สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๐ · ๑๐ กันยายน ๒๕๕๒

กอร์ปศักดิ์ สภาวสุ หารือเรื่องการขึ้นทะเบียนข้าวโพดที่มีจำนวนมาก และมีเกษตรกรบางรายสูญเสียโอกาสจากการออกผลผลิตก่อนที่จะมีโครงการประกันราคา นอกจากนี้ยังหารือเรื่องมันสาปะหลัง ข้าว และโครงการประกันรายได้ของเกษตรกร โดยอธิบายว่าโครงการประกันรายได้นั้นไม่ได้คำนึงถึงผลผลิตของพี่น้องเกษตรกรที่แท้จริง แต่ใช้หลักคิดที่เป็นหลักและทฤษฎีของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

นายกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ รองนายกรัฐมนตรี

กอร์ปศักดิ์ สภาวสุ รองนายกรัฐมนตรีครับ มีหลายประเด็นนะครับ

ประเด็นแรก คือเรื่องของการขึ้นทะเบียน การขึ้นทะเบียนถ้าหากว่าเปึน ข้าวโพดขึ้นไปแล้ว ๘๖ เปอร์เซ็นต์ ประมาณ ๓๒๕,๐๐๐ กว่าราย ก็ถือว่าเยอะ เพราะว่า เร่งอยู่เนื่องจากข้าวโพดออกมาบ้างแล้ว แล้วก็มีเกษตรกรจํานวนหนึ่งก็สูญเสียโอกาส ตรงนี้ไป เพราะว่าออกมาก่อนที่จะมีโครงการประกันราคา

ในเรื่องของมันสําปะหลังนี่ก็ขึ้นไปแล้วประมาณเกือบครึ่งหนึ่งครับ ๔๕ จังหวัด ส่วนข้าวขึ้นไปแล้วทั้งหมด ๖๒ จังหวัด ๑,๒๕๐,๐๐๐ ครัวเรือน ถ้าถามว่า น้อยไหม ตัวเลขก็ยังไม่พึงพอใจนะครับ ประมาณ ๓๖ เปอร์เซ็นต์ แต่เรียนนิดหนึ่งว่า โครงการจํานําที่ชอบกันนักชอบกันหนามีคนที่เปึนเกษตรกรที่ได้จํานวนต่ํากว่านี้ เพราะฉะนั้นตามข้อเท็จจริงก็คือถามว่าจะขึ้นทันไหม มันจะมีทัน และไม่ทันครับ ที่ไม่ทัน ส่วนหนึ่งก็คือที่มีปัญหา เช่น เกษตรกรตัวโฉนดไม่อยู่กับตัวเอง เช่น เกษตรกรไปใช้นา ที่เช่าแล้วเจ้าของก็ไม่อยากที่จะทําสัญญาเช่า ก็ไม่มีสัญญาเช่า จะมีเกษตรกรส่วนหนึ่ง ซึ่งไปทําไร่ทํานาอยู่ในพื้นที่ป์าสงวน มีเกษตรกรส่วนหนึ่งที่เข้าไปในพื้นที่สาธารณะ เหล่านี้คือปัญหา ถามว่าเกษตรกรครัวเรือนเหล่านี้จะได้สิทธิไหม ได้ทุกคนครับ ถ้าพิสูจน์ได้ว่า ไม่ได้เปึนที่ใหม่ ๆ ที่เพิ่งไปบุกรุกมาแล้วก็เคยทํามาในอดีต เพียงแต่ว่าจะต้องผ่าน กระบวนการ ซึ่งขณะนี้ทางเจ้าหน้าที่ได้ประชุมกันเรียบร้อยแล้ว แล้วก็จะนําเข้าเสนอ ครม. โดยเร็วที่สุดเพื่อให้ความเห็นชอบ เพราะฉะนั้นจะถามว่าส่วนนี้จะช้าไหม ก็จะช้านิดหนึ่ง แต่ว่าไม่ใช่คนส่วนใหญ่ ส่วนใหญ่แล้วปัญหาจะไม่มีหรือว่ามีน้อย อันนั้นเปึนเรื่องของ การขึ้นทะเบียน ทีนี้ก็จะมีคําถามกระโดดไปจนถึงเรื่องการค้าขายปกติ ผมขออนุญาตเรียนก่อนจะตอบ คําถามตรงนี้ว่า หลายคนยังไม่เข้าใจ หลายคนยังคิดว่า โครงการประกันรายได้ มันเกี่ยวข้องกับพืชไร่หรือว่าจะเปึนข้าวที่ตัวเองผลิตขึ้นมาแล้วเอาไปขาย เพราะฉะนั้น เราก็จะได้ยินคําถามว่าที่ประกันไว้ ๑๐,๐๐๐ บาท ความชื้นเท่าไร แล้วดิฉันเก็บเกี่ยว เพราะว่ามันเปึนข้าวสดนะ มันเป้ยกนะ ความชื้นมันไม่ได้ เพราะฉะนั้นราคามันก็จะไม่ได้ อันนี้จะเปึนคําถามที่ผมได้รับการสอบถามมาโดยตลอด คําตอบก็คือว่า โครงการประกัน รายได้ ใช้วิธีการคิดที่ไม่ได้คิดถึงผลผลิตของพี่น้องเกษตรกรที่แท้จริง ใช้หลักคิดที่เปึนหลัก ทฤษฎีที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เปึนคนคิดให้ ถ้าอธิบายนี้ก็จะฟังยากนะครับ แต่ว่า ผมขออนุญาตยกตัวอย่าง อย่างเช่น พี่น้องเกษตรกรที่ปลูกข้าวอยู่ที่จังหวัดพิจิตรนะครับ ท่านก็มีพื้นที่เพาะปลูกประมาณสัก ๕๐ ไร่ ยกตัวอย่างอย่างนี้นะครับ แล้วก็วันนี้ท่านก็ ได้ยินว่ารัฐบาลกําลังจะมีโครงการประกันรายได้ ท่านก็อยากจะเข้าร่วมโครงการ สิ่งแรก ที่ท่านเข้าร่วมโครงการอยากจะทํา ท่านก็ต้องไปขึ้นทะเบียน การขึ้นทะเบียนแน่นอนครับ ท่านก็ต้องมีบัตรประจําตัวประชาชน มีสําเนาทะเบียนบ้าน นอกจากนั้นแล้ว ถ้ามีโฉนด ก็เอาโฉนดมา ถ้ามีสําเนาก็เอาสําเนามา ถ้าไม่มีอะไรสักอย่างหนึ่งก็ต้องมา และบอกว่า ฉันมีนา มีไร่ มีนาจํานวนเท่านี้อยู่ตรงไหนบ้าง อย่างไร เพราะว่าการขึ้นทะเบียนมันไม่ได้ จบแค่นั้นครับ ต้องมีการทําประชาคมด้วย ความหมายก็คือเราก็จะมีคณะกรรมการ ตรวจสอบระดับตําบลครับ มี อบต. เข้าไปเกี่ยวข้อง ไปช่วยกันดูว่าเกษตรกรท่านนั้นที่อยู่ ที่จังหวัดพิจิตรนี้ท่านทํานาจริงหรือเปล่า ทํานามาหลายป้แล้ว ครัวเรือนของท่านมีจริง หรือเปล่า ๕๐ ไร่นะครับ ขั้นตอนต่อไปท่านก็จะได้รับเอกสาร เอกสารใบนี้เปึนเอกสารที่ใช้ เปึนข้อมูล ผมย้ํา ใช้เปึนข้อมูลในการไปทําประกันรายได้ ก็มีคําถามต่ออีกว่า แล้วข้อมูล อะไรบ้าง ข้อมูลที่ ๑ ที่อธิบายง่ายก็คือมีอยู่ ๕๐ ไร่ ข้อมูลที่ ๒ ก็คือ ๕๐ ไร่ของท่าน ผลผลิตของท่านได้เท่าไร เกษตรกรคนหนึ่งอาจจะบอกว่า ๘๐๐ กิโลกรัม คนหนึ่งอาจจะ บอกว่า ๔๐๐ กิโลกรัมเอง เพราะพื้นที่ของฉันอยู่นอกเขตชลประทาน บางคนออก ๕๐๐ กิโลกรัม เรานี้ไม่สามารถที่จะใช้ข้อมูลจริงว่าท่านผลิตได้เท่าไรครับ แต่เราใช้ข้อมูล ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ครับ จะบอกเลยว่าในจังหวัดพิจิตรได้เท่าไร เขตใน ชลประทานเท่าไร สมมุติว่าเขตในชลประทาน ๘๕๐ กิโลกรัม ก็เปึน ๘๕๐ กิโลกรัม ถ้าเขตนอกชลประทาน ๖๐๐ กิโลกรัม ก็เปึน ๖๐๐ กิโลกรัม แล้วก็เอาตัวเลขตัวนั้นคูณกับ จํานวนไร่ของท่าน ที่ผมยกตัวอย่าง ๕๐ ไร่ แล้วผมก็บอกว่าตรงนั้นเปึนเขตในชลประทาน แล้วตัวเลขของเกษตรที่เขาประกาศไว้นะครับ ก็คือ ๗๓๘ กิโลกรัมต่อไร่ สมมุตินะครับ เพราะฉะนั้นวันที่ท่านเอาข้อมูลตรงนี้ไป ท่านจะเดินไปที่ ธ.ก.ส. ท่านไปรับหลักประกัน รายได้ เขาจะประกันรายได้ของท่านโดยเอา ๒ ตัวนี้มาคูณกัน ก็คือเอาไร่กับจํานวน ผลผลิตมาคูณกัน ๕๐ ไร่ คูณ ๗๘๒ กิโลกรัมต่อไร่ ก็ออกมาที่ ๓๖,๙๐๐ กิโลกรัมต่อไร่ ก็คือ ๓๖.๙ ตัน จึงมีคําถามต่อ อย่างที่ท่านนราพัฒน์ถามเมื่อสักครู่นี้ว่าแล้วเท่าไร จะให้เท่าไร ให้ทั้งหมด ๓๖.๙ ตันไหม ได้ข่าวแว่ว ๆ ว่าจะให้เพียง ๒๐ ตัน แล้วท่านนราพัฒน์ ก็บอกว่าขอ ๒๕ ตัน ได้ไหม อาจจะไม่มีปัญหา คําตอบยังไม่มีครับ ด้วยเหตุผล ๒ อย่าง อย่างที่ ๑ ก็คือ ทางท่านนายกรัฐมนตรีนี้ครับ เดี๋ยวท่านก็คงจะยืนยันได้นะครับ ท่านนั่งอยู่ตรงนี้เอง ท่านก็กังวล ท่านก็อยากจะดูตัวเลขก่อนว่าเกษตรกรทั้งหมดที่มา ขึ้นทะเบียน ส่วนใหญ่ของประเทศมีผลผลิตประมาณเท่าไร ถ้าส่วนใหญ่เปึนที่ ๑๕ ตัน ๑๖ ตัน ๑๗ ตัน ๑๘ ตัน ท่านก็อาจจะตั้งที่ ๒๐ ตัน ถ้าส่วนใหญ่เปึนที่ ๒๓ ตัน ๒๔ ตัน ท่านก็อาจจะทําที่ ๒๕ ตัน แต่จริง ๆ นี้พวกเราอยากทําให้เต็มที่เลยครับ เพียงแต่ว่ามันต้องใช้เงินงบประมาณเยอะ ในป้ไหนที่ข้าวราคาตกต่ํา ถ้าข้าวราคาสูงกว่าราคาประกันมันก็ไม่มีปัญหา เพราะเรา ไม่ต้องออกสตางค์เลย เพราะเกษตรกรก็ยิ้มกันทุกคน ได้กําไรกันหมด แต่วันไหนที่ เกษตรกรอยากจะมาใช้สิทธิที่ประกันกําไร นั่นคือวันที่เขาขาดทุนครับ และถ้าเขาขาดทุน มากก็ต้องเอาเงินส่วนที่เปึนเงินภาษีนี้ไปชดเชยที่เปึนกําไร เพราะเราไปประกันให้ แล้วเงิน เยอะครับ ป้หนึ่งหลายหมื่นล้านบาท เพราะฉะนั้นนโยบายของรัฐบาลในเบื้องต้นนี้ ก็อยากจะช่วยเกษตรกรให้ได้มากที่สุด คําตอบก็คือให้ทุกคน ไม่มีโควตา แต่ว่าอาจจะ ไม่ได้กําไรมากทุกคน อย่างตัวอย่างของผมเมื่อสักครู่นี้ครับ ท่านทําได้ ๓๖.๙ ตัน ตามทฤษฎี จริง ๆ แล้วอาจจะทําได้ถึง ๔๕ ตันด้วยซ้ํา แต่ตามทฤษฎีนี้เขากําหนดไว้ที่ ๓๖.๙ ตัน ท่านเดินไปที่ ธ.ก.ส. ธ.ก.ส. ให้ท่าน สมมุติ ๒๐ ตันนะครับ เขาก็จะเซ็นประกัน ให้แค่ ๒๐ ตันครับ ๒๐ ตันเท่านั้นละครับ ความหมายก็คือท่านทําประกันเรียบร้อยแล้ว ป้แรก ไม่ต้องเสียค่าประกัน ป้ที่ ๒ ป้ที่ ๓ ยังไม่แน่นะครับ แต่ป้แรกนี้รัฐบาลบอกว่า เปึนป้ทดลองยังไม่ต้องเสียค่าประกัน วันนั้นเขาเดินกลับไปที่บ้าน เขารู้แน่นอนว่าผลผลิต ของเขานี้ในส่วนที่เปึน ๒๐ ตัน ไม่ว่าเขาจะขายได้เท่าไรก็แล้วแต่ เราอย่าเพิ่งพูด แต่ว่า เขานี้มีการประกันไว้ว่าอย่างน้อย ๑๐,๐๐๐ บาท ถึงวันเก็บเกี่ยวจะเปึนวันที่รูดข้าว หรืออะไรก็แล้วแต่ ถึงวันนั้นก็อย่าเพิ่งเก็บเกี่ยว เดินไปที่ ธ.ก.ส. แล้วก็ไปถามว่าเดี๋ยวนี้ ราคาข้าวนี่เขาขายกันเท่าไร รัฐบาลประกาศราคาที่ว่าเปึนราคาตลาดหรือราคาอ้างอิงที่ เท่าไร สมมุติวันนั้น ๘,๐๐๐ บาท แล้วเกษตรกรท่านนั้นก็บอก ฉันประกันไว้ ๒๐ ตัน ตันหนึ่งฉันก็ได้ประมาณ ๒,๐๐๐ บาท เมื่อคิดออกมาเปึน ๒๐ ตันแล้วนี้ มันก็มาที่ ๔๐,๐๐๐ บาท