สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๐ · ๑๐ กันยายน ๒๕๕๒

กอร์ปศักดิ์ สภาวสุ หารือเรื่องการแก้ไขปัญหาหนี้สินของเกษตรกร โดยกล่าวถึงหลักคิดที่จะแก้ไขปัญหาหนี้สินเกษตรกรได้ โดยมี ๒ ข้อ คือ เพิ่มรายได้และลดค่าใช้จ่าย และแนะนำโครงการประกันรายได้ให้กับเกษตรกร

นายกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ รองนายกรัฐมนตรี

ขอบคุณท่านประธาน ผม กอร์ปศักดิ์ สภาวสุ รองนายกรัฐมนตรี คงจะต้องชี้แจงและจะพยายามให้เกิดความเข้าใจ ที่ง่ายที่สุด เพราะว่าเนื้อหาของมันมีหลายอย่าง หลายเรื่อง หลักคิดอย่างนี้ครับ หลักคิด ก็คือรัฐบาลมองเห็นเรื่องในอดีตที่ผ่านมาว่าพี่น้องเกษตรกรรายได้ไม่คงที่ แล้วก็ขึ้นอยู่กับ สภาพอากาศบ้าง สภาพตลาดบ้าง ทุกครั้งที่เดินเข้าไปในนาของตัวเองเพื่อทํานา หรือเดินเข้าไร่เพื่อทําไร่ข้าวโพด ทําไร่มันสําปะหลัง วันแรกที่เข้าไปเรื่องเพาะปลูกไม่เคยรู้ เลยว่าอนาคตตัวเองจะเปึนอย่างไร ผมย้ํานะครับ ไม่เคยรู้ครับ ว่าอีก ๓ เดือนข้างหน้า อีก ๖ เดือนข้างหน้า ถึงเวลาเก็บเกี่ยวแล้วราคาจะเปึนอย่างไร เพราะฉะนั้นการทํามาหากิน ของเกษตรกรจึงค่อนข้างที่จะประสบแต่คําว่า ขาดทุน เพราะว่าต้นทุนนี่ชัดเจน แต่ว่า ถึงเวลาแล้วผลผลิตที่เก็บเกี่ยวออกมาราคาเท่าไรแล้วแต่ตลาด แล้วแต่พ่อค้า เพราะฉะนั้นปัญหาตรงนี้ก็เปึนปัญหาที่เรื้อรังครับ และรัฐบาลแต่ละรัฐบาลก็จะ มีมาตรการหลาย ๆ อย่าง เวลาที่ผ่านมาเปึนข้อพิสูจน์ได้ชัดว่ามาตรการที่ทํามาแล้ว ทั้งหมด จริง ๆ แล้วถ้าได้ผลป์านนี้เราก็คงจะไม่มีญัตติในเรื่องของสินค้าเกษตรตกต่ํา เราก็คงจะ ไม่มีญัตติหรือประเด็นปัญหาที่บอกว่าเกษตรกรมีหนี้สินแล้วก็แก้ไขปัญหาตัวเองไม่ได้ เพราะฉะนั้นแสดงให้เห็นชัดว่า มาตรการที่เคยทํามาในอดีตช่วยได้ในระยะสั้น ๆ แต่ใน ระยะยาวช่วยไม่ได้ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ ช่วยไม่ได้จริง ช่วยไม่ได้ทุกคน เพราะฉะนั้นหลักคิด ตรงนี้เปึนสิ่งที่รัฐบาลของท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ก็กลับไปคิดใหม่ ไปคิดใหม่ในโจทย์ ที่ว่าเราจะแก้ไขปัญหาหนี้สินเกษตรกรได้อย่างไร หลักคิดนะครับว่าทําอย่างไรรัฐบาลถึง จะแก้ไขปัญหาหนี้สินเกษตรกรให้ได้ ก็มีข้อสรุปง่าย ๆ นิดเดียว ๑. ก็คือเพิ่มรายได้ ๒. ลดค่าใช้จ่าย ในเรื่องลดค่าใช้จ่ายก็ทํามาเปึนกระบวนการเยอะพอสมควรแล้ว อย่างเกษตรกรที่มีลูกเต้าไปเรียนหนังสือวันนี้ไม่ต้องเสียแล้วค่าเครื่องแบบ ค่าตําราเรียน เหล่านี้เปึนต้น อันนั้นก็เปึนส่วนที่เรียกว่าลดค่าใช้จ่าย ค่าไฟฟัาเดี๋ยวนี้เกษตรกรก็ไม่ต้อง เสียแล้วเพราะว่ามีขั้นต่ําอยู่ถ้าใช้น้อยก็ไม่ต้องเสียเลย อย่างนี้เรียกว่าลดค่าใช้จ่าย แต่ลดค่าใช้จ่ายอย่างเดียวไม่พอก็ต้องเพิ่มรายได้ให้กับอาชีพของเขา คําว่า เพิ่มรายได้ ทําอย่างไรครับ เรามาคิดกันอย่างนี้ว่าเราใช้โครงการที่เราใช้ชื่อว่าโครงการประกันรายได้ ให้กับเกษตรกร ผมย้ํานะครับ ไม่ได้เกี่ยวกับเรื่องราคาสินค้าเกษตรเลย ต่างกันอย่าง สิ้นเชิง เปึนเรื่องของการประกันรายได้ให้กับเกษตรกร ทีนี้วิธีการก็จะมีกระบวนการของ มัน แต่ว่าข้อดีก็คือว่าเปึนการประกันรายได้ให้กับเกษตรกรทุกคน พวกเราหลายคนคุ้นกับ เรื่องของการจํานํา พวกเราหลายคนรู้ถึงเรื่องการจํานําราคาแพง ๆ มาก ๆ ในช่วง ๓-๔ ป้ ที่ผ่านมา แล้วพวกเราก็รู้ว่าเกษตรกรที่อยู่ในบ้านเรามักจะมาบ่นว่าโครงการจํานํารัฐบาล ดีนะ ได้ราคาดี แต่ว่าไม่เคยได้เข้าอยู่ในโครงการเลยเพราะว่ามีโควตา ฉันจะไปทีไรโควตา เต็มทุกที หรือไม่ก็ฉันก็ไม่ใช่พวกของโรงสีคนนี้ โรงสีโรงนี้ เพราะฉะนั้นฉันก็ไม่เคยได้มี โอกาสเข้าโครงการเลย หรือฉันทํานาของฉันแปลงเล็ก ๆ เท่านั้น โรงสีเขาไม่สนใจฉันก็ ไม่ได้โควตา แต่โครงการประกันรายได้เราพูดถึงเกษตรกรทุกครัวเรือน วันนี้ก็มีอยู่ประมาณ ๕ ล้านครัวเรือนเศษ เกือบ ๖ ล้านครัวเรือน เริ่มจดทะเบียนไปแล้ว วันนี้ผลที่จดทะเบียน ออกมาประมาณ ๕.๓ ล้านครัวเรือน ผมจะย้ําว่าโครงการประกันรายได้นั้นได้ทุกครัวเรือน ได้ไม่หมดนะครับ ครัวเรือนไหนที่มีนาเยอะมากเปึนร้อย ๆ ไร่ก็คงไม่ได้ทุกร้อย ๆ ไร่ แต่ว่า เราจะเข้าไปดูในทะเบียนอีกครั้งว่าที่ได้ทั้งหมดทุกคนจะได้คนละปริมาณเท่าไร ซึ่งเดี๋ยวก็ เปึนรายละเอียดที่พูดกัน แต่อยากจะกราบเรียนอย่างนี้ว่าเพื่อจะตอบคําถามแรกก็คือ โครงการประกันรายได้ให้กับเกษตรกรนั้น ให้เกษตรกรมีความมั่นใจได้ว่าวันนี้ถ้าหากว่า เดินไปที่นาตัวเองไปหว่านข้าวเตรียมจะเก็บเกี่ยว วันที่จะเก็บเกี่ยวออกมาถ้าไปขึ้น ทะเบียนไว้แล้ว ถ้าไปทําประกันสัญญา ประกันรายได้กับ ธ.ก.ส. เรียบร้อยสบายใจได้ว่า ได้แน่ ถ้าเปึนข้าวนาป้ก็ ๑๐,๐๐๐ บาท อย่างนี้เปึนต้น เพราะฉะนั้นรู้ล่วงหน้าเลยว่า ต้นทุนฉันประมาณ ๖,๐๐๐-๗,๐๐๐ บาท เพราะฉะนั้นฉันจะมีส่วนที่รัฐบาลจะประกัน รายได้ให้กับฉันเท่าไร ชัดเจนนะครับ ผมขออนุญาตตอบสั้น ๆ แค่นี้ก่อนว่าโครงการ ประกันรายได้นั้นดีกว่าโครงการจํานําในอดีตเพราะเปึนโครงการที่ทุกคน เกษตรกร ทุกครัวเรือนได้รับถ้ามาขึ้นทะเบียน ถ้ามาทําสัญญากับ ธ.ก.ส. และทั้งขึ้นทะเบียน และทําสัญญาประกันกับ ธ.ก.ส. นั้นไม่มีค่าใช้จ่ายใด ๆ ทั้งสิ้นในป้แรกโดยเฉพาะในเรื่อง ของการประกัน ส่วนราคาเราก็จะประกาศออกไปซึ่งก็ประกาศออกไปแล้ว ในกรณีของ ข้าวซึ่งเปึนส่วนที่ท่าน ส.ส. นราพัฒน์ เปึนห่วงเพราะพื้นที่ในจังหวัดของท่านนั้นทํานากัน เยอะมากไม่ใช่เฉพาะมีนาข้าวอย่างเดียว น่าจะมีข้าวโพดบ้าง มีมันสําปะหลังบ้าง แต่เฉพาะในเรื่องของข้าวชัดเจนว่าวันนี้รัฐบาลได้ประกาศราคาประกันไว้เรียบร้อยแล้ว ประกันราคาไว้ให้เสร็จแล้ว ข้าวเปลือกหอมมะลินี้ก็ ๑๕,๓๐๐ บาทต่อตัน ข้าวเปลือกหอม จังหวัด ๑๔,๓๐๐ บาทต่อตัน ข้าวเปลือกปทุมธานี ๑๐,๐๐๐ บาทต่อตัน ข้าวเปลือกจ้าว ๑๐,๐๐๐ บาทต่อตัน และข้าวเปลือกเหนียว ๙,๕๐๐ บาทต่อตัน หลักคิดก็คือคิดต้นทุนเฉลี่ย การคิดต้นทุนเฉลี่ยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ก็ไปหารือกับ กลุ่มเกษตรกรมาแล้ว แล้วก็คิดค่าใช้จ่ายในเรื่องของค่าขนส่งนะครับ แล้วก็บวกกําไรให้ ประมาณร้อยละ ๓๕-๔๐ เปอร์เซ็นต์ แล้วแต่ต้นทุนในแต่ละพื้นที่ซึ่งอาจจะต่างกันบ้าง เพราะฉะนั้นในวันนี้ถ้าท่านมีนาอยู่ แล้วก็ถ้าท่านอยากจะมาเข้าโครงการ อยากจะเปึน ครัวเรือนหนึ่ง ซึ่งได้รับสิทธิในการประกันราคาก็ไปจดทะเบียน ซึ่งผมได้กราบเรียน เมื่อสักครู่แล้วว่าช่วงนี้เริ่มไล่จดทะเบียนกัน มีผู้มาจดทะเบียนบ้างแล้วพอสมควรนะครับ แต่ยังไม่ครบ จดทะเบียนเสร็จมีการทําประชาคมเพื่อยืนยันว่าฉันเปึนเกษตรกรตัวจริงนะ และฉันทํานาจริง มีไร่นาครบตามจํานวนที่แจ้งไว้ ก็จะมีเรื่องเอกสารสิทธิอะไรอีกซึ่งเดี๋ยว จะได้ตอบต่อไป เปึนแต่เพียงว่า ๑. ถ้าอยากจะได้การประกันรายได้ตรงนี้ก็ไปขึ้นทะเบียน นะครับ และเดี๋ยวก็เอาใบทะเบียนเดินไปที่ ธ.ก.ส. เพื่อทําสัญญาประกันรายได้ ทําสัญญา เสร็จแล้วสบายใจได้กลับไปดูแลผลผลิตตัวเองให้ออกมาได้เต็มเม็ดเต็มหน่วย เมื่อถึงเวลา เก็บเกี่ยว ถ้าราคาตลาดมันต่ํากว่าราคาประกันทุกบาททุกสตางค์นั้นไปเบิกได้เลยที่ ธ.ก.ส. ไปขอใช้สิทธิ และ ธ.ก.ส. ก็จะเอาเงินสดใส่เข้าบัญชีให้เลย ขออนุญาตตอบเท่านี้ ก่อนครับ ขอบคุณครับ