พีรพันธุ์ พาลุสุข สังเกตปัญหาในการรายงานของศาลรัฐธรรมนูญและเรียกร้องการปรับปรุงการเสนอรายงานให้ชัดเจนขึ้น เพื่อให้ได้รับข้อมูลที่ถูกต้องและเป็นประโยชน์ในการพิจารณาและดำเนินการ นอกจากนี้ พีรพันธุ์ พาลุสุข ยังหารือเกี่ยวกับการตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญในคดีการยุบพรรค และเรียกร้องให้ศาลศึกษากฎหมายและหากระบวนการที่ชัดเจนในการตัดสิน
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม พีรพันธุ์ พาลุสุข สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทยจากจังหวัดยโสธรครับ ท่านประธานครับผมได้ดูรายงานประจําป้ ๒๕๕๑ ของศาลรัฐธรรมนูญก็อยากจะมี ข้อสังเกตเบื้องต้น ก็เปึนทุกฉบับที่มีรายงานเข้าสู่สภาที่ผมได้ให้ความเห็นไปก็หลาย หน่วยงานที่มีรายงานอย่างนี้เข้าสู่สภา เนื่องจากเปึนรายงานฉบับเดียวที่ท่านส่งไปให้ทั้ง คณะรัฐมนตรีด้วย สภาด้วย หรือหน่วยงานอื่นด้วย เปึนรายงานเหมือนกันหมด ผมก็เคยขอร้องทุกหน่วยงานที่จะต้องรายงานต่อสภา ถ้าเปึนไปได้อยากจะขอให้เพิ่ม ในภาคส่วนใดส่วนหนึ่งที่ท่านต้องการจะรายงานต่อสภา หรือต้องการจะให้สภาทําอะไร เพื่อจะเปึนการที่จะช่วยเหลือท่านในการทําหน้าที่ ไม่เช่นนั้นแล้วรายงานนี้สมาชิกสภาเอง ก็คงจะต้องไปอ่านเอาเอง หาเอาเอง เลยไม่ทราบว่าศาลรัฐธรรมนูญที่มาชี้แจงวันนี้ รายงานต่อสภาแล้วท่านมีวัตถุประสงค์พิเศษอย่างไรหรือเปล่า อันนี้เพื่อจะให้การทํางาน ร่วมกันระหว่าง ๒ หน่วยงานมันสะดวกขึ้น ผมพูดอย่างนี้กับทุกองค์กรที่มารายงาน ต่อสภาครับ
เรื่องต่อไปครับท่านประธาน ไหน ๆ ก็ต้องอ่านจากรายงานที่ท่านได้ส่ง มานะครับ ผมก็มีข้อสังเกตจากที่เพื่อนสมาชิกหลายท่านได้อภิปรายไปแล้ว ขอดูตาม รายงานในส่วนที่เปึนเรื่องที่สําคัญที่ชวนอ่านก็คือตั้งแต่หน้า ๔๕ ขึ้นไป ที่ท่านพูดถึง ยุทธศาสตร์ศาลรัฐธรรมนูญ ป้ ๒๕๕๐-๒๕๕๔ อ่านดูยุทธศาสตร์แล้วท่านกําหนดว่า วิสัยทัศน์ของศาลจะเปึนอย่างไร พันธกิจจะเปึนอย่างไร ที่สําคัญก็คือเพื่อให้บรรลุพันธกิจ และวัตถุประสงค์ดังกล่าวนั้น ท่านก็มียุทธศาสตร์ที่สําคัญ ยุทธศาสตร์ที่ ๑ พัฒนา กระบวนการวินิจฉัยคดีและยกระดับมาตรฐานการพิจารณาคดีสู่ระดับสากล อันนี้ผม ไม่ทราบว่าแปลว่าอะไรนะครับ ยุทธศาสตร์ที่ ๒ คุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชน เพื่อพัฒนาประชาธิปไตยและเผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับรัฐธรรมนูญและศาลรัฐธรรมนูญ ยุทธศาสตร์ที่ ๓ พัฒนาองค์กรและบุคลากรสู่ความเปึนเลิศในระดับสากล เจอคําว่า หนี้ อีกแล้วนะครับ ยุทธศาสตร์ที่ ๔ เสริมสร้างและพัฒนาเครือข่ายความร่ํารวยกับองค์กร ภายนอกทั้งในและต่างประเทศ ผมก็มาดูต่อไป เอาละ ท่านกําหนดยุทธศาสตร์ไว้อย่างนี้ ตั้งแต่ป้ ๒๕๕๐ ถึงป้ ๒๕๕๑ ท่านดําเนินการตามยุทธศาสตร์นี้อย่างไร ก็ต้องพลิกไปดู ตั้งแต่หน้า ๖๘ เปึนต้นไปนะครับว่า การพัฒนาการกระบวนการวินิจฉัยคดีและยกระดับ มาตรฐานการพิจารณาสู่ระดับสากลนั้นท่านทําการศึกษาวิจัย ท่านพัฒนาขีดสมรรถนะ ขององค์กรและบุคลากร ในเรื่องการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพก็เช่นเดียวกัน ท่านก็ทําไปอย่างนั้น ละครับ แต่ก็ไม่ได้บอกในรายงานชัดเจนว่าสิ่งที่ท่านเขียนว่าท่านทําอย่างนี้ ๆ ไปนั้นมัน ประสบความสําเร็จแค่ไหน เพียงใด มีหลายเรื่องถ้าหากว่ามีรายงานที่ชัดเจนขึ้นมาว่า สิ่งที่ท่านไปศึกษาวิจัยนั้นได้นํามาใช้ประโยชน์ในการพัฒนา หรือยกระดับมาตรฐานการ พิจารณาของศาลอย่างไร หรือไม่ อันนี้ก็อยากจะพูดเปึนประเด็นเบื้องต้นเพื่อให้มีการ ปรับปรุงการเสนอรายงานที่จะเปึนประโยชน์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผมก็หวังว่าในป้หน้า เมื่อท่านกลับมารายงานอย่างนี้อีก ถ้าเปึนไปได้อาจจะมีภาคผนวกหรือภาคพิเศษเพิ่มขึ้น สิ่งที่ศาลอยากจะสื่อมาถึงรัฐสภานี้คืออะไร โดยเฉพาะในส่วนที่อยู่ในอํานาจหน้าที่ของ สภาผู้แทนราษฎรเอง เพื่อพวกเราจะได้ไปพิจารณาไปดําเนินการกันต่อ ถ้าจําเปึนจะต้อง ปรับปรุงแก้ไขกฎหมายก็จะได้มีการดําเนินการศึกษากันต่อไป เพื่อจะทําให้งานของศาลนั้น มีความสมบูรณ์และดียิ่งขึ้น แล้วก็จะบรรลุวิสัยทัศน์ พันธกิจ และเปัาหมายที่ ท่านวางไว้นี่ละครับ สิ่งนี้ที่ผมอยากจะเรียนในเบื้องต้น ท่านประธานครับ มีเรื่องที่สังคม พูดถึงกันมากเกี่ยวกับบทบาทของศาลรัฐธรรมนูญ อันนี้คงไม่ต้องแปลกใจนะครับ เพราะว่าศาลยุติธรรมตัดสินคดีแพ่ง คดีอาญา ซึ่งหลักกฎหมายมันค่อนข้างจะตายตัว แล้วก็มีหลักกฎหมายที่ชัดเจน การที่ศาลจะตัดสินว่าถูกหรือผิดมันก็เปึนที่ยอมรับเข้าใจ กันอยู่แล้วนะครับ หลักทางกฎหมายแพ่งก็เช่นเดียวกัน แต่ในกลุ่มศาลที่เปึนศาล กฎหมายมหาชน ไม่ว่าจะเปึนศาลรัฐธรรมนูญหรือศาลปกครองจะถูกสังคม วิพากษ์วิจารณ์กันอยู่มาก ส่วนหนึ่งอาจจะเปึนเพราะประเทศไทย คนไทยเองอาจจะยัง ไม่เคยชินกับการทํางานของศาลเหล่านี้ หรือส่วนที่ ๒ ก็อาจจะเปึนเพราะผลของ คําวินิจฉัยคําพิพากษาเหล่านี้นะครับ มันทําให้สังคมเกิดความสงสัยกันค่อนข้างมาก เพราะฉะนั้นจึงไม่แปลกที่หลายครั้งไม่ว่าจะเปึนนักวิชาการหรือบุคคลก็จะลุกขึ้นมา วิพากษ์วิจารณ์คําวินิจฉัยของศาลอยู่เสมอ ผมขอยกตัวอย่างนะครับ ผมอ่านดู ทั้งหมดแล้วก็มีข้อสังเกตว่า ถ้าเปึนปัญหาข้อกฎหมายแท้ ๆ ล้วน ๆ ท่านก็ทําได้ค่อนข้าง จะดี แต่พอมันเปึนเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการเมืองหน่อย หรือมีการเมืองเข้าไปเกี่ยวข้องมัน ทําให้เกิดข้อสงสัยอยู่เสมอว่า หลักกฎหมายที่ศาลใช้นั้นมันคืออะไร ยกตัวอย่างในคดีใน คําวินิจฉัยเรื่องคําแถลงการณ์ร่วมกรณีไทย-กัมพูชา เรื่องที่เกี่ยวกับคดีเขาพระวิหารนั้น ซึ่งทุกคนก็คงทราบกันอยู่แล้ว ผมก็ไปอ่านเหตุผลของศาลที่ไปให้เหตุผลในการวินิจฉัยบอกว่า คําว่า หนังสือสัญญาที่ โหวตเปลี่ยนแปลงนั้นใช้กับหนังสือสัญญารวม ๒ ประเภท คือที่โหวตเปลี่ยนแปลงอาณาเขต หรือเปลี่ยนแปลงเขตพื้นที่นอกประเทศ ซึ่งตามตัวหนังสือน่าจะแปลว่ามันต้องมีการ เปลี่ยนจริง ๆ แต่ศาลกลับไปบอกว่าหากตีความเช่นนั้นก็จะไม่เกิดผลตามความมุ่งหมาย ของรัฐธรรมนูญที่มุ่งตรวจสอบความชอบด้วยกฎหมายก่อนที่รัฐบาลฝ์ายบริหารจะไป ลงนามผูกพันกับประเทศ และสุดท้ายท่านก็เลยตีความว่าถ้าจะให้บรรลุความมุ่งหมาย อย่างนี้ ต้องตีความว่าหนังสือสัญญานั้น ที่อาจจะมีผลเปลี่ยนแปลงอาณาเขตหรือ เปลี่ยนแปลงเขตพื้นที่ของประเทศ หรืออาจจะกระทบต่อเศรษฐกิจความมั่นคงของ ประเทศตามที่กําหนดไว้ในรัฐธรรมนูญนะครับ ผลจากการวินิจฉัยอย่างนี้ หลายท่านได้ อภิปรายไปแล้ว บอกว่ามันเปึนการวินิจฉัยเกินกว่าที่รัฐธรรมนูญกําหนด เพราะรัฐธรรมนูญบอกว่าสัญญาที่มีบทเปลี่ยนแปลงขึ้นมันเปลี่ยนจริง ๆ แต่ท่านบอกว่า มันอาจจะเปลี่ยน ผมก็ถึงถามต่อว่าแล้วทําไมไม่เปลี่ยนล่ะ อะไรจะเกิดขึ้น ผลจาก คําวินิจฉัยอย่างนี้และการที่กฎหมายกําหนดว่าคําวินิจฉัยของศาลนั้นผูกพันองค์กรต่าง ๆ ท่านประธานครับท่านลองให้ทางเจ้าหน้าที่ฝ์ายศาล โดยเฉพาะท่านเลขาธิการลองไปเอา รายงานของรัฐบาลที่เสนอมาที่สภานี่นะครับ ในช่วงต้นผมเห็นอยู่แต่ช่วงหลังรัฐบาล ดึงออกไป จากกระทรวงมาถึง ครม. ให้เหตุผลในการเสนอหลายเรื่อง ซึ่งจริง ๆ มันไม่อยู่ ในข่ายของมาตรา ๑๙๐ เลย แต่ศาลบอกว่า มันอาจจะ ทุกคนก็เลยกลัวหมด ก็เลยให้ เหตุผลง่าย ๆ ว่า เพื่อความปลอดภัยเพื่อความรอบคอบให้สภาให้ความเห็นชอบก่อน ซึ่งแม้กระทั่งบางเรื่องซึ่งไม่น่าจะส่งมา เช่น การจัดสัมมนาระหว่างประเทศ ได้เงินอุดหนุน จากสหประชาชาติ ก็ยังต้องขอความเห็นชอบจากสภา เพราะอะไร เพราะมันอาจจะเปึน เรื่องสัญญาระหว่างประเทศ และอาจจะอะไรต่ออะไร คําว่า อาจจะ นี่ละครับ มันก่อให้เกิดผลผูกพันในการปฏิบัติมาก จนกระทั่งรัฐบาลเวลานี้ทําอะไรแทบไม่ได้ อันนี้คือปัญหาข้อที่ ๑ ถึงมีคนลุกขึ้นมาวิจารณ์ท่านมากก็เพราะเหตุนี้ เรื่องของ นายกรัฐมนตรีสมัครครับ คดีนั้นก็เช่นเดียวกัน ความจริงในรัฐธรรมนูญ มาตรา ๓ บอกว่า ท่านรองประธานลองดูนะครับ ในการปฏิบัติหน้าที่ของรัฐสภา คณะรัฐมนตรี ศาล รวมทั้ง องค์กรตามรัฐธรรมนูญและหน่วยงานของรัฐต้องเปึนไปตามหลักนิติธรรม ผมก็ไม่เข้าใจ ว่าหลักนิติธรรมหมายถึงอะไร ตกลงถ้าเราใช้หลักนี้ทั่ว ๆ ไป ก็น่าจะหมายถึง ๑. กฎหมาย ๒. ประเพณีการปกครองประเทศในระบอบประชาธิปไตย แต่จากคําวินิจฉัยเรื่องนี้ก็คง ต้องเพิ่มเข้าไปด้วย ๓. พจนานุกรม ๔. อื่น ๆ ๕. อื่น ๆ ก็แปลว่าต่อไปนี้ ศาลจะเอาอะไร ขึ้นมาเปึนเหตุผลในการวินิจฉัยก็ได้ ผลจากคําวินิจฉัยอย่างนี้ละครับ คนถึงลุกขึ้นมา วิพากษ์วิจารณ์ท่าน เพราะเขามองดูว่าเหตุผลของคําพิพากษานั้น มันไม่สมเหตุสมผล ทําให้ท่านคนเข้าใจว่าท่านมีเปัาหมายไว้ ผมไม่อยากจะพูดว่ามีธงไว้ล่วงหน้า แล้วก็เขียน เอาเหตุผลอย่างนี้ขึ้นมาประกอบของคําวินิจฉัย ผมย้อนกลับไปดูเรื่องคดีของการยุบพรรค ถ้าอ่านดูคําวินิจฉัยแล้วน่าเสียดายที่ตรง มาตรา ๒๓๙ ที่ศาลรัฐธรรมนูญไปกําหนด บทบาทตัวเอง บอกว่าในเมื่อ มาตรา ๒๓๙ วรรคหนึ่ง ของรัฐธรรมนูญบัญญัติ ให้คําวินิจฉัยของคณะกรรมการการเลือกต้องเปึนที่สุด ศาลรัฐธรรมนูญจึงไม่มีอํานาจ ที่จะเปลี่ยนแปลงคําวินิจฉัยนั้น ตรงนี้กฎหมายเขียนว่า คําวินิจฉัยของ กกต. ให้เปึนที่สุด พวกเราที่เรียนกฎหมายมาก็เข้าใจว่าคําว่า ที่สุด นั้น หมายถึงที่สุดของฝ์ายบริหาร แต่ฝ์ายตุลาการมีอํานาจที่จะตรวจสอบได้ ผมก็เสียดายว่าเรื่องอย่างนี้ศาลไม่ควรจะบอก ว่าตัวเองไม่มีอํานาจ ทีเรื่องที่ไม่มีอํานาจก็ชอบบอกว่ามีอํานาจอยู่เยอะเลย เห็นไหมครับ ถ้าอย่างนั้นผมก็เลยต้องตีความว่า ถ้าอย่างนั้นก็แปลว่า กกต. เปึนอีกศาล หนึ่ง เพราะเหตุท่านไปจํากัดบทบาทของตัวเองอย่างนี้ในการตีความเรื่องนี้ ทําให้ใคร ก็ตามก็เข้าไปตรวจสอบการทํางานของ กกต. ไม่ได้ ถ้าศาลบอกว่าศาลมีอํานาจที่จะ ตรวจสอบความชอบด้วยกฎหมายได้ สามารถที่จะรีวิว (Review) ได้ ผมคิดว่าก็จะทําให้ การทํางานของ กกต. เองก็จะได้ดูดีขึ้น มีเหตุมีผลมากขึ้น เปึนที่ยอมรับของสังคมมากขึ้น
ท่านประธานครับ พูดถึงเรื่องนี้ผมไม่มีอะไรเพิ่มเติม ก็เพียงแต่บอกว่า ในเรื่องของคดีการยุบพรรค เอาละ ท่านก็ตัดสินไปแล้ว และคําวินิจฉัยของท่าน กฎหมาย ก็บอกว่าให้มีผลผูกพัน มันก็ผูกพันไปแล้วนะครับ แต่สิ่งที่สังคมเขาลุกขึ้นมาวิจารณ์ ท่านมากก็เพราะเขาดูว่าท่านตัดสินวันนั้น ถ้าใครที่ดูติดตามข่าว ท่านย้ายที่อ่าน คําวินิจฉัยมาอ่านที่ศาลปกครอง วันนั้นท่านนัดให้ผู้ถูกร้องไปแถลงป่ดคดี คงไม่มีใคร นึกว่าวันนั้นท่านจะตัดสินเลย ผมก็ดูภาพจากข่าว เห็นอดีตหัวหน้าพรรคท่านหนึ่งเปึน ผู้อาวุโสทางการเมือง แถลงเสร็จท่านยกมือขึ้นกราบขึ้นไหว้ ขอความเมตตาจากศาล แล้วใครจะไปนึกว่าอีกไม่กี่ชั่วโมงหลังจากนั้นท่านอ่านคําวินิจฉัยแล้ว ผมไปดูข้อบังคับ ข้อกําหนดที่ท่านเขียนไว้ว่าในการทําคําวินิจฉัยหรือคําสั่งนั้นตุลาการซึ่งเปึนองค์คณะ ทุกคนต้องทําความเห็นวินิจฉัยส่วนตนเปึนหนังสือ พร้อมด้วยแถลงด้วยวาจาต่อที่ประชุม ก่อนการลงมติ และเมื่อการลงมติเสร็จสิ้น ให้ตุลาการซึ่งเปึนองค์คณะจัดทําคําวินิจฉัย ก็มาแถลงตอนเก้าโมง สิบโมง ก่อนเที่ยงเราได้เห็นคําวินิจฉัยแล้ว คนก็สงสัย ท่านไป ประชุมกันที่ไหน ไปเขียนคําวินิจฉัยไว้ที่ไหน แล้วแถมพอไปดูคําวินิจฉัยนะครับ พรรคที่ ๑ พรรคที่ ๒ และพรรคที่ ๓ มีตําหนิเยอะเลย ตําหนิอย่างไรครับ ตําหนิก็คือทําให้เห็นว่า คําวินิจฉัยเปึนฟอร์แมท (Format) เดียวกัน ใส่ชื่อคนเข้าไป เหมือนกับก๊อบปุ้คําวินิจฉัยนั่นละ ผิดด้วย ใส่ชื่ออ่านผิดด้วย แล้วอย่างนี้จะไม่ให้สังคมเขานินทาท่านได้อย่างไร ตรงนี้ละครับ ท่านประธาน ที่คนเขาวิพากษ์วิจารณ์กันมาก ผมถามตุลาการท่านอื่นนะครับ บอกถ้าจะ ทําเรื่องนี้ทําไมไม่ทําให้มันเนียนหน่อยได้ไหม ก็ในเมื่อแถลงเสร็จแล้ว ปกติท่านก็ต้อง กลับไปนั่งคิดวิเคราะห์ ไปคิดว่าจะตัดสินอย่างไร เขียนคําวินิจฉัยเสร็จแล้วค่อยนัดประชุมกัน อย่างนี้มันก็จะดูเนียนดี แต่ทํากันอย่างนี้ไม่แปลกหรอกครับที่คนลุกขึ้นมานินทาพวกท่าน เขาก็เลยบอกว่ามีธงมาก่อน นี่อย่างไรครับ นี่คือเหตุใหญ่ที่ทําให้ศาลรัฐธรรมนูญ ถูกวิพากษ์วิจารณ์ ถ้าสังคมลุกขึ้นมาวิพากษ์วิจารณ์ท่าน ผมก็ต้องบอกว่าไม่ใช่ใคร ท่านอย่าไปโทษสังคมเลย ท่านทําเอง มันไม่เหมาะสมเอง คนถึงได้ลุกขึ้นมาวินิจฉัย อย่าลืม นะครับ ท่านประธานครับ ผมคิดว่าศาลมีความสําคัญอย่างยิ่ง เปึนแหล่งสุดท้ายที่จะให้ ความยุติธรรม ถ้าคนไม่ได้รับความยุติธรรมจากศาลแล้ว ไม่ว่าจะเปึนศาลไหนก็ตามนะครับ ความรุนแรงทางสังคมก็จะเกิดขึ้น แล้วเขาก็จะหาทางแก้ด้วยวิธีอื่น ผมไม่อยากจะเห็น สิ่งนี้เกิดขึ้น ข้อคิดเห็นเหล่านี้ก็ฝากไว้ไปยังท่านเลขาธิการและคณะ ผมทราบดีว่าท่านก็ เปึนนักวิชาการท่านหนึ่ง ท่านได้ศึกษาไว้เยอะ ในรายงานนี้ท่านบอกว่ามีการศึกษา เรื่องหนังสือสัญญาระหว่างประเทศที่ได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภา ถ้างานอย่างนี้ไปถึง มือของตุลาการก่อน ไม่แน่ว่าคําวินิจฉัยเรื่องคดีเขาพระวิหารมันอาจจะเปลี่ยน แต่ถ้า จะไม่เปลี่ยนอย่างไร ก็อยู่ที่เหตุผล เพราะฉะนั้นในคําวินิจฉัยถ้าดูแล้ว ผมก็อ่าน ๆ ดูตลอด ผมก็ฟังว่าเหตุผลที่ศาลยกขึ้นมาพูดเปึนความเห็นของผู้ร้อง แต่ความเห็นของกระทรวง การต่างประเทศท่านก็แทบจะไม่ได้หยิบเอาขึ้นมาเลย ทั้ง ๆ ที่เขาทําเรื่องนี้มาเปึนเกือบ ๑๐๐ ป้แล้ว ก็นี่อย่างไรครับ นี่คือผมถึงอยากเรียนท่านประธานเปึนอย่างนี้ ก็อยากจะ เรียนว่าเรื่องการใช้กฎหมายตรงนี้พวกเราทุกคนเอง หลายคนก็เปึนนักกฎหมาย เรียนมา จากมหาวิทยาลัยเดียวกัน เรียนกฎหมาย ๔ เล่มเหมือนกัน ต่างคนต่างไปทําหน้าที่ เพราะฉะนั้นด้วยเหตุด้วยผลอย่างนี้ละ ผมก็คิดว่าอยากจะฝากไปยังสํานักงาน ศาลรัฐธรรมนูญนะครับ คงจะต้องศึกษามากกว่านี้ แล้วก็หากระบวนการที่ท่านจะให้ บรรลุพันธกิจหรือวิสัยทัศน์ที่ท่านกําหนด โดยเฉพาะก็อยากจะเห็นต่อไปนี้คําวินิจฉัยของ ศาลจะมีเหตุมีผล มีหลักกฎหมายที่ชัดเจนมากยิ่งขึ้น และอย่างนี้สังคมก็จะยอมรับท่าน เองครับ ขอบคุณครับ