะมาได้ซึ่งความก้าวหน้านั้น มีความถูกต้องชอบธรรมหรือไม่ อันนี้ร้ายแรงมาก ผมคิดว่าตัวอย่างรูปธรรมที่เห็นได้ชัดก็คือเรื่องของการแต่งตั้งโยกย้าย ปัจจุบันนี้เราแทบ จะยอมรับกันว่าการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการในทุกระดับ การที่มีระบบอุปถัมภ์เปึนสิ่งที่ ถูกต้อง เปึนสิ่งที่ข้าราชการเกือบทุกระดับยอมรับว่าจะต้องเปึนไปตามนั้น ถ้าไม่มีเส้น ไม่มีสายยากที่จะเติบโตขึ้นมาได้ ยากจนมองในจุดนี้จนกระทั่งว่าคุณค่าของตัวเอง ลดหายไป แม้ตัวเองจะเก่งอย่างไรก็ตาม แต่ไม่มีความเชื่อมั่นเลยว่าจะเติบโตในระบบ ราชการได้ เพราะว่าสังคมมันยึดถือเรื่องเส้น เรื่องสาย เรื่องระบบอุปถัมภ์ จนไม่มี ความมั่นใจว่าตัวเองจะเติบโตขึ้นแบบนั้นได้ สิ่งนี้ก็เปึนเรื่องที่มีความสําคัญ การซื้อขาย ตําแหน่ง การใช้เงินเพื่อจะเติบโตในหน้าที่ราชการกลายเปึนปัจจัยที่มีความสําคัญต่อการ เติบโต

สุดท้ายก็คือเรื่องของการแสวงหาผลประโยชน์ อันนี้คือหมายความว่า ทั้ง ๕ ประเด็นนี้ก็คือสิ่งที่สังคมมอง การแสวงหาประโยชน์อย่างที่ในรายงานก่อนหน้านี้ เรื่องของงบประมาณ เรื่องของการโยกงบประมาณ เรื่องของการมีนอก มีใน ในการใช้ จ่ายเงินงบประมาณ ข้าราชการอยู่ได้ด้วยอะไรเงินเดือนแค่นี้ ก็ได้ด้วยจากเปอร์เซ็นต์ จากการจ้างเหมาในการจัดทํางบประมาณ นี่คือภาพรวมที่ผมคิดว่าสังคม มองต่อข้าราชการและเปึนสิ่งที่เลวร้ายมาก ผมไม่ได้มีความรู้สึกที่มีอคติกับระบบราชการ แต่ว่าต้องการสะท้อนให้เห็นว่าสังคมได้มองท่านอย่างไร อย่างไรก็ตามอย่างที่ผมกล่าว ในตอนต้นว่าผมรู้สึกชื่นชมที่ได้เห็นรายงานฉบับนี้ออกมา แล้วก็ได้สะท้อนให้เห็นว่า ก.พ.ร. มีความมุ่งมั่นอย่างแท้จริงในการที่จะพัฒนาระบบราชการ แล้วก็ต้องการที่จะขจัด สิ่งเหล่านั้น ซึ่งผมได้เรียนข้างต้นว่าเปึนสิ่งที่เลวร้ายออกไปจากระบบราชการ และ ก.พ.ร. ก็ได้ทําให้เห็นแล้ว ผมค่อนข้างชื่นชมกับแนวเรื่องวิสัยทัศน์ของการพัฒนาระบบ ราชการไทยในช่วงระยะ ป้ ๒๕๕๑ ถึงป้ ๒๕๕๕ ซึ่งผมอยากจะอ่านมีเพียง ๒ บรรทัด เท่านั้น ให้ท่านพี่น้องประชาชนที่อยู่ทางบ้านที่ไม่มีโอกาสได้อ่านรายงานฉบับนี้ ก็คือ ระบบราชการไทยมุ่งเน้นประโยชน์สุขของประชาชนและรักษาผลประโยชน์ ของประเทศชาติ มีขีดสมรรถนะสูง สามารถเรียนรู้ ปรับตัวและตอบสนองต่อการ เปลี่ยนแปลง โดยยึดมั่นในหลักจริยธรรมและธรรมาภิบาล ผมคิดว่านี่เปึนธงนําที่มี ความสําคัญมากและท่านต้องยืนในจุดนี้ในตลอด ๓-๔ ป้ข้างหน้า ที่ท่านจะพัฒนาระบบ ราชการไปในทิศทางตามยุทธศาสตร์นี้ ซึ่งในภาพรวมของยุทธศาสตร์ซึ่งทําเปึนแผนผัง ออกมา ผมคิดว่าเปึนเรื่องที่ชี้ให้เห็นถึงทิศทางที่จะเดินไปสู่จุดนั้นได้ดี ก็ขออนุญาต อ่านนิดเดียวนะครับท่านประธานเพื่อให้ผู้ที่อยู่ทางบ้านได้รับฟังก็คือ

ประเด็นยุทธศาสตร์ที่ ๑ ก็คือการยกระดับการให้บริการ และการทํางาน เพื่อตอบสนองความคาดหวัง และความต้องการของประชาชนที่มีความสลับซับซ้อน หลากหลายและเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว

ประเด็นยุทธศาสตร์ที่ ๒ ก็คือปรับปรุงรูปแบบการทํางานให้มีลักษณะ เชิงบูรณาการ เกิดการแสวงหาความร่วมมือและสร้างเครือข่ายกับฝ์ายต่าง ๆ รวมทั้ง เป่ดให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วม

ประเด็นยุทธศาสตร์ที่ ๓ ก็คือมุ่งสู่การเปึนองค์การที่มีขีดสมรรถนะสูง บุคลากรมีความพร้อมและความสามารถในการเรียนรู้ คิดริเริ่มเปลี่ยนแปลงและปรับตัว ได้อย่างเหมาะสมต่อสถานการณ์ต่าง ๆ

ประเด็นยุทธศาสตร์ที่ ๔ สร้างระบบการกํากับดูแลตนเองที่ดีเกิดความ โปร่งใส มั่นใจและสามารถตรวจสอบได้ รวมทั้งทําให้บุคลากรปฏิบัติงานอย่างมีจิตสํานึก ความรับผิดชอบต่อตนเอง ต่อประชาชน และต่อสังคมส่วนรวม

นี่เปึนแนวยุทธศาสตร์ที่มีความสําคัญและเปึนหลักที่ควรจะเดินไปอย่างยิ่ง นะครับ อย่างไรก็ตามอย่างที่ผมได้เรียนในตอนต้นว่า ถ้าขาดแล้วซึ่งจิตสํานึกในการเปึน ข้าราชการที่ดี จิตสํานึกในความรับผิดชอบต่อบ้านเมือง ต่อการเปึนหลักให้กับสังคมแล้ว ยุทธศาสตร์ทั้ง ๔ นี้ก็อยากที่จะเดินไปได้ ก็อยากจะเพิ่มเติมในส่วนของเรื่องจิตสํานึก ความเปึนข้าราชการที่ดีนี้

และข้อสุดท้ายก็คือว่า ในรายงานทั้งฉบับซึ่งผมก็ได้อ่านในบทสรุปย่อ ซึ่งได้สรุปไว้ค่อนข้างดีมากว่า อย่างไรก็ตาม ระบบราชการยังต้องได้รับการเอาใจใส่ เปึนพิเศษและต้องเร่งด่วน โดยเฉพาะในมิติการกํากับตนเองให้เกิดความโปร่งใส มั่นใจ และสามารถตรวจสอบได้ รวมทั้งให้บุคลากรภาครัฐปฏิบัติงานอย่างมีจิตสํานึกรับผิดชอบ ต่อตนเอง ต่อประชาชน และต่อสังคมโดยรวม ผมคิดว่านี่เปึนข้อสรุปของรายงานฉบับนี้ ที่ก่อให้เกิดความมั่นใจในการพัฒนาระบบราชการได้ ผมก็ขอฝากประเด็นที่ได้ตั้งไว้ ข้างต้นให้กับคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการได้นําไปปรับปรุงต่อไปด้วย กราบขอบพระคุณครับ